ฟักแม้ว มะระหวาน ผักแม้ว


วิธีปลูกมะระหวานเพื่อเก็บยอด
มะระหวาน ลักษณะทั่วไปของมะระหวาน (ฟักม้ง) เป็นไม้เถาเลื้อย สามารถเจริญเติบโตในสภาพอากาศเย็นและชุ่มชื้นเป็นพืชข้ามปี ลักษณะคล้ายพืชตระกูลแตง ลำต้น ใบ ยอดและมือจับคล้ายแตงกวาผสมกับฟักเขียว ลักษณะดอก เกิดที่ขั้วระหว่างต้นกับก้านใบเป็นชนิดดอกช่อ (Inflorescence) ส่วนดอกเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect flower) กล่าวคือ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย จะอยู่คนละดอก แต่อยู่ในต้นเดียวกัน (Monoecious plant )ผลเป็นผลเดี่ยว (Simple fruit) เนื้อของผลเจริญมาจากฐานรองดอกที่ขยายใหญ่ไปหุ้มเมล็ดไว้ มีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวในผล  มะปราง ซึ่งถือว่าเป็นข้อแตกต่างของพืชตระกูลแตงที่เราพบเห็นโดยทั่วไป

มะระหวาน  เป็นพืชที่แมลงรบกวนไม่มาก ยกเว้น ราแป้งและเพลี้ยไฟ จะมีระบาดในบางฤดูกาลเท่านั้น ยอดมีลักษณะเช่นเดียวกับยอดของฟักทองและตำลึง ปัจจุบันเป็นที่นิยมของเกษตรกรและผู้นิยมบริโภคผักปลอดสารพิษทั่วไป ซึ่งยอดมะระหวาน จะมีรสชาติหวานกรอบ มะระหวานเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็นและมีความต้องการน้ำมาก ในการช่วยการเจริญเติบโต

ฟักแม้วสามารถทำได้โดยที่ลงทุนไม่มากนัก เพียงมีพื้นที่และมีแหล่งน้ำเพียงพอในพื้นที่การปลูกก็จะบรรลุผลที่ต้องการได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นแต่ประการใด มะระเครือ หรือซาโยเต้ พื้นที่ภาคกลาง เรียกว่า มะระหวาน และภาษาท้องถิ่นโดยทั่วไปเรียกว่า ฟักม้ง เป็นพืชพื้นเมืองของชาวออสเตรเลียปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน ผลจะเล็กกว่าบ้านเรา เป็นไม้เถาเลื้อย สามารถเจริญเติบโตในสภาพอากาศเย็นและชุ่มชื้นเป็นพืชข้ามปี ลักษณะคล้ายพืชตระกูลแตง ลำต้น ใบ ยอดและมือจับคล้ายแตงกวาผสมกับฟักเขียว ดอก เกิดที่ขั้วระหว่างต้นกับก้านใบเป็นชนิดดอกช่อ เนื้อของผลเจริญมาจากฐานรองดอกที่ขยายใหญ่ไปหุ้มเมล็ดไว้ มีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวในผล เหมือนกับผลมะม่วง มะปราง บ้านอะลาง

การปลูกขุดหลุมขนาด 
กว้าง  x  ยาว x ลึก ประมาณ 20-50 ซม. แล้วคลุกเคล้าดินด้วยเศษพืชและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หากต้องการปลูกเพื่อเก็บยอดอย่างเดียว ระยะปลูกระหว่างต้น ระหว่างแถวประมาณ 1x1 หรือ 1x2 เมตร ปลูกเป็นหลุม ๆ เรียงเป็นแถวติดต่อกันไปตามสภาพของพื้นที่และไม่ต้องทำค้างเพื่อสะดวกในการเก็บยอดเมื่อลงดินแล้ว รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง คอยกำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ยคอกบ้างเป็นระยะจนอายุประมาณ 2 เดือน ก็สามารถเก็บยอดจำหน่ายได้ เมื่อเก็บเกี่ยวระยะหนึ่ต้นและใบจะเริ่มโทรมลง ให้เด็ดใบแก่ที่มีสีเหลือง ใบแห้ง  ใบที่เป็นโรคออกให้หมด เติมปุ๋ยคอก รดน้ำ และกำจัดวัชพืช การเจริญเติบโตก็จะมีต่อไปได้อีกประมาณ 3-4  ปี  หลังจากเก็บผลผลิตเป็นที่พอใจแล้วหรือเห็นว่าโทรมมากหรือเข้าสู่ฤดูแล้ง ให้ตัดต้นเหนือดินออกให้หมดทิ้งให้พักตัว ใส่ปุ๋ยคอก พรวนดินรอบ ๆ และรดน้ำ มะระหวานก็จะเจริญงอกเป็นต้นใหม่ขึ้นมาให้เก็บเกี่ยวยอดได้อีกโดยไม่ต้องปลูกใหม่ บ้านอะลาง

การเตรียมดิน
การเตรียมดินปลูก ทำได้ง่ายๆเพียงขุดหลุมขนาด กว้าง X ยาวX ลึก ประมาณ 20 – 50 ซม. แล้วคลุกเคล้าดินในหลุมด้วยเศษพืชและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

การปลูก 
1)ปลูกเพื่อเก็บยอดอย่างเดียว ระยะปลูกระหว่างต้น ระหว่างแถวประมาณ 1 x 1 หรือ1 x 2 เมตร ปลูกเป็นหลุมๆเรียงเป็นแถวติดต่อกันไป ตามสภาพของพื้นที่และไม่ต้องทำค้าง หรือจะทำค้าง ซึ่งส่วนใหญ่จำทำค้างลักษณะทรงสามเหลี่ยม เพื่อให้ยอดเกาะกิ่งไม้ขึ้นไป สะดวกในการเก็บยอด
2) ปลูกเพื่อเก็บยอดและผล ใช้ระยะปลูก 2 x 3 เมตร หรือ 3 x 3 เมตร และจะต้องทำค้างให้เถายึดเกาะ โดยความสูงขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และจะต้องสูงพอที่จะเดินเข้าไปเก็บผลได้

การเตรียมต้นพันธุ์
การปลูกมะระหวาน จำเป็นต้องเตรียมต้นพันธุ์ โดยจะต้องนำผลสดที่แก่เต็มที่ พร้อมที่จะปลูก ลักษณะของผลจะมีรอยแตก นำมาชำในที่ร่มชื้นหรือชำในถุงชำ จนกระทั่งเริ่มแตกยอดอ่อนจึงนำไปปลูก หรือทิ้งผลที่แก่จัดไว้กับต้นปลายผลจะเกิดรอยแตกและงอกต้นอ่อน ก็สามารถนำไปปลูกได้เช่นเดียวกัน  ฟักม้ง สามารถปลูกได้ตลอดปี การปลูกโดยการนำผลแก่จัดและงอกต้นอ่อนแล้ว วางลงกลางหลุมปลูกที่เตรียมไว้กลบดิน 3 ใน 4 ของผล เหมือนการปลูกมะพร้าว เสร็จแล้วคลุมด้วยหญ้าแห้ง ฟางข้าวหรือเศษพืชรดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา
เมื่อปลูกลงดินแล้ว รดน้ำวันละ 1 – 2 ครั้ง คอยกำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ยคอกบ้างเป็นระยะ จนอายุประมาณ 2 เดือน ก็สามารถเก็บยอดจำหน่ายได้ แต่ถ้าปล่อยให้เจริญเติบโตต่อไปบนค้าง จนอายุประมาณ 4 – 5 เดือน  จะเก็บผลผลิตได้ทั้งยอดและผลเมื่อปลูกและเก็บผลได้ระยะหนึ่ง ต้นและใบจะเริ่มโทรมลง ให้เด็ดใบแก่ที่มีสีเหลือง ใบแห้ง ใบที่เป็นโรคออกให้หมด เติมปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ ยูเรีย รดน้ำและกำจัดวัชพืช ก็จะสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อีกประมาณ 3-4 ปี หลังจากเก็บผลผลิตเป็นที่พอใจแล้วหรือเห็นว่าโทรมมากหรือเข้าสู่ฤดูแล้ง ให้ตัดต้นเหนือดินออกให้หมดทิ้งให้พักตัว ถ้าต้องการได้ต้นใหม่ให้ใส่ปุ๋ยคอก พรวนดินรอบๆและรดน้ำ ก็จะเจริญงอกเป็นต้นขึ้นมาได้อีกโดยไม่ต้องปลูกใหม่ ตลอดระยะเวลาของการเจริญเติบโต อาจมีศัตรูพืชรบกวนบ้าง แต่ไม่มากนัก ศัตรูพืชที่สำคัญคือ เพลี้ยไฟ แมลงวันผลไม้เจาะผลอ่อนและโรคราแป้ง ซึ่งเกิดที่ใบ ป้องกันได้ด้วยการใช้กับดักกาวเหนียว เพื่อดักตัวแก่และคอยเก็บใบที่เป็นโรคหรือแสดงอาการผิดปกตินำไปเผา ไม่จำเป็นจะต้องใช้สารเคมี  สีแบบนี้นำไปปลูกไม่ขึ้น บ้านอะลาง

ผลผลิตและการตลาด
เมื่อปลูกได้ 2-3 เดือน สามารถเก็บยอดอ่อนนำไปปรุงอาหารหรือจำหน่ายได้ และจะเก็บยอดอ่อนได้ทุก 2-3 วัน/ครั้ง แต่ละครั้งจะเก็บได้ประมาณ 200-300 กก./ไร่  เรื่องของราคาขึ้นอยู่กับฤดูกาล  หรือตามภูมิภาค  ผักจะแพงช่วงกินเจ และช่วงหน้าหนาว  ดังนั้นหากเกษตรกรจะปลูกควรดูที่ช่วงจังหวะ  เพื่อจะได้ราคาที่ดี  ที่สำคัญควรปลูกแบบปลอดสารพิษหรือแบบ Organic ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ขายง่าย  ปลอดภัยต่อร่างการ  หากเกษตรกรสามารถปลูกแบบนี้ได้  เรื่องของตลาดจึงไม่ใช้เรื่องยาก

เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง



การปลูกย่านาง




ย่านาง พืชสมุนไพรไทย
วงศ์ MENISPERMACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels
ชื่อพื้นเมือง
ภาคกลาง        เถาย่านาง, เถาหญ้านาง, เถาวัลย์เขียว, หญ้าภคินี
เชียงใหม่        จ้อยนาง, จอยนาง, ผักจอยนาง
ภาคใต้            ย่านนาง, ยานนาง, ขันยอ
สุราษฎร์ธานี   ยาดนาง, วันยอ
ภาคอีสาน       ย่านาง
ไม่ระบุถิ่น        เครือย่านาง, ปู่เจ้าเขาเขียว, เถาเขียว, เครือเขางาม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ต้น เป็นไม้เถาว์เลื้อย เกี่ยวพันไม้อื่น เป็นเถาว์กลมๆ ขนาดเล็ก แต่เหนียว มีสีเขียว เมื่อเถาว์แก่จะมีสีเข้ม บริเวณเถาว์มีข้อห่างๆ เถาอ่อน มีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ

2. ราก มีหัวใต้ดิน รากมีขนาดใหญ่

3. ใบ เป็นใบเดี่ยวคล้ายใบพริกไทย ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย  ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ในภาคใต้ใบค่อนข้างเรียวยาวแหลมกว่า สีเขียวเข้ม หน้าและหลังใบเป็นมัน

4. ดอก ออกตามซอกใบ ซอกโคนก้าน จากข้อเถาว์แก่เป็นช่อยาว 2-5 ซม. ช่อหนึ่งๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลีอง 3-5 ดอก ออกดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ขนาดโตกว่าเมล็ดงาเล็กน้อย ต้นเพศผู้จะมีดออกสีน้ำตาล อับเรณูสีเหลืองอ่อน ดอกย่อยของต้นเพศผู้จะมีขนาดเล็ก ก้านช่อดอกมีขนสั้นๆ ละเอียด ปกคลุมหนาแน่น ออกดอกช่วงเดือนเมษายน

5. ผลรูปร่างกลมเล็ก ขนาดเท่าผลมะแว้ง สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดง หรือสีแดงสด และกลายเป็นสีดำในที่สุดเมล็ด เมล็ดแข็งรูปเกือกม้าแหล่งที่พบ ย่านางเป็นพืชที่พบในแหล่งธรรมชาติ ป่าทั่วไปที่มีความชุ่มชื้น บริเวณป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคอื่นๆ ก็มีกระจายทั่วไป


การปลูกและขยายพันธุ์
ย่านางเป็นพืชที่ขึ้นในดินทุกชนิด และปลูกได้ทุกฤดู ขยายพันธุ์โดยการใช้หัวใต้ดิน เถาว์แก่ที่ติดหัว ปักชำยอด หรือการเพาะเมล็ด เป็นไม้ที่ปลูกง่ายโดยปลูกเป็นหลุมหรือยกร่องก็ได้

การเพาะเมล็ดย่านาง   เมล็ดพันธุ์ที่เพาะยากทั้งหลาย มักจะขี้อายค่ะ หลักการเพาะก็คือ ต้องทำให้ชื้นแต่ไม่แฉะ ถ้าไม่โดนแสงจะกระตุ้นการงอกให้เร็วขึ้นมาก...จะใช้วิธีเพาะในกะบะทรายก่อน รดน้ำให้ชุ่ม คลุมผ้าเปียกสีดำหรือสีเข้มไว้ ไม่นานก็งอกค่ะ งอกแน่นอน ทดลองมาแล้ว หลังจากนั้น ค่อยแยกไปอนุบาลต่อในถุงดำหรือกระถางเล็ก

เทคนิค
จริง ๆ แล้ว วิธีเพาะแบบนี้ ค้นพบโดยไม่ตั้งใจ คือได้เก็บสะสมเมล็ดย่านางไว้เยอะ ประมาณ 300 เมล็ด  อัตราการงอกจะมีมากน้อยแค่ไหน (ไม่มั่นใจตอนเอาไปแช่น้ำเพื่อล้างเหยื่อหุ้มออกแล้วเอาไปตากแดด) จึงตัดสินใจทดสอบการงอกด้วยวิธีนี้ ปรากฎว่าเมล็ดย่านางทยอยกันงอกจนแน่นกะละมัง น่าจะงอกเกือบ 100%


ประโยชน์ทางยา
สารเคมีที่สำคัญ
รากย่านางมี isoquinolone alkaloid ได้แก่ Tiliacorine, Tiliacorinine, Nortiliacorinine A, Tiliacotinine 2-N-oxde และ tiliandrine, tetraandrine, D-isochondendrine (isberberine)

การทดลองทางห้องปฏิบัติการ
จากการทดลองพบว่าสารสกัดจากรากย่านางมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียชนิด ฟัลซิพารัมในหลอดทดลอง

ใบ รสจืดขม รับประทาน ถอนพิษผิดสำแดง แก้ไข้ ตัวร้อน แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้หัว ไข้กลับซ้ำ ใช้เข้ายาเขียว ทำยาพอก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง กวาดคอ แก้ไข้ฝีดาษ ไข้ดำแดงเถา

ราก  รสจืดขม กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้ ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้พิษ ไข้ผิดสำแดง ไข้เหนือ ไข้หัวจำพวกเหือดหัด สุกใส ฝีดาษ ไข้กาฬ รับประทานแก้พิษเมาเบื่อแก้เมสุรา แก้พิษภายในให้ตกสิ้น บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้โรคหัวใจบวม ถอนพิษผิดสำแดง แก่ไม่ผูก ไม่ถ่าย แก้กำเดา แก้ลมทั้งต้น ปรุงเป็นยาแก้ไข้กลับ  บ้านอะลาง

สรรพคุณทางยา
1.   แก้ไข้
ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร 3 เวลา

2.   แก้ป่วง (ปวดท้องเพราะกินอาหารผิดสำแดง)
ใช้รากย่านางแดงและรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1 แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ 2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย

3.   ถอนพิษเบื่อเมาในอาหาร เช่น เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและใบ 1 กำมือ  ตำผสมกับข้าวสารเจ้า 1 หยิบมือ เติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือและน้ำตาลเล็กน้อยพอดื่มง่ายให้หมดทั้งแก้ว ทำให้อาเจียนออกมา จะช่วยให้ดีขึ้น

4.   ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน  ดื่มครั้งละ 1 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นบ้านในภาคอีสาน
1.   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น
2.   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย
3.   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ

รสและคุณค่าทางโภชนาการ
ใบย่านางรสจืด
คุณค่าทางโภชนาการ ข้อมูลจากหนังสือ  Thai Food Composition Institute of Nutrition, Mahidol University (สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล) พบว่า ปริมาณสารสำคัญที่มีมากและโดดเด่นในใบย่านาง คือ ไฟเบอร์ แคลเซี่ยม เหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ บ้านอะลาง

ใบย่านาง 100 กรัม ให้คุณค่าโภชนาการดังนี้
-พลังงาน 95 กิโลแคลอรี่
-เส้นใย 7.9 กรัม
-แคลเซี่นม 155 มิลลิกรัม
-ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม
-เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
-วิตามินเอ 30625 IU
-วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม
-วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
-ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
-วิตามินซี 141 มิลลิกรัม
-หรือโปรตีน 15.5 เปอร์เซนต์
-ฟอสฟอรัส 0.24 เปอร์เซนต์
-โพแทสเซี่ยม 1.29 เปอร์เซนต์
-แคลเซี่ยม 1.42 เปอร์เซนต์
-ADF 33.7 เปอร์เซนต์
-NDF 46.8 เปอร์เซนต์
-DMD 62.0 เปอร์เซนต์
-แทนนิน 0.21 เปอร์เซนต์

ประโยชน์ทางอาหาร
ย่านาง มีทุกฤดูกาล ให้ยอดมากในฤดูฝน และให้ผลในฤดูแล้ง
ส่วนที่กินและการปรุงอาหาร  บ้านอะลาง
คนไทยนิยมใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำปรุงอาหารต่างๆ เช่น แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ (ย่านางสามารถต้านพิษกรดยูริกในหน่อไม้ได้) แกงอ่อม แกงเห็ด หรือขยี้ใบสดกับหมาน้อย  รับประทานถอนพิษร้อนต่างๆ

ภาคอีสาน
เถาว์และใบของย่านางนิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส ใช้แต่งสีเขียวในอาหารคาว และช่วยทำให้น้ำแกงข้นมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประกอบเป็นอาหารต่างๆ ดังนี้
1.   เถาว์ ใบอ่อน ใบแก่ ตำ คั้นเอาน้ำสีเขียว นำไปต้มกับหน่อไม้ ปรุงเป็นแกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ แกงต้มเปรอะ เชื่อว่าย่านางจะช่วยลดรสขม ของหน่อไม้ได้ดี ทำให้หน่อไม้มีรสหวานอร่อย
2.   นำไปแกงกับยอดหวาย
3.   นำไปแกงกับขี้เหล็ก
4.   นำไปใส่แกงขนุน แกงผักอีลอก
5.   นำไปอ่อมและหมก

ข้อควรระวัง (ขลำ) ต้องทำให้สุก
เป็นที่น่าสังเกตว่า คนอีสานไม่มีข้อห้ามในการกินหน่อไม้ในคนที่สูงอายุ ซึ่งแตกต่างจากทางภาคอื่นๆ  ที่มีข้อห้ามในการบริโภคหน่อไม้ เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเชื่อกันว่าหน่อไม้มีผลทำให้ปวดข้อ แต่คนอีสานมีวัฒนธรรมการกินหน่อไม้คู่กับย่านางเสมอ จึงไม่มีปัญหาเหมือนการกินหน่อไม้ของภาคอื่นๆ

ภาคใต้
1.   ใช้ยอด ใบเพสลาด (ไม้อ่อน ไม่แก่เกินไป) นำไปแกงเลียง ผัด แกงกะทิ
2.   ผลสุก ใช้กินเล่น

ภาคเหนือ
1.   ยอดอ่อน นำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก
2.   ยอดอ่อน ใบแก่ คั้นน้ำนำมาใส่แกงพื้นเมือง เช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ

1.   น้ำสีเขียวจากใบย่านางนำไปใช้ย้อมผ้าได้อีกด้วย
2.   ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น กระบือ
3.   เถาว์ มีความเหนียว ใช้มัดสัมภาระได้
เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง

การเลี้ยงผำ



''การเลี้ยงผำ'' (ชื่ออีสานไข่ผำ)
“ผำ” มีชื่อสามัญคือ Wolffia, Water meal เป็นพืชน้ำ และพืชดอกขนาดเล็กที่สุดในโลก รูปร่างทรงรี มีขนาดตั้งแต่ 1-2 มิลลิเมตร อาจเกิดเดี่ยว หรือ ติดเป็นคู่ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเป็นเม็ดเล็ก ๆ ลอยเป็นแพอยู่บริเวณผิวน้ำ ไม่มีราก โดยใบ และลำต้นรวมกันลักษณะคล้ายเฟิร์น พบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใส นิ่ง ปัจจุบันมีการเลี้ยงในบ่อที่มีน้ำใส สะอาด โดยสปีชีส์ที่ศึกษานี้คือ Wolffia arrhiza (L.) วงศ์ Lemnaceae วงศ์ Lemnaceae จากแหล่งเพาะเลี้ยงในอำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ บ้านอะลาง

“ผำ” เป็นอาหารพื้นถิ่นในแถบประเทศพม่า ลาว ภาคเหนือ และภาคอีสานของไทย ชื่อเรียกจะต่างกันบ้างในภาษาท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือ จะเรียก ผำ, ไข่ผำ หรือ ไข่แหน ภาคกลาง เรียก ไข่น้ำ ส่วนเมนูอาหารนิยมทำ “คั่วผำ” โดยนำผำสดล้างสะอาดมาปรุงด้วยตะไคร้ พริก กระเทียม หอม ใบมะกรูด ได้รสอร่อย

เพื่อความสะดวก ล่าสุด มีการพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผำ” เป็นผลงานศึกษาของ นายพิพัฒน์พงษ์ วงศ์ใหญ่ นางสาวศศิธร ชาววัลจันทึก และ ผศ.ดร.สุนีย์ จันทร์สกาว คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง นางสาวศศิธร กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทโปรตีน ได้รับความสนใจในฐานะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จึงมีความสนใจแสวงหาแหล่งโปรตีนจากพืชพื้นบ้านไทย พบว่า มีพืชน้ำที่ชาวบ้านนำมารับประทานเป็นอาหารอยู่แล้วคือ “ผำ” ซึ่งมีสารอาหารประเภทโปรตีน และกรดอะมิโนจำเป็นปริมาณสูง จึงนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบ “ยาเม็ดเคี้ยว” เพื่อให้สะดวก รับประทานง่าย เหมาะสำหรับผู้ใช้ชีวิตเร่งรีบ โดยเฉพาะนักศึกษา และวัยทำงาน ที่มีเวลาน้อย อีกทั้ง เป็นการเพิ่มทางเลือกดูแลสุขภาพ ด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในราคาเหมาะสม

เมื่อนำผำมาวิเคราะห์ปริมาณสารอาหาร พบว่า มีโปรตีน 20% นอกจากนี้ ยังมีคลอโรฟิลล์ โครงสร้างมีลักษณะเป็น Cyclic Tetrapyrolle คล้ายคลึงกับฮีม (Heme) ที่อยู่ในฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเลือด มีรายงานการวิจัยถึงฤทธิ์ เช่น ต้านอนุมูลอิสระ รักษาอาการท้องผูก ต้านการติดเชื้อ ปรับสภาพร่างกายให้เป็นด่างในคนที่มีสภาวะเครียด หรือ ร่างกายมีความเป็นกรดจากอาหาร และรักษาภาวะซีดในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง บ้านอะลาง

โดยการศึกษาเพื่อพัฒนาตำรับผำ ได้ประเมินคุณภาพเชิงปริมาณโปรตีนรวมของผำ ทั้งก่อน-หลังการตั้งตำรับ และทำการตรวจวิเคราะห์โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งการตั้งตำรับเป็นรูปแบบยาเม็ดเคี้ยว ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด มีสีเขียว กลิ่นคล้ายสาหร่าย ความเป็นกรด-ด่าง (pH) เป็นกลาง ผลการวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนเท่ากับ 231.4 มิลลิกรัมต่อหนึ่งเม็ด ผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการประเมินคุณภาพยาเม็ดเคี้ยว.


การเลี้ยงไข่ผำ
องค์ความรู้   “ผำ” หรือเรียกว่า ไข่แหน (Fresh water Alga , Swapm Algae) รู้จักกันในชื่อ ไข่น้ำ , ไข่ขำ , และ ผำ มีชื่อพื้นเมืองทางภาคเหนือเรียกว่า ผำ ทางภาคกลางเรียกว่า ไข่น้ำ ส่วนภาคอีสานเรียกว่า ไข่ผำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า วอลฟ์เฟีย กลอโบซ่า (Wolffia globosa Hartog & Plas) จัดอยู่ในวงศ์เล็มนาซีอี้ (LEMNACEAE)

ไข่ผำ จัดเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ อาจลอยอยู่เป็นกลุ่มล้วน ๆ หรือลอยปนกับพืชชนิด
อื่นๆ เช่น แหน , แหนแดง ก็ได้ ไข่ผำ เป็นพืชมีดอกที่มีขนาดเล็กที่สุด รูปร่างเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐.๑ – ๐.๒ มม. มีสีเขียวลอยอยู่บริเวณผิวน้ำเป็นแพ มักเกิดในธรรมชาติที่น้ำใส นิ่ง เช่น บึง หนองน้ำ ผำจะพบมากในฤดูฝน นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผัดไข่ผำใส่หมู แกงไข่
ผำ

ผำจะมีรสมัน ผำ ๑๐๐ กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย ๘ กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย เส้นใย ๐.๓ กรม แคลเซียม ๕๙ มิลลิกรม ฟอสฟอรัส ๒๕ มิลลิกรัม เหล็ก ๖.๖ มิลลิกรัม วิตามินเอ ๕๓๔๖IU วิตามินบีหนึ่ง ๐.๐๓ มิลลิกรัม วิตามินบีสอง ๐.๐๙ มิลลิกรัม ไนอาซิน ๐.๔ มิลลิกรัม วิตามินซี ๑๑ มิลลิกรัม คุณค่าทางโภชนาการของไข่ผำ มีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนสูงมาก แต่เพราะใน ไข่ผำมีสารพิษต้านฤทธิ์สารอาหาร จึงต้องนำไข่ผำมาทำให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง


ผำมีการขยายพันธุ์ มี 2 แบบคือ

 1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ  เนื่องจากไข่แหนเป็นพืชมีดอกขนาดเล็กที่สุด ดอกของไข่แหนจะเจริญเติบโตออกทางช่องข้างบนของต้น ดอกไม่มีกลีบดอก และไม่มีกลีบเลี้ยง ดอกตัวผู้จะมีเกสรตัวผู้ 1 อัน ประกอบด้วยอับละอองเรณู 2 อับ ดอกตัวเมียมีรังไข่ที่มี 1 ช่องและมีไข่อยู่ 1 ใบ ก้านเกสรตัวเมียสั้นยอดเกสรตัวเมียมีลักษณะแบน เมล็ดมีขนาดเล็ก กลมเกลี้ยง ยังไม่ปรากฏว่าไข่แหนมีดอกในระเทศไทย มีแต่รายงานการพบเห็นในประเทศอื่น ไข่แหนจะมีดอกและเมล็ดในราวๆเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม

2. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกหน่อ ซึ่งมีผู้ทำการศึกษา การเจริญเติบโตแล้วพบว่า โดยเฉลี่ย ไข่แหนแต่ละต้นจะแตกหน่อให้ต้นใหม่ทุกๆ 5 วัน
ประโยชน์ของผำ   สามารถนำมาปลูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่ขนาดเล็ก เหมาะแก่การนำมาใช้ทำเป็นอุปกรณ์ในการศึกษา เช่นการศึกษาอิทธิพลของสารควบคุมการขยายพันธุ์ของพืช  เป็นอาหารของสัตว์น้ำและสัตว์ปีกหลายชนิดนอกจากนี้ ไข่แหน  ยังมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนสูง


การเพาะเลี้ยงไข่น้ำ (ผำ) 
ขุดบ่อดินขนาดความลึกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1 เมตรและยาวประมาณ 4 เมตร นำพลาสติกสีดำรองพื้นในบ่อ เพื่อป้องกันมิให้น้ำซึมออก ใส่ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยคอก 20 กิโลกรัม ตามขนาดของบ่อ  เติมลินทรีย์ประมาณ 0.5 ลิตร ปล่อยน้ำเข้าบ่อให้เต็ม  แล้วนำพันธุ์ไข่น้ำใส่ลงไป ประมาณ 7 วัน จะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว  สามารถเก็บไปจำหน่ายหรือรับประทานได้

ผำเป็นวัชพืชของสาหร่าย  เลี้ยงไว้เพื่อใช้บริโภคในประเทศไทย  ผำคือพืชผักชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหาร ชาวชนบทนิยมใช้เป็นอาหาร ส่วนแนวโน้มที่จะพัฒนาผำเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและความนิยมของผู้บริโภค เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ

เอกสารอ้างอิง: นัย  บำรุงเวช. โรงพิมพ์พิฆเนศ กทม. ผำเม็ดเล็กคุณภาพล้น. เทคโนโลยีชาวบ้าน. ปีที่8 ฉบับที่150    ประจำวันที่1 กันยายน 2539  เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง

ผักกระโดน



กระโดน ยอดอ่อนอร่อยมีสรรพคุณ
หลายคนรู้จักกระโดน เป็นอย่างดี เฉพาะที่เห็นยอดอ่อนวางขายเป็นผักพื้นบ้าน นำไปรับประทานเป็นผักสด จิ้มน้ำพริกชนิดต่างๆ หรือกินกับขนมจีนปักษ์ใต้ ขนมจีนน้ำยา ขนมจีนน้ำพริกทั่วไป ซึ่งยอดอ่อนของ กระโดนจะมีรสเปรี้ยวปนฝาด ช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น แต่คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า กระโดน มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นแบบไหน และมีผู้อ่านไทยรัฐจำนวนไม่น้อยสอบถามกันว่า นอกจากยอดอ่อนของกระโดน จะกินเป็นอาหารได้แล้ว มีสรรพคุณทางสมุนไพรหรือไม่ ซึ่งเป็นจังหวะพอดี พบมีต้นขนาดใหญ่วางขาย จึงรีบสนองความต้องการผู้อ่านทันที

ระโดน หรือ CAREYA SPHAERICA ROXB. อยู่ในวงศ์ BARRINGTONIACEAE
เป็นไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร พบขึ้นทุกภาคของประเทศไทย สมัยก่อนตามหัวไร่ปลายนาจะมีขึ้นเองตามธรรมชาติ ชาวนาจะไม่ตัดหรือโค่นทิ้ง จะปล่อยไว้เพื่อเก็บยอดอ่อนกินเป็นผักตามที่กล่าวข้างต้น และใช้บางส่วนจากต้นเป็นยาสมุนไพรด้วย เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบและกิ่งก้านหนาทึบให้ร่มเงาดีมาก กิ่งอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวออกเรียงสลับถี่จนดูเหมือนเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง ใบเป็นรูปไข่กลับ ปลายเป็นติ่งทู่ โคนสอบแคบเป็นรูปลิ่ม เนื้อใบหนาและเป็นลอน ขอบใบหยักแต่ตื้น สีเขียวสด


ชื่อ"กระโดน"
วงศ์ "BARRINGTONIACEAE"
1)"กระโดนน้ำ"ชื่อทยาศาสตร์"BarringtoniaAcutangula(Linn.)Gaertn."
ชื่อพื้นเมือง"จิด(ภาคกลาง),ผักกระโดนำ(อุดรธานี, สกลนคร,หนองคาย,ร้อยเอ็ด),กระโดนทุ่ง,กระโดนน้ำ (หนองคาย),จิกนา(ภาคใต้),ใบตอง(เหนือ),เรีย็ง(เขมร)  ''บ้านอะลาง''

2)"กระโดนบก" กระโดนโคก
ชื่อทยาศาสตร์"CareyaSphaericaRoxb.""C.ArboreaRoxb."
ชื่อพื้นเมือง"กระโดน,ผักกระโดน,กระโดนบก,กระโดนโคก (อุดรธานี,อีสาน),กะนอล(ขเมร)ขุย(กระเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ผักปุย(เหนือ),ปุยกระโดน(ใต้),ปุยขาว,ผักฮาด(เหนือ),หูกวาง (จันทบุรี),พุย(ละว้า-เชียงใหม่)


ดอก ออกเป็นช่อ 2-3 ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีกลีบเลี้ยง 4 แฉก กลีบดอกเป็นรูปช้อน กว้างประมาณ 3 ซม. ยาวประมาณ 4 ซม. กลีบดอก 4 กลีบ เป็นสีชมพูแกมขาว ร่วงง่ายและร่วงเร็ว มีเกสรตัวผู้จำนวนมากดูคล้ายพู่ เวลามีดอกจะสวยงามมาก ผล รูปกลมแข็ง ภายในมีเมล็ด ดอกออกช่วงระหว่างเดือนมกราคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายนของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีชื่อ เรียกตามท้องถิ่นคือ ปุย, ปุยกระโดน (ภาคใต้) ปุยขาว, ผ้าฮาด (ภาคเหนือ) พุย (ละว้า-เชียงใหม่) หูกวาง (จันทบุรี) กะนอน (เขมร) ขุย (กะเหรี่ยง-จันทบุรี) แซงจิแหน่, เส่เจ๊อะบะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ปัจจุบันมีต้นขนาดใหญ่ขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ปากทางเข้าประตู 2 บริเวณแผงขายไม้ปราจีนบุรี ราคาสอบถามกันเอง

สรรพคุณทางสมุนไพร และประโยชน์ ใบ ใช้เป็นยาเบื่อปลา เปลือกต้นและผล เป็นยาฝาดสมาน ดอก บำรุงร่างกาย แก้หวัด ผล ช่วยย่อยอาหาร เมล็ด เป็นยาแก้พิษ เปลือกต้น แก้พิษงู สมานแผลแก้เคล็ดเมื่อยตามร่างกาย ใบ ขยี้รักษาแผลสด ดอก บำรุงสตรีหลังคลอดบุตร เปลือก ทำเชือกอุดร่องไม้ดีมาก เนื้อไม้ สร้างบ้านเรือน เรือขุด แจว พาย ครกกระเดื่อง ตัวเกวียน และ เพลาเกวียนทนทานมาก

ผักกระโดนบ้านเฮา
เป็นพืชที่ชาวอีสานนิยมรับประทานเป็นผักจากคำบอกกล่าวของชาวบ้านกระโดนน้ำและกระโดนบกกระโดน น้ำมีต้นเตี้ยกว่ากระโดนบกและกระโดนน้ำชอบขึ้นตามที่ราบลุ่มมีน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก(ชาวอีสานเรียก ว่าที่ลุ่มดินทาม)ส่วนกระโดนบกภาคกลางเรียกต้นจิกมักขึ้นทั่วไปตามป่าเบญจพรรณป่าทุ่งในชีวิตประจำ  วันชาวบ้านได้อาศัยประโยชน์จากไม้ของกระโดนน้ำและกระโดนบกเนื้อไม้ของกระโดนบกมีประโยชน์หลาย อย่างเช่นใช้ในการสร้างบ้านเรือนและทำเครื่องเรือนทำเรือและพายทำครกสากทำเกวียนและเพลาได้เป็นไม้เนื้อแข็งใช้ทำเป็นหมอนรองรถไฟได้ดีส่วนกระโดนน้ำมักใช้ทำเครื่องใช้และเครื่องเรือนไม้นวดข้าวสากกระเดื่อง ''บ้านอะลาง''

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กระโดนบกเป็นไม้ต้นขนาดกลางความสูงประมาณ10-30เมตรลำต้นมักเตี้ยและมีกิ่งก้านสาขามาก เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบเปลือกต้นเป็นสีเทาหนาและแตกล่อนเป็นแผ่นๆบางทีอาจถูกไฟป่าเผาทำให้เปลือกออกเป็นสีดำคล้ำจะทิ้งใบหมดและผลิใบใหม่พร้อมออกดอกเต็มต้นใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่กลีบออกเรียงเวียนกันตามปลายกิ่งขนาดใบกว้าง12-15ซม.ยามประมาณ25-30ซม.ขอบใบหยิกออกแบบสลัลก้านใบยาวราว2-3ซม.  ดอกออกเป็นเดี่ยวหรือเป็นช่อๆละ2-3ดอกกลีบดอกและกลีบรองดอกอย่างละ4กลีบกลีบดอกมีสีขาวหรือสีขาวนวลร่วงง่าย  กลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูประฆังเกสรตัวผู้ยาวและเป็นเส้นฝอยสีแดงจำนวนมากผลโตกลมกว้างประมาณ5ซม.ยาว6.5ซม.ภายในมีเมล็ดเป็นจำนวนมากกระโดนน้ำเป็นไม้ที่พบตามป่าเบญจพรรณป่าหญ้าในที่ลุ่มพบมากตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลองหนองบึงหรือที่ลุ่มน้ำท่วมถึง

กระโดนเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงปรมาณ8-17เมตรผลัดใบแต่ผลิใบใหม่เร็วทรงพุ่มแผ่กว้างเปลือกสีน้ำตาลเข้มน้ำตาลแดงหนาและหยาบปลายกิ่งมักจะลู่ลงใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับเห็นเป็นกลุ่มอยู่ตอนใกล้ปลายกิ่งใบรูปรูปหอกกลีบหรือรูปไข่กลีบกว้าง2.5-8.5ซม.ยาว5-16ซม.ปลายใบมนทุ่เว้าเล็กน้อยหรือเป็นกิ่งสีแดงสดหรือแดงเรื่อๆช่อดอกอาจยาวได้ถึง40ซม.มีกลิ่นหอมอ่อนๆกลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น4กลีบสีชมพูเกสรตัวผู้มีจำนวนมากส่วนก้านเกสรยาวสีแดงสดเห็นเด่นชัดเรียงเป็นชั้นๆ3ชั้นโดยมีโคนเชื่อมติดกันและเชื่อมติดกับกลีบดอกเกสรตัวผู้ร่วงง่ายผลเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีสันเหลี่ยมเมล็ดเป็นรูปไข่ผิวเป็นร่อง1ผลมี1เมล็ด

การปลูกผักกระโดน
เป็นพรรณไม้ที่ทนความแห้งแล้งและแสงแดดได้ดีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีเมล็ด  ในช่วงฤดูฝนหรือการตอนกิ่ง  ทั้งสองวิธีนี้ใช้ได้ผล  และขยายพันธุ์ง่ายและโตเร็ว


ประโยชน์ทางยา
กระโดนบกใบมีสารแทนนิน19เปอร์เซ็นต์ทำให้มีรสฝาดใช้ปรุงเป็นน้ำมันสมานแผลและใบใช้เป็นยาเบื่อปลาได้,เปลือกและผลใช้เป็นยาฝาดสมาน,ดอกและน้ำจากเปลือกใช้ผสมกับน้ำผึ้งใช้ทานเป็นยาแก้หวัดแก้ไอทำให้ชุ่มคอและเป็นยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร,ผลเป็นยาช่วยย่อยอาหาร,เมล็ดเป็นยาแก้พิษ,รากและใบใช้เป็นยาเบื่อปลา  กระโดนน้ำเปลือกมีรสผาดใช้ชะล้างบาดแผลสมานแผลเรื้อรังและใช้เบื่อปลาได้ ,ใบแก้ท้องร่วง,รากใช้เป็นยาระบาย,ผลเป็นยาแก้หวัด,เมล็ดเป็นยารสร้อนแก้ลมแน่นใช้ในการคลอดบุตรทำให้อาเจียนระงับความเย้นแก้อาการไอของเด็ก

ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาลยอดอ่อนใบอ่อนและดอกอ่อนสำหรับความนิยมของกระโดน้ำและกระโดนบกนับว่า ชาวอีสานนิยมกระโดนน้ำมากกว่ากระโดนบกและมีรสชาติอร่อยกว่าฝาดน้อยกว่าส่วนกระโดนบกชาวบ้าน ก็จะเลือกต้นที่มียอดสีเขียวอ่อนมากกว่าต้นที่มียอดอ่อนสีแดงความนิยมในการรับแระทานผักกระโดนของ
ชาวอีสานลดน้อยลงบ้างเพราะเชื่อว่าผักกระโดนทำให้เป็นนื่วได้แต่ทว่าวงจรของอาหารธรรมชาติจะช่วย สร้างความสมดุล  เราสังเกตได้ว่ากระโดนบกและกระโดนน้ำจะผลิยอดอ่อนคนละฤดูกาลกระโดนน้ำจะออกยอดอ่อนกลางฤดูฝน(เดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม)และจะออกยอดให้เก็บได้บ่อยๆส่วนกระโดนบกจะออกยอดอ่อนปลายฤดูแล้ง(เดือนมีนาคม-เดือนเมษายน)  ต่อต้นฤดูฝนหรือในช่วงเริ่มลงนาซึ่งในระยะนี้ อาหารโปรตีนในธรรมชาติจะมีปริมาณสูงขึ้นเช่นกบปลาแงกี่นูนแมงกุดจี่ไข่มดแดงเป็นต้นเช่นกันจากการวิจัยพบว่าถ้าร่างกายได้ปริมาณสารออกซาเลทหรือกรดออกซาลิคในปริมาณสูงและได้รับสารโปรตีนในปริมาณต่ำอาจเป็นสาเหตุเบื้องต้นของการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะโอกาสที่จะขาดสารโปรตีนจะน้อยลง นอกจากนี้ในผัก ''บ้านอะลาง'' กระโดน(สด)100กรัมประกอบด้วยปริมาณออกซาเลท59มิลลิกรัม(น้อยกว่าผักโขม 16 เท่าและน้อยกว่าผักชะพลู12เท่า)อาจกล่าวได้ว่าเป็นปริมาณต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับผักชนิดอื่นการปรุง อาหารชาวอีสานชาวใต้และชาวเหนือรับประทานผักกระโดนโดยรับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกชาวอีสานดูจะนิยมผักกระโดนมากกว่ากระโดนบกเพราะนอกจากรับประทานกับสัมตำร่วมกับลาบก้อยยอด กระโดนบกมักจะนำมารับประทานกับยำมดแดงชาวบ้านมักเก็บตามป่าธรรมชาติหรือหาซื้อได้ตามตลาด สดในท้องถิ่น

รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ
ยอดอ่อนและดอกอ่อนรสฝาดอมมันผักระโดน100กรัมให้พลังงานต่อร่างกาย83กิโลแคลอรี่มีเส้นใย 1.9 กรัม,แคลเซียม13มิลลิกรัม,ฟอสฟอรัส18มิลลิกรัม,เหล็ก1.7มิลลิกรัม,วิตามินเอ3958IU,วิตามินบี หนึ่ง0.10มิลลิกรัม,วิตามินบีสอง0.88มิลลิกรัม,ไนอาซิน1.8มิลลิกรัม,วิตามินซี126มิลลิกรัม
เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง

ผักแขยง เงินล้าน




ชื่อสมุนไพร ผักแขยง
ชื่ออื่นๆ - กะออม กะแยง คะแยง (ตะวันออกเฉียงเหนือ) กะแยงแดง(อุบลราชธานี) ผักพา(เหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Limnophila geoffrayi Bonati.
ชื่อวงศ์ Scorphulariaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก- ฤดูเดียว สูง 10-35 เซนติเมตร
ลำต้น -เรียวยาว ตั้งตรง กลมกลวง อวบน้ำ มีขนหนาแน่น ทั้งต้นมีกลิ่นหอมฉุน เผ็ดร้อน
ใบ – ใบเดี่ยว  เรียงตรงข้าม ทุกข้อ ตลอดลำต้น รูปขอบขนานแกมใบหอก รูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 3-10 มิลลิเมตร ยาว 1-3 เซนติเมตร  บ้านอะลาง

ขอบใบ - ขอบใบหยักมนแกมฟันเลื่อย ปลายใบแหลม โคนใบห่อติดลำต้น ไม่มีก้านใบ
ดอก - ช่อกระจะออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ออกพร้อมกันทั้งต้น ดอกย่อย 2-10 ดอก ดอกเป็นรูปหลอดเล็กๆคล้ายถ้วย รูปกรวย ยาว 0.5 นิ้ว ปลายบานเล็กน้อย แยกออกเป็น 4 กลีบ กลีบดอกสีม่วง ผิวด้านนอกเรียบ ผิวด้านในตอนล่างของกลีบดอกมีขน

ผล - ผลแห้งแตกได้ รูปกระสวย 
เมล็ด - เมล็ดรูปร่างกลมรี สีน้ำตาลดำ ขนาดเล็กมาก
กลุ่มพรรณไม้น้ำ – ประเภทชายน้ำ ชอบขึ้นบริเวณที่มีน้ำขังเล็กน้อย เป็นวัชพืชในนาข้าว
แหล่งที่พบ - พบทั่วไปตามบริเวณที่ชื้นแฉะ และริมคูน้ำของทุกภาค

การขยายพันธุ์
แยกกอ การปลูก
เตรียมพื้นที่ปลูกลักษณะคล้ายกับแปลงนาข้าวเพื่อปักดำโดยการทำเป็นแปลงนาเล็กๆ ขนาดประมาณ ๑๐ x ๑๐ เมตร ไถดะหรือใช้จอบขุดพร้อมกับใส่ปุ๋ยคอก แล้วระบายน้ำเข้าหลังจากนั้นไถคลาด ใช้พันธุ์ที่เตรียมไว้มาดำลงในแปลงลักษณะคล้ายกับการดำนา ระยะปลูกประมาณ ๑๕ x ๒๐ เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ วัน จึงทำการหว่านปุ๋ยเคมีสูตร ๑๖-๑๖-๘ หรือ ๑๕-๑๕-๑๕
โรคแมลงที่สำคัญ : มีน้อย


การเก็บเกี่ยว
หลังปลูก ๒๐-๓๐ วัน ก็เก็บเกี่ยวได้ โดยวิธีการถอนแยกปล่อยส่วนโคนและรากให้เหลือติดไว้กับดิน หลังจากนั้นก็จะหวานปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร ๑๖-๑๖-๘ หรือ ๑๕-๑๕-๑๕ แล้วให้น้ำขังระดับน้ำเหนือผิวดินประมาณ ๒-๓ เซนติเมตร ภายในระยะเวลา ๑-๒ สัปดาห์ก็สามารถเก็บเกี่ยวครั้งต่อไปได้




ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทน
ต้นทุนการผลิตทั้งหมด 3,000 บาท / ไร่ ถ้าใช้ปุ๋ยคอก และ แรงงานทำด้วยตัวเอง คาดว่าต้นทุนคงประมาณ ไม่เกิน 1,000
ผลผลิต ประมาณรวม 7,500 กิโลกรัม / ไร่
ราคาที่เกษตรกรขายได้ 10 บาท / กิโลกรัม
รายได้รวม 75,000 บาท / ไร่ / รุ่น
รายได้สุทธิ 72,100บาท / ไร่ / รุ่น
ภาคอีสานขายได้ตลอดทั้งปี  บ้านอะลาง


ส่วนสรรพคุณทางยา 
ตำรายาพื้นบ้านระบุว่า นำทั้งต้นของ ผักแขยง รวมทั้งรากจำนวนตามต้องการล้างน้ำให้สะอาด เอาไปตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำกิน เป็นยาแก้ไข้ในช่วงฤดูหนาว หรือที่นิยมเรียกกันว่า ไข้หัวลม ได้ดี
ต้นของผักแขยงยังใช้กินเป็นยาขับน้ำนมในสตรี ขับลม และเป็นยาระบายท้องได้ดีด้วย นำต้นสดประมาณ 15-30 กรัมมาต้มกับน้ำดื่มแก้ไข้ ใช้ต้นสดต้มกับน้ำหรือคั้นเอาน้ำทาแก้คัน กลาก ฝี ต้นสดๆ ประมาณ 15 กรัม ตำให้ละเอียดผสมกับต้นฟ้าทะลายโจรสดขนาด 30 กรัม แล้วเอาไปผสมกับน้ำส้มปริมาณพอควร คั้นเอาน้ำรับประทาน ส่วนกากนั้นเอาพอกรอบๆ แผล แต่อย่าพอกบนแผล แก้พิษงูที่ไม่มีพิษร้ายแรง

ส่วนประโยชน์ทางอาหาร 
รับประทานทั้งลำต้น
- ยอดอ่อนและใบอ่อน โดยรับประทานเป็นผักจิ้มร่วมกับ แจ่ว ป่น ส้มตำ ลาบ ก้อยและซุบหน่อไม้
- เป็นเครื่องปรุงรสและแต่งกลิ่น แกงหน่อไม้ ต้มส้ม แกงอ่อมต่างๆ เช่น อ่อมกบ อ่อมเขียด อ่อมปลา อ่อมเนื้อวัว อ่อมหอย ทำให้อาหารมีกลิ่นหอม ช่วยดับกลิ่นคาว
ผักแขยง มีกลิ่นฉุนแมลงไม่ชอบ จึงปลอดภัยจากยาค่าแมลงค่ะ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่นิยมบริโภคผักพื้นบ้าน  เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง

การปลูกโกโก้



โกโก้  ลักษณะทางธรรมชาติ เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดใหญ่  อายุยืนนับร้อยปี  กำเนิดในป่าชื้นเขตอเมริกาใต้ (บราซิล.  แม็กซิโก.  โคลัมเบีย.  ให้ผลผลิตตลอดปีแบบไม่มีฤดูกาล เจริญเติบโตได้ดีในเขตภาคใต้ของประเทศไทย ชอบแสงแดดรำไรหรือมีร่มเงาบ้าง ฝนชุก ต้องการไม้พี่เลี้ยงตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงตลอดไป  การปลูกโกโก้แซมแทรกในสวนมะพร้าวโดยมีมะพร้าว (อายุต้นมากกว่า 10 ปี) ช่วยบังแดด และมีกล้วยแซมแทรกบ้างเพื่อสร้างความชื้นในดินและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะช่วยให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตดี  บ้านอะลาง
             
อายุต้นหลังปลูก 3 ปี  เริ่มให้ผลผลิตและให้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 50 ปี ออกดอกติดผลตามลำต้นและใต้ท้องกิ่งแก่  ทุก 2-3 สัปดาห์ อายุผลตั้งแต่ออกดอก ถึง เก็บเกี่ยว 5-6 เดือนเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมน หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยวผลอ่อนมีสีเขียว  ผลแก่มีสีเหลืองอมส้ม  ผลแก่จัดสีเหลืองอมแสด

การเก็บเกี่ยว  ให้เลือกเก็บเฉพาะผลที่แก่สุกพอเหมาะ ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป เปลือกผลสีเหลือง  วิธีเก็บเกี่ยวให้ใช้กรรไกคมๆตัดขั้วผล หลังจากเก็บเกี่ยวผลชุดแรกไปแล้ว อีก 2-3 สัปดาห์โกโก้จะออกดอก ณ บริเวณใกล้เคียงอีก ถ้าใช้วิธีดึงผลจนเปลือกฉีกเป็นแผลบริเวณนั้นจะไม่ออกดอกหรือต้องใช้ระยะเวลานาน
             
หมายเหตุ : ธรรมชาติของโกโก้ออกดอกติดผลตลอดปีแบบไม่มีรุ่นอาจไม่จำเป็นต้องบำรุงตามขั้นตอน หากต้นมีความสมบูรณ์อยู่เสมอจะออกดอกติดผลเอง.....การปลูกโกโก้แซมแทรกในสวนมะพร้าวซึ่งพืชทั้งสองชนิดนี้มีธรรมชาติ  การออกดอกติดผลเหมือนกันจึงใช้วิธีบำรุงร่วมกันได้หากต้องการผลผลิตเป็นรุ่นเดียวกันทั้งต้นทั้งแปลง เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตมาก และคุณภาพดีตามที่ตลาดต้องการก็จำเป็นต้องปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนเช่นเดียวกันกับไม้ผลทั่วๆไป

สายพันธุ์       
1. เวสแอฟริกัน อมิโลนาโด :เป็นพันธุ์นิยมปลูกมากที่สุดเพราะผสมเกสรในตัวเองได้ดี
    และคุณภาพเมล็ดเป็นที่ต้องการของตลาด              
2. ครีโอโล : ป็นพันธุ์ผลค่อนข้างใหญ่  กลิ่นจัด  เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมโกโก้
3. อั๊พเปอร์ อเมซอน : เป็นพันธุ์ให้ผลผลิตสูงและเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ              
4. ทรินิ ตาริโอ : เป็นพันธุ์ต้านทานโรคดีที่สุดแต่ให้ผลผลิตต่ำ

การขยายพันธุ์ 
เพาะเมล็ดโดยการเลือกเมล็ดจากผลแก่จัดคาต้น สมบูรณ์  คุณภาพดี  ไม่มีโรคและแมลง  ต้นแม่ให้ผลผลิตดกดี  ออกดอกติดผลประจำทุกปี  อยู่ในดงหรือสวนโกโก้ขนาดใหญ่เมล็ดไม่มีระยะพักตัว  เมื่อได้มาจากต้นแล้วขยำเนื้อและเปลือกเหลือแต่เมล็ดใน  ผึ่งลมแห้งแล้วนำลงเพาะในวัสดุเพาะทั่วไปได้ทันทีโดยให้ส่วนตายอดอยู่ด้านบนและตารากอยู่ด้านล่างเสมอทั้งนี้จะวางเมล็ดแบบแบนราบหรือตั้งขึ้นก็ได้  ภายใน 7 วัน รากจะงอกถ้าไม่งอกแสดงว่าเมล็ดนั้นใช้การไม่ได้ บ้านอะลาง      

ระยะปลูก
เลือกพื้นที่ปลูกแซมแทรกในสวนมะพร้าวจึงให้พิจารณาตามความเหมาะสม  3 X 3 ม.
หรือ  3 X 2.5 ม. กรณีปลูกแซมแทรกในสวนมะพร้าว  ให้ห่างจากต้นมะพร้าว  3-4 ม.
อยู่ด้านร่มเงาของมะพร้าว

เตรียมดินและอินทรีย์วัตถุ             
    - ใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา (แห้งเก่าข้ามปี) ปีละ 2 ครั้ง
    - ให้ยิบซั่มธรรมชาติ  ปีละ 2 ครั้ง              
    - ให้กระดูกป่น  ปีละ 1 ครั้ง                
    - คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆเต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่มล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิงหรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง
    - ให้มูลค้างคาว 1-2 กำมือ/ต้น/3 เดือน              

หมายเหตุ :   
    - การฝังซากสัตว์ เช่น หอยเชอรี่  ปลาสด  เป็นชิ้นเท่าลูกมะนาวหรือบดละเอียด ที่ชายเขตทรงพุ่ม 4-5   หลุม/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. ฝังปีเว้นปี เพื่อให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องหลายๆปีจะทำให้    ต้นมีความสมบูรณ์สูงพร้อมต่อการบำรุงทุกขั้นตอน
          
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ (ทางใบ-ทางราก) บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต ไม่แตกใบอ่อน
ผลหยุดขยายขนาดแล้วกลายเป็นผลแก่   การให้ทางใบอาจเป็นแหล่งอาศัยและแพร่ระบาดของเชื้อราได้      
  
    - ให้กลูโคสหรือนมสัตว์สดเฉพาะช่วงสำคัญ เช่น เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่  สะสมอาหาร  บำรุงผลกลาง       ช่วงละ 1-2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 20-30 วัน.....ถ้าให้บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นเกิดอาการนิ่ง ไม่ตอบสนอง       ต่อสารอาหารหรือฮอร์โมนใดๆทั้งสิ้น

   - ฮอร์โมนธรรมชาติและฮอร์โมนวิทยาศาสตร์จะให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยก็ต่อเมื่อ ต้นมีสภาพความ      สมบูรณ์สูง
             
เตรียมต้น 
ตัดแต่งกิ่ง : ปกติโกโก้ที่ปลูกจากเมล็ดจะเจริญเติบโตทางสูงเป็นลำต้นเดี่ยวๆโดยอายุต้น 1 ปี-1 ปีครึ่งหลังปลูกจะสูงประมาณ 1.5-2 ม.  จากนั้นจะหยุดการเจริญเติบโตทางสูงแล้วเจริญเติบโตทางข้าง  มีกิ่งแขนงแตกออกทางข้าง 4-5 กิ่งเรียกว่า เรือนยอด จากนั้นก็จะแตกกิ่งกระโดงจากตาของกิ่งเรือนยอดเป็นกิ่งกระโดง เรียกว่า ชูพอน เมื่อชูพอนโตขึ้นก็จะสร้างเรือนยอดขึ้นมาอีก และตาของกิ่งเรือนยอดก็จะแตกกิ่งกระโดงออกมาอีก  เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนต้นมีขนาดทรงพุ่มสูงและใหญ่

     -โกโก้ต้นที่ให้ผลผลิตแล้วให้ตัดแต่งกิ่งโดยตัดกิ่งแห้ง  กิ่งเป็นโรค  กิ่งชี้เข้าในทรงพุ่ม กิ่งไขว้  เพื่อให้ภายในทรงพุ่มโปร่ง  แสงแดดและลมพัดผ่านสะดวก  ต้นที่ความสูงน้อยกว่า 1.5ม. ให้เลี้ยงกิ่งกระโดงที่เกิดใหม่ไว้ก่อน เพื่อให้สร้างเรือนยอดสำหรับเพิ่มความสูงให้แก่ต้น

     -ต้นที่สมบูรณ์มากๆจะมีหน่อแทงออกมาจากโคนลำต้นเหนือผิวดินเล็กน้อย ถ้าต้นมีความสูงพอเพียงแล้วให้ตัดหน่อทิ้งไปทั้งหมดตั้งแต่เริ่มแทงออกมาโดยตัดให้ชิดเปลือกลำต้น แต่ถ้าต้นยังได้ความสูงไม่พอเพียงก็ให้คงหน่อที่แข็งแรงไว้ 1-2 หน่อ เพื่อให้เป็นลำต้นใหม่แล้วสร้างเรือนยอดต่อไป

    - หลังจากตัดยอดประธานเพื่อควบคุมความสูงหรือยอดประธานหักเองจะมีหน่อเกิดใหม่ที่ใต้รอยตัดนั้นให้บำรุงหน่อใหม่จนเป็นต้นสำหรับทดแทนได้

    - การตัดแต่งกิ่งโกโก้ต้องทำทุก 1-2 เดือนเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งอยู่เสมอซึ่งจะส่งผลดีต่อการออกดอกติดผล
              

ตัดแต่งราก : 
โกโก้ช่วงต้นอายุยังน้อยไม่ควรตัดแต่งรากแต่ถ้าต้องการสร้างรากใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการหาอาหารดียิ่งขึ้นใช้วิธีล่อรากด้วยการพูนโคนต้นด้วยดิน 3 ส่วนกับอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน ต้นอายุหลายปี  ระบบรากเก่าและแก่มาก  ให้พิจารณาตัดแต่งรากส่วนปลายออก 1 ใน 4 ด้วยการพรวนดินรอบทรงพุ่มลึก 10-15 ซม. หลังจากให้ฮอร์โมนบำรุงรากไปแล้วต้นจะแตกรากใหม่จำนวนมากขึ้น  และมีประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหารได้ดีกว่าเดิม  ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อโกโก้          


หลักการและเหตุผล :              
    1.โกโก้ต้องปลูกแบบแซมแทรกระหว่างมะพร้าวเพื่ออาศัยมะพร้าวเป็นไม้พี่เลี้ยงตลอดชีวิตโกโก้จึงจะให้ผลผลิตดี  ระยะห่างระหว่างต้นมะพร้าวกับมะพร้าว หรือโกโก้กับโกโก้  หรือมะพร้าวกับโกโก้  จึงเอาแน่นอนไม่ได้
             
    2.โกโก้กับมะพร้าวมีนิสัยออกดอกติดผลตลอดปีแบบไม่มีรุ่น ตราบเท่าที่ต้นสมบูรณ์เหมือนกันต่างกันก็แต่อายุของผลผลิตเท่านั้น  จากหลักการและเหตุผลทางธรรมชาติของไม้ผลทั้งสองที่ต้องอยู่ร่วมกันนี้ แนวทางการปฏิบัติบำรุงให้ใช้วิธีการเดียวกันเป็นหลัก  จากนั้นจึงเลือกให้สารอาหารบางอย่างสำหรับมะพร้าวหรือโกโก้โดยเฉพาะเสริมด้วยการให้ทางใบหรือทางรากโดยตรง        


1.ระยะกล้า - ยังไม่ให้ผลผลิต          
      ทางใบ :          
    - ให้น้ำ 100 ล.+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. โดย
    -การฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น  ทุก 15-20 วัน            
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน
            ทางราก :       
    - ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7(200-500 กรัม)/เดือน/ต้น/เดือน
    - ให้น้ำเปล่าปกติ  ทุก 2-3 วัน              

หมายเหตุ :  เริ่มให้ปุ๋ยทั้งทางใบและทางรากหลังจากต้นแตกใบใหม่ได้แล้ว 2-3 ใบ  โดยช่วง
                                ระยะต้นเล็กให้แต่น้ำเปล่าก็พอ              


2.ระยะต้นโตให้ผลผลิตแล้ว          
ทางใบ : ในรอบ 15-20 วัน ให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1 ครั้งกับให้น้ำ100 ล. + ฮอร์โมนไข่ 100ซีซี.+ เอ็นเอเอ 25 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.อีก 1ครั้ง ฉีดพ่นทางใบพอเปียกใบ ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน
ทางราก :           
ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 (1-1/2 กก.)/เดือน/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน ให้น้ำเปล่าปกติ  ทุก 2-3 วัน              

หมายเหตุ :  ระยะต้นโตให้ผลผลิตแล้วถ้าขาดน้ำจะทำให้ต้นชะงักไม่ออกดอกและผลทั้งใน
                                ฤดูกาลปีนี้และฤดูกาลเดียวกันของปีต่อไป
   

3.บำรุง  “ดอก + ผล”  หลายรุ่น              
ทางใบ :              
สูตร 1.....ให้น้ำ 100 ล. + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + ฮอร์โมนสมส่วน 100 ซีซี.+ เอ็นเอเอ. 25 ซีซี.+ ฮอร์โมนไข่ 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 2.....ให้น้ำ 100 ล. + 0-42-56(200-250 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + ฮอร์โมนไข่ 50 ซีซี. + เอ็นเอเอ.25 ซีซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ ไคโตซาน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.

      เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งหรือใช้ทั้งสองสูตรสลับครั้งกัน ฉีดพ่นพอเปียกใบทุก 15-20 วัน
      ทางราก :              
    - ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 (200-250 กรัม)/เดือน/ต้น
    - ให้น้ำเปล่าทุก 2-3 วัน              
    - ช่วงก่อนเข้าหน้าหนาว (ฝนต่อหนาว) และช่วงหน้าแล้งต้องให้น้ำทุกวันหรือวันเว้นวันจะ
       ช่วยให้หน้าแล้งปีถัดไปผลโกโก้จะไม่ขาดต้น              

หมายเหตุ :           
    - ให้ไคโตซาน 2-3 เดือน/ครั้ง จะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้น
    - ถ้าติดผลดกมากควรให้ฮอร์โมนน้ำดำ กับ แคลเซียม โบรอน 2-3 เดือน/ครั้ง โดยแบ่งให้ตลอดระยะ
       เวลาที่มีผลผลิตอยู่บนต้นจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น
    - ให้สังกะสีคีเลต 2-3 เดือน/ครั้งจะช่วยให้เนื้อหนาและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 
เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง

การปลูกดอกทานตะวัน




ทานตะวัน   เป็นพืชฤดูเดียวมีระบบรากแก้วลึก ส่วนรากแขนงจะเจริญอยู่ในระดับ 30 เซนติเมตรจากผิวดิน มีลำต้นทรงสูง ใบใหญ่ เกิดสลับกันบนลำต้น มีการแตกแขนงของลำต้น สามารถให้ดอกได้  บ้านอะลาง  ทานตะวันแต่เดิมเป็นพันธุ์ที่ใช้ปลูกต้องอาศัยแมลงช่วยผสมเกสร จึงทำให้ติดเมล็ดยาก ปัจจุบันมีพันธุ์ลูกผสม (แปซิฟิค 33, 44, 55, 29 และ77)  เป็นพันธุ์ที่ติดเมล็ดได้ดี  ไม่ต้องอาศัยแมลงช่วยผสมเกสร ทานตะวันเป็นพืชที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพของเขตร้อนได้ดี  และทนต่อสภาพแห้งแล้งและร้อนได้เป็นอย่างลักษณะพันธุ์ของทานตะวันลูกผสม มีอัตราการงอกสูงกว่า 80% เป็นทานตะวันพันธุ์ลูกผสม เก็บเกี่ยวได้ภายใน 95-120 วัน ให้ผลผลิต 250-400 กิโลกรัม/ไร่ เส้นผ่าศูนย์กลางจานดอก 16-20 เซนติเมตร สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดีเยี่ยม  เพราะมีระบบรากลึกกว่า 3 เมตร (คุณสมบัติดังกล่าว ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์)  บ้านอะลาง


ฤดูปลูก
การปลูกทานตะวันควรปลูกปลายฤดูฝน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ด้วย  คือ ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนเหนียวสีดำ  ควรปลูกระหว่างเดือน กันยายน-พฤศจิกายน  และในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนหรือดินร่วนทราย  ควรปลูกระหว่างเดือน ปลายสิงหาคม–ตุลาคม ในกรณีพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ สามารถปลูกในฤดูแล้งได้อีกครั้งหนึ่ง โดยปลูกระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์



การเตรียมดิน
การเตรียมดินมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ผิวดินร่วนซุย  อากาศถ่ายเทได้สะดวก  และสามารถเก็บรักษาความชื้นได้ดีรวมทั้งเป็นการกำจัดวัชพืชในขั้นต้นอีกด้วย การไถเตรียมดิน  ควรทำเมื่อดินมีความชื้นเพียงพอ  ก่อนไถควรดายหญ้าให้เตียน หว่านปุ๋ยคอกอัตรา 1.5 กิโลกรัม/ไร่ แล้วทำการไถดะให้ลึกที่สุด หลังจากนั้นจึงทำการไถแปรให้พื้นที่เรียบสม่ำเสมอตลอดแปลง  ถ้าแปลงเป็นที่ลุ่มน้ำขังควรทำร่องระบายน้ำรอบแปลง


วิธีการปลูก
การปลูกทานตะวันให้ได้ผลดี  ควรใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี และมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง เพื่อให้ได้ต้นทานตะวันที่แข็งแรงสมบูรณ์และมีจำนวนต้นต่อไร่ที่เหมาะสม โดยปลูกทานตะวันขณะที่มีความชื้นในดินพอดี หยอดเมล็ดพันธุ์หลุมละ 2-3 เมล็ด  ระยะระหว่างหลุม40 เซนติเมตร  ระยะระหว่างร่องหรือแถว75 เซนติเมตร  กลบดินหนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร ให้แน่นพอสมควร  หลังจากปลูกได้แล้ว 5-10 วัน  ให้ตรวจดูความงอก  จำนวนต้นต่อไร่  รวมทั้งการปลูกซ่อม หลังจากนั้น 5-8 วัน  ทำการถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น/หลุม โดยเลือกถอนต้นที่มีขนาดเล็กหรือผิดปกติกว่าต้นอื่น การปลูกในระยะดังกล่าว จะใช้เมล็ดพันธุ์ทานตะวันเพียง 0.8 กิโลกรัม/ไร่  และจะได้ต้นทานตะวันประมาณ 6,400-8,500  ต้น/ไร่


การใส่ปุ๋ย
ก่อนหยอดเมล็ดควรใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 16-20-0 หรือ 25-7-7 อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่ อาจจะใช้ผงบอแร็กซ์ หรือโบรอน (B) อัตรา 2 กิโลกรัม/ไร่ ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนทรายโดยหว่านให้ทั่วแปลงหรือผสมพร้อมปุ๋ยรองพื้น  เมื่อทานตะวันอายุ 25-30 วัน  ให้ทำรุ่นพูนโคนและกำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0  อัตรา 15-20  กิโลกรัม/ไร่  ห่างจากโคนต้น 20 เซนติเมตร (ระวังอย่าให้สัมผัสโดนใบ) เสร็จแล้วกลบปุ๋ยพูนโคนตามแถว


การกำจัดวัชพืช
ให้ใช้ยาคุมหญ้าประเภทอลาคลอร์  เมตลาคลอร์  อัตรา  300-400 ซีซี./ไร่  หรือ  7-8  ช้อนแกงต่อน้ำ 18-20 ลิตร  (ในกรณีใช้ถังโยกหรือมือฉีด) ฉีดพ่นหลังหยอดเมล็ดก่อนที่เมล็ดจะงอกหรือใช้แรงงานจากเครื่องจักร หรือคนทำรุ่นตามความจำเป็น
ข้อควรระวัง  ห้ามใช้ยาอาทราซีน.กับทานตะวันโดยเด็ดขาด


การเก็บเกี่ยว
เมื่อทานตะวันมีอายุได้  95-120  วัน  จานดอกจะเริ่มเปลี่ยนสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล  ให้เก็บเกี่ยวและตากแดดให้แห้ง 1-2 แดดก่อน แล้วจึงนวดโดยใช้เครื่องนวดถั่วเหลืองหรือถั่วลิสง หรือใช้เครื่องสีข้าวฟ่างก็ได้แล้วแต่ความสะดวก ควรทำความสะอาดเมล็ดให้ดีและเก็บไว้ในยุ้งฉางที่ป้องกันแดด กันฝน  และแมลงศัตรูได้  ความชื้นของเมล็ดที่จะเก็บไว้ควรไม่เกิน 10%


โรคและแมลงศัตรูทานตะวัน
ในประเทศไทย ปัญหาโรคและแมลงศัตรูของทานตะวันพบน้อยแต่บางครั้งอาจมีปัญหาต่างๆ ดังนี้
ปัญหาเรื่องเมล็ดเน่าเสียหาย  เนื่องจากทานตะวันดอกค่อนข้างใหญ่  เมื่อเวลาเมล็ดแก่ จานดอกจะห้อยลง  และด้านหลังของจานดอกเป็นแอ่งเหมือนกระทะก้นแบน  เมื่อมีฝนตก น้ำฝนจะขังอยู่ในที่ดังกล่าว  ทำให้เกิดการเน่าขึ้นเป็นส่วนมากและเมล็ดเสียหาย  ป้องกันโดยการปลูกทานตะวันปลายฤดูฝน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-มกราคม  โดยที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนพฤศจิกายน, ธันวาคม, มกราคม, กุมภาพันธ์  และมีนาคม  และช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวมีฝนน้อยทำให้ได้เมล็ดทานตะวันมีคุณภาพดี


แมลงที่สำคัญ  ได้แก่ 
ผีเสื้อกลางคืน > มักเข้าทำลายเมื่อทานตะวันดอกบาน ป้องกันโดยใช้ยาฟูราดาน F4, ไพดริน
เพลี้ยจักจั่น แมลงหวี่ขาว และแมลงมวนเขียวข้าว > มักเข้าทำลายเมื่อทานตะวันอายุได้ 40-45  วัน  ป้องกันโดยใช้ยาอะโซดริน อัตรา 15 ซี.ซี./ไร่  น้ำ 20 ลิตร หรือใช้เซพวิน 3 ช้อนแกง/ไร่  น้ำ  20 ลิตร  ฉีดพ่น
การทำลายของนก > ป้องกันได้โดยการปลูกทานตะวันในฤดูฝน เนื่องจากอาหารในธรรมชาติของนกมีมาก  จึงไม่ทำลายทานตะวัน เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง

เห็ดถังเช่า กิโลเป็นแสน




เห็ดถั่งเช่า นับเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจจากบรรดาชายหนุ่มมากมาย สำหรับ "ถั่งเช่า"  หรือ "หนอนเทวดา" เห็ดมหัศจรรย์ที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างดีเยี่ยมพอ ๆ กับยาไวอะกร้า ยิ่งล่าสุด หลังจากได้มีการนำเห็ดชนิดนี้เข้ามาปลูก ในประเทศไทยได้สำเร็จแล้วดูเหมือนว่า "ถั่งเช่า" จะยิ่งได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมมากขึ้นเห็ดถั่งเช่า หรือ ชื่อเต็มว่า ตังถั่งแห่เช่า เป็นราแมลงในกลุ่ม Ascomycetes มีชื่อทางวิทยาศาตร์ว่า Cordyceps Sinensis ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นตัวหนอน ซึ่งเป็นหนอนผีเสื้อชนิดหนึ่ง ส่วนบนของตัวหนอนที่มีเห็ดชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Saec. บ้านอะลาง

มีแหล่งกำเนิดเฉพาะถิ่น คือ ในพื้นที่สูง 4,000-5,000 เมตร จากระดับ น้ำทะเล เช่น....เช่น ประเทศจีน ภูฏาน และทิเบต เกิดขึ้นโดยสปอร์เชื้อราจะเข้าสู่ตัวอ่อนของ หนอนผีเสื้อค้างคาว ที่ฝังตัวจำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว และเมื่อถึงฤดูร้อน ก้านสปอร์จะเติบโต ขึ้นมาบนพื้นดิน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนต้นหญ้าที่ขึ้นเฉพาะฤดูร้อน และด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่า "ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า" หรือ "หนาวหนอนร้อนหญ้า"ถั่งเช่า มีสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะสารคอร์ไดเซปิน (Cordycepin) มีฤทธิ์บำรุงไต กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยรักษาสมดุลย์ของคลอเรสเตอรอลในหลอดเลือด และมีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ดังนั้นเมื่อกินเห็ดชนิดนี้เข้าไป ก็จะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งจากงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่าหากกินถั่งเช่าวันละ 1 กรัม เป็น เวลา 46 วัน จะช่วยให้สมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้นถึง 64% เลยทีเดียว  ( ปัจจุบัน ถั่งเช่า กิโลกรัมละ 200,000 บาท )


เห็ดถังเช่าแท้จากเมืองจีน

 
สรรพคุณของเห็ดถั่งเช่า ที่เราได้ยินกันมานาน ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยศิลปากร ศึกษาวิจัย จนได้สารอาหารที่ใช้เสริมรักษาโรคเบาหวานและมะเร็ง

นายแพทย์สมยศ กิตติมั่นคง หัวหน้ากลุ่มงานโรคเอดส์ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า เห็ดถั่งเช่า เป็นเห็ดหายาก พบได้ในจีนและภูฏาน ซึ่งก่อนหน้านี้พบสรรพคุณเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ล่าสุดยังนำเห็ดถั่งเช่ามาเป็นส่วนประกอบผลิตสารอาหารชนิดพิเศษ ที่ใช้ควบคู่กับการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานเรื้อรัง และโรคมะเร็งในตับและลำไส้ได้ผลดี หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับสารอาหารจากเห็ดถั่งเช่าผสมเห็นหลินจือ และจมูกข้าว ไม่เกิน 2 สัปดาห์

วิธีการทำเรียกว่าเทคนิคไบโอ คือนำเอาเห็ดถั่งเช่า เห็นหลินจือ และจมูกข้าว มาทำวิธีการฟรีซ และดราย คือทำให้เห็นทั้งสองชนิดเป็นน้ำแข็งด้วยอุณหภูมิ ลบ 40 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปตากให้แห้ง แล้วนำมาผสมหาสารสกัด บรรจุใส่เม็ดแคปซูล ในแง่ของการออกฤทธิ์ โดยปกติเห็ดมีสารเม็ตตาบอไลท์ และสารที่มีสิ่งมีชีวิต สร้างออกมาเป็นแอนตี้บอติก ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

ผลจากการศึกษาค้นคว้านานถึง 2 ปี โดยทดสอบในผู้ป่วยที่สมัครใจ ทั้งมะเร็ง และเบาหวานจำนวน 100 คน พบว่าเมื่อรักษาควบคู่กับการกินสารอาหารที่มีเห็ดถั่งเช่า โดยให้กินวันละ 4 เม็ดต่อเนื่อง 2-3 เดือนก็จะเห็นผล โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่ถึงขั้นจะต้องตัดขาทิ้ง ก็กลับพบว่าแผลดีขึ้น และหายเป็นปกติ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ทางผู้วิจัยได้ประกาศหาโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ



        

“เห็ดถั่งเช่าสีทอง” เพาะในประเทศไทย
     
เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มีการประชุมเห็ดเป็นยานานาชาติขึ้นที่เมืองหนานตง ประเทศจีน โดยมีนักวิทยาศาสตร์และผู้คนสนใจจากทั่วโลกนับพันคน และถือว่า เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ที่เป็นผู้นำในการใช้เห็ดเป็นยาสืบทอดกันมานับพันๆปี ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเห็ดเป็นยา โดยเป็นที่ยอมรับกันว่า ผู้คนในแถบเอเซีย เป็นชนชาติที่ใช้เห็ดพื้นบ้านหรือเห็ดธรรมชาติหลากหลายชนิดเป็นยา ยิ่งมีการใช้ความรู้และเทคโนโลยีแผนใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ วิจัย ยิ่งทำให้รู้ว่า มีเห็ดมากมายหลายชนิด มีคุณสมบัติทางยาที่น่าสนใจ จนกระทั่ง ปัจจุบัน มีประเทศที่เจริญทางวิชาการ ที่แต่เดิมเคยสนใจแต่ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ปัจจุบัน กลับให้ความสนใจ ที่จะทำการเพาะและผลิตเห็ดเป็นยาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไปเลย เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา และมาเลเซีย รวมทั้งจีนที่แม้ทางรัฐบาลกำลังทุ่มเทสนับสนุนให้มีการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ โดยใช้เวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น จากอดีตที่เคยเพาะเห็ดไม่ถึง 1 ล้านตันต่อปี ขณะที่ทั่วโลกผลิตรวมกันประมาณ 5-6 ล้านตัน แต่ปัจจุบัน ประเทศจีน สามารถเพาะเห็ดเศรษฐกิจได้มากกว่า 20 ล้านตัน มากกว่าประเทศอื่นใดรวมกัน 3-4 เท่า บ้านอะลาง


อานนท์ เอื้อตระกูล
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส(เห็ด)
องค์การสหประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548

                เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มีการประชุมเห็ดเป็นยานานาชาติขึ้นที่เมืองหนานตง ประเทศจีน โดยมีนักวิทยาศาสตร์และผู้คนสนใจจากทั่วโลกนับพันคน และถือว่า เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ที่เป็นผู้นำในการใช้เห็ดเป็นยาสืบทอดกันมานับพันๆปี ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเห็ดเป็นยา โดยเป็นที่ยอมรับกันว่า ผู้คนในแถบเอเซีย เป็นชนชาติที่ใช้เห็ดพื้นบ้านหรือเห็ดธรรมชาติหลากหลายชนิดเป็นยา ยิ่งมีการใช้ความรู้และเทคโนโลยีแผนใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ วิจัย ยิ่งทำให้รู้ว่า มีเห็ดมากมายหลายชนิด มีคุณสมบัติทางยาที่น่าสนใจ จนกระทั่ง ปัจจุบัน มีประเทศที่เจริญทางวิชาการ ที่แต่เดิมเคยสนใจแต่ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ปัจจุบัน กลับให้ความสนใจ ที่จะทำการเพาะและผลิตเห็ดเป็นยาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไปเลย เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา และมาเลเซีย รวมทั้งจีนที่แม้ทางรัฐบาลกำลังทุ่มเทสนับสนุนให้มีการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ โดยใช้เวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น จากอดีตที่เคยเพาะเห็ดไม่ถึง 1 ล้านตันต่อปี ขณะที่ทั่วโลกผลิตรวมกันประมาณ 5-6 ล้านตัน แต่ปัจจุบัน ประเทศจีน สามารถเพาะเห็ดเศรษฐกิจได้มากกว่า 20 ล้านตัน มากกว่าประเทศอื่นใดรวมกัน 3-4 เท่า


ขวดหัวเชื้อเห็ดถังเช่าสีทอง

    กระนั้นก็ตาม ทางการของจีนก็ยังให้การสนับสนุนทั้งทางภาครัฐและเอกชน ให้มุ่งไปทำการผลิตและศึกษาเห็ดเป็นยามากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ยกตัวอย่างเช่น แต่เดิม เขตปกครองตัวเองทิเบต ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกประเทศจีนยึดครองมานั้น ในอดีต ความเป็นอยู่ของชาวทิเบตถือว่า ค่อนข้างยากจน แทบจะไม่มีสินค้าเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ต้องพึ่งสินค้าที่สำคัญต่อการอุปโภคและบริโภคจากผืนแผ่นดินใหญ่ คือ จีน แต่เมื่อมีการศึกษาเรื่องเห็ดเป็นยา พบว่า ที่ทิเบต มีเห็ดชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับหนอนที่อาศัยอยู่พื้นที่สูงๆ โดยสูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 4,000 เมตรขึ้นไป ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่ อากาศหนาวและมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี หนอนดังกล่าว จะออกมาหาอาหารหลังจากหิมะละลายในฤดูร้อนที่มีในช่วงระยะเวลาอันสั้น เมื่ออากาศเย็น มันจะหลบลงรู จำศีลอยู่ในรูไม่ขยับเขยื้อนครั้งละหลายเดือน ซึ่งการที่มันออกมาหาอาหาร กินน้ำค้างในช่วงฤดูร้อนนั้น หากตัวมันเองไปมีบาดแผล เพราะการเคลื่อนไหว มันก็จะเป็นโรคแล้วค่อยๆตายไปในที่สุด เมื่อมันตายไป เชื้อโรคที่อยู่ในตัวมัน จริงๆแล้ว ก็คือ เชื้อเห็ดชนิดหนึ่งนั่นเอง มันจะกินตับไตไส้พุงในตัวหนอนจนไม่มีอะไรเหลือ ยกเว้นปลอกหุ้มตัวหนอนเท่านั้น แล้วมันก็จะรวมตัวกันสร้างดอกเห็ดขึ้นมาเพื่อรับอากาศและสร้างสปอร์เพื่อสืบลูกสืบหลานต่อไป คนทิเบตพบว่า หากนำเอาเห็ดที่เป็นตัวหนอน ที่เรียกว่า ตังถั่งเช่ามาทานแล้ว จะทำให้กำลังวังชาดีขึ้น จึงเป็นที่นิยมกันสำหรับผู้คนที่ต้องการเสริมพละกำลัง

เห็ดถังเช่ากำลังเกิดดอกในขวดเพาะ


    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกีฬาที่จะต้องใช้พละกำลังค่อนข้างมาก จนกระทั่งในปี 2536 นักกีฑาจีนที่ไปแข่งวิ่งมาราธอนตั้งแต่ 10,000 ม. ขึ้นไป สามารถกำชัยชนะมาได้มากถึง 9 คน และทำลายสถิติโลกด้วย หลังจากนั้นอีก 1 ปีต่อมา มีการแข่งก๊ฑาประเภทเดียวกันที่เยอรมัน ก็พบว่า นักกีฑาจีนสามารถวิ่งระยะไกลได้ดีกว่าชาติไหน โดยได้รับการเปิดเผยว่า เคล็ดลับที่ทำให้นักกีฑาจีนสามารถวิ่งระยะไกลได้ดีกว่าคนในชาติอื่นนั้น เป็นเพราะนักกีฑาเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ทานเห็ดตัวถั่งเช่าทั้งสิ้น ในช่วงที่กำลังมีข่าวฮือฮากันนั้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้ประชุมปรึกษาหารือ เพื่อที่จะยับยั้งการใช้ตังถั่งเช่าให้แก่นักกีฬาก่อนการแข่งขัน ปรากฏว่า ไม่สามารถกระทำได้ เพราะตังถั่งเช่า หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ถั่งเช่านั้น คือ อาหารเสริมจากธรรมชาติ ไม่ใช่ยากระตุ้น จึงอนุญาตให้ใช้ได้ จากจุดนี้เอง ทำให้เห็ดหนอน หรือเห้ดถั่งเช่า กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และจากการที่เป็นสินค้าที่ซื้อขายกันเฉพาะคนทิเบตหรือคนภูฎานในราคาถูกมาก ตัวละไม่กี่บาท กลายเป็นสินค้าที่ทั่วโลกต้องการ และเนื่องจากมีปริมาณที่จำกัด ราคาจึงถีบตัวขึ้นนับพันนับหมื่นเท่า

ปัจจุบัน เห็ดถั่งเช่าเกรดเอ ขนาด 2,500 – 3,000 ตัวต่อ กก. ราคาที่ตลาดซิหนิง ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของทิเบตที่ติดกับจีน ประมาณ 3-4 ล้านบาท ปัจจุบันที่เมืองซิหนิง ที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ผู้คนนับหมื่นนับแสน หรือเมืองทั้งเมือง มีการค้าเห็ดถั่งเช่ากันขวักไขว่ไปหมด ดังนั้น ในงานประชุมเห็ดเป็นยานานชาติ ครั้งที่ 5 ที่เมืองหนานตง เมื่อ 3 ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนได้ทุ่มงบประมาณในการจัดประชุมประสพผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้คนรู้จักประเทศจีนมากขึ้น และรู้ว่า ประเทศจีนมีการผลิตเห็ดเป็นยากันอย่างจริงๆจังๆ จึงทำให้เกิดมีอุตสาหกรรมเห็ดเป็นยาเกิดขึ้นใหม่อย่างมากมาย กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่โดดเด่นที่สุดอีกแขนงหนึ่งของจีนในปัจจุบัน แน่นอน การประชุมเห็ดเป็นยานานชาตินั้น จะหมุนเวียนกันไปตามประเทศสมาชิกต่างๆทั่วโลก โดยจะจัดขึ้นในทุกๆ 2 ปี โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพ ที่พัทยา ในการประชุมครั้งที่ 2 ปีที่แล้ว(2554) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ที่ประเทศโครเอเซีย ที่เมืองซีเกรป ครั้งที่ 7 ก็น่าจะเป็นประเทศอื่นที่ยังไม่เคยจัด แต่ด้วยผลประโยชน์ที่เคยได้รับอย่างมหาศาลในการจัดครั้งที่ 5 ที่เมืองหนานตง ปรากฎว่า ในการจัดครั้งที่ 7 ที่จะถึงในปีหน้า คือ ปี 2556 นั้น รัฐบาลจีนได้ทุ่มงบมหาศาล เพื่อขอให้ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเห็ดนานชาติขึ้นอีก ณ ที่เดิม คือ ที่บริษัทอัลเฟ เมืองหนานตงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ ทราบว่าได้มีการเตรียมการและจัดงานยิ่งใหญ่กว่าครั้งที่ 5 อย่างแน่นอน

และที่แน่ๆ เห็ดที่น่าจะเป็นพระเอกที่สุด ก็คือ เห็ดถั่งเช่านั้นเอง ซึ่งตอนนี้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่า เห็ดถั่งเช่าที่มีคุณสมบัติทางยานั้น ไม่จำเป็นต้อง เป็นเห็ดถั่งเช่าที่มาจากที่สูง เช่น ทิเบตหรือที่ประเทศภูฎานเท่านั้น ยังมีเห็ดถั่งเช่าอีกหลายชนิด หนึ่งในนั้น คือ เห็ดถั่งเช่าสีทอง ซึ่งได้มีการค้นพบว่า เห็ดถั่งเช่าสีทองมีสารชนิดเดียวกับเห็ดตังถั่งเช่า หรือเห็ดถั่งเช่าที่มาจากทิเบตและภูฎาน แต่มีปริมาณของสารที่ออกฤทธิ์เป็นยาสูงกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร Cordycepin  และ Cordycepic acid ซึ่งเป็นสารหลักในการช่วยในขบวนการหายใจ ทำให้ร่างกายรับและนำเอาออกซิเจนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวช่วยเสิรมสร้างภูมคุ้มกันได้อย่างดีเลิศ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับ ผู้ป่วยพักฟื้นจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคมะเร็ง โรคไต ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเหตุให้เห็ดพวกนี้เป็นที่นิยมและต้องการในตลาดสูง เพราะมันมีผลต่อการเสริมสร้างพลังทางเพศ และเชื้ออสุจิที่แข็งแรงขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่เสื่อมสมรรถนะทางเพศ หรือผู้ชายที่มีบุตรยาก อันเนื่องจากเชื้อตัวผู้ไม่แข็งแรง

ดังนั้นที่ประเทศไต้หวัน จึงได้ทำการเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยส่วนใหญ่ ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะทำเพื่อจำหน่ายเป็นยาบำรุงร่างกายแก่มนุษย์เท่านั้น ยังมุ่งเน้นที่เอาไปใช้กับสัตว์ เพื่อนำไปผสมกับอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สัตว์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี นอกจากนี้ ยังนำเอาไปใช้ในการเพิ่มสมรรถนะของพ่อพันธุ์สัตว์ เช่น วัว หมู ไก่ ให้สามารถทำการผสมพันธุ์ได้นานยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างที่ อเมริกา ปกติ พ่อวัวพันธุ์ ที่จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลในการพัฒนากว่าจะได้พ่อวัวพันธุ์ดีเอาไว้รีดน้ำเชื้อ แต่ก็สามารถรีดน้ำเชื้อได้สูงสุดประมาณ 2 ปี เท่านั้น แต่หากนำเอาเห็ดถั่งเช่าสีทองผสมเข้าไปในอาหารในปริมาณที่เหมาะสม สามารถยืดอายุที่สามารถรีดน้ำเชื้อได้นานกว่า 4 ปี หรือกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งอาหารเสริมที่ทำจากเห็ดถั่งเช่าสีทองที่ใช้กับสัตว์นั้น ประเทศไทยก็นำเข้าจากไต้หวันปีๆหนึ่งเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท


จากเหตุผลดังกล่าว ทางอานนท์ไบโอเทค จึงได้ทำการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทองเป็นธุรกิจมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่เป็นการผลิตภายใต้สัญญาผูกขาดเพื่อส่งออกเท่านั้น บัดนี้สัญญาผูกขาดได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงถือว่าเป็นไท ที่ทางอานนท์ไบโอเทคพร้อมที่จะเผยแพร่ให้แก่สาธารณชนแล้ว โดยจากนี้ไป ทางอานนท์ไบโอเทค จะทำการถ่ายทอดเทคโนโลยี่เรื่องเห็ดเป็นยาหลายชนิดอันได้แก่ เห็ดถั่งเช่าสีทอง เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดไมตาเก๊ะ เห็ดกระถินพิมาน เห็ดเยื่อไผ่ เห็ดตีนแรดหิมาลัย การผลิตเอ็นไซม์จากเห็ด การผลิตซูเปอร์รอยัลครีมจากเห็ดเป็นต้น  เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง

การเลี้ยงปลาตะเพียนขาว


แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจาย
ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบแหลมอินโดจีน ชวา ไทย สุมาตรา อินเดีย ปากีสถาน และยังมีชุกชุมในถิ่นดังกล่าว  สำหรับประเทศไทยเรานั้นมีอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ อันได้แก่ แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึงต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ  บ้านอะลาง

อุปนิสัยและคุณสมบัติบางประการ
1. ความเป็นอยู่ 
ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาที่หลบซ่อนอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีกระแสน้ำไหลอ่อนๆ หรือน้ำนิ่ง เป็นปลาที่ทนต่อสิ่งเปลี่ยนแปลงและ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทั้งยังเจริญเติบโตในน้ำกร่อยที่มี ความเค็มไม่เกิน 7 ส่วนพัน อุณหภูมิเหมาะสมสำหรับปลาชนิดนี้อยู่ระหว่าง 25 - 33 องศาเซลเซียส 

2. นิสัยการกินอาหาร 
2.1 ระบบการกินอาหาร การตรวจสอบระบบการกินอาหารของ ปลาตะเพียนขาว ขนาด 12.5 - 25.5 เชนติเมตร พบว่า มีฟันในลำคอ (Pharyngeal teeth) เป็นชนิดกัดบดแบบสามแถว มีซี่เหงือกสั้นๆ อยู่ห่างกัน พอประมาณ ท่อทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารไม่มีลักษณะแตกต่างจากลำไส้ ลำไส้มีผนังบาง ๆ ยาวขดเป็นม้วนยาว 2.02 - 2.73 เท่า ความยาวสุดของลำตัว 

2.2 นิสัยการกินอาการ กล่าวกันว่าลูกปลาตะเพียนขาววัยอ่อน กินสาหร่ายเซลล์เดียวและแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ส่วนพวกปลาขนาด 3 - 5 นิ้ว กินพวกพืชน้ำ เช่น แหนเป็ด สาหร่ายพุงชะโด ผักบุ้ง สำหรับปลาขนาด ใหญ่สามารถกินใบพืชบก เช่น ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง หญ้าขน ๆลๆ พบว่าปลาตะเพียนขาวหาอาหารกินในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน 

3. การแยกเพศ
ลักษณะภายนอกของปลาตัวผู้คล้ายคลึงกันมากแต่เมื่อใกล้ผสมพันธุ์ จะสังเกตได้ง่ายขึ้นคือ ตัวเมียจะมีท้องอูมเป่งพื้นท้องนิ่มและรูก้นกว้างกว่าปกติ ส่วนตัวผู้ท้องจะแบนพื้นท้องแข็ง ถ้าเอามือลองรีดเบาๆ ที่ท้องจะมีน้ำสีขาวขุ่น คล้ายน้ำนมไหลออกมา หากเอามือลูบตามแก้มจะรู้สึกสากมือ
ภาพที่ 1 เปรียบเทียบลักษณะปลาตัวผู้และตัวเมียที่สมบูรณ์เพศ
ภาพที่ 2 เปรียบเทียบลักษณะเพศปลาตัวผู้และตัวเมีย


การอนุบาลลูกปลา
บ่อที่ใช้เป็นบ่อดินขนาดประมาณครึ่งไร่ถึงหนึ่งไร่ ความลึกประมาณ 1 เมตร ก่อนปล่อยลูกปลาต้องเตรียมบ่อให้ดีเพื่อกำจัดศัตรูและเพิ่มอาหารของ ลูกปลาในบ่อ การอนุบาลลูกปลาตะเพียนขาวนี้ระดับน้ำในบ่ออนุบาลขณะเริ่ม ปล่อยลูกปลาควรอยู่ในระดับ 30 - 40 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำ สัปดาห์ละ 10 เซนติเมตรเพื่อรักษาคุณสมบัติน้ำ ส่วนการใส่ปุ๋ยนั้นหากวางแผน จะอนุบาลด้วยอาหารสมทบเพียงอย่างเดียวก็ไม่ต้องเติมปุ๋ยในบ่อ

อนึ่ง การขนย้ายลูกปลาลงบ่อดินเมื่อย้ายลูกปลาลงบ่อดินแล้วให้อาหาร ซึ่งอาจใช้ไข่ต้มเอาแต่ไข่แดงนำไปละลายน้ำและกรองผ่านผ้าโอลอนแล้ว นำไปบรรจุในกระบอกฉีดน้ำและพ่นให้ทั่วผิวน้ำหรือตักราดให้ทั่วบ่อ ปริมาณไข่ที่ให้ขึ้นอยู่กับพื้นที่บ่อ บ่อ 1 ไร่ ปล่อยลูกปลาประมาณ 1,000 - 1,500 ตัว/ตารางเมตร

เมื่อลูกปลาโตขึ้น ในวันที่ 5 จะเริ่มลดอาหารไข่และให้รำละเอียด โดย ค่อย ๆ โรยทีละน้อยรอบ ๆ บ่อกะให้รำแผ่กระจายเป็นพื้นที่กว้างประมาณ 1 วา จากขอบบ่อ เพราะลูกปลาส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ การสังเกตการกิน อาหารทำยาก เพราะลูกปลายังไม่ขึ้นมากินที่ผิวน้ำ แต่จะคอยกินอาหารที่ค่อยๆ จมลง หลังให้อาหารแล้วใช้แก้วตักลูกปลามาดู ถ้าลูกปลากินอาหารดีท้องจะขาว เห็นชัดเจน เมื่ออนุบาลไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ลูกปลาจะเริ่มขึ้นมากินอาหาร ที่ผิวน้ำจะสังเกตการกินอาหารได้ง่ายขึ้น โดยจะโรยรำด้านเหนือลม รำจะค่อย ๆ ลอยโปร่งตรงข้ามต้องคอยสังเกตว่าเศษรำที่ลอยมาติดขอบบ่อมีมากน้อย เพียงใด ถ้ามีมากก็แสดงว่าให้อาหารมากเกินไปต้องลดอาหารลง


ภาพที่ 9 การให้อาหารเช่น รำ แก่ลูกปลาที่อนุบาลในบ่อดิน
อาหารที่ให้นี้ ถ้าให้ได้คุณค่าทางโภชนาการดียิ่งขึ้นควรผสมปลาป่น ร่อนแล้วในอัตราส่วน รำ : ปลาป่นเท่ากับ 3 : 1 การให้รำอาจจะให้วันละ 3 - 4 ครั้ง ในระยะแรก ๆ และลดลงเหลือ 2 ครั้งในเวลาต่อมา โดยทั่วไปเมื่ออนุบาล ได้ 4 - 6 สัปดาห์จะได้ลูกปลาขนาดประมาณ 1 นิ้ว อัตรารอดประมาณร้อยละ 30 - 40 ซึ่งหมายความว่าจะได้ลูกปลาจำนวน 480,000 - 640,000 ตัว/ไร่  บ้านอะลาง


การใส่ปุ๋ยในบ่อปลา
อัตราการใส่ปุ๋ยคอกที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 150-200 กิโลกรัม /ไร่ ใส่ทุก ๆ ช่วง 2 - 3 เดือนปริมาณแตกต่างกันไปตามสภาพของบ่อ และความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง สำหรับอัตราการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็จะ แตกต่างกันไปตามชนิดของปุ๋ยคือ
ปุ๋ยฟอสเฟต เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด พอสรุปได้ว่าควรใช้ประมาณ 25 - 30 กิโลกรัมต่อ 6 ไร่ต่อ 6 เดือน
ปุ๋ยไนโตรเจน อัตราการใช้ไม่ค่อยแน่นอนแตกต่างกันไปแต่ละท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียเหลว มีไนโตรเจนอยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ใช้ 150 ลิตรต่อ 6 ไร่ ส่วนผสมปุ๋ย เอ็น - พี - เค 300 - 500 กิโลกรัมต่อ 6 ไร่ต่อปี

การเลี้ยงปลาตะเพียนในบ่อดินบ่อที่เหมาะสมควรมีขนาดเนื้อที่ที่ผิวน้ำ มากกว่า 400 ตารางเมตรขึ้นไป ลึกประมาณ 1- 1.5 เมตร หลังจากเตรียมบ่อ ดังได้กล่าวมาแล้ว ปล่อยลูกปลาขนาด 1.5 - 2 เซนติเมตร ในอัตรา 3 - 4 ตัว/ตารางเมตรให้อาหารวันละ 2 เวลา เช้า - เย็น ในอัตรา 3 - 4 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวปลา รูปแบบบ่อที่ใช้เลี้ยงควรมีระบบการระบายน้ำที่ดี

การเลี้ยงปลาตะเพียนในนาข้าว ควรมีเนื้อที่ประมาณ 10 - 15 ไร่ การดัดแปลงพื้นที่นาให้เป็นนาปลาก็สามารถปฏิบัติได้ง่าย โดยขุดดินในพื้นที่นา รอบๆ ถมเสริมคันดินให้สูงขึ้นทำให้มีความแข็งแรงจะทำให้เกิดคูรอบคันดิน สามารถเก็บกักน้ำให้ขังอยู่ในพื้นที่นา ใช้สำหรับเลี้ยงปลา คูที่ขุดนี้ควรมีขนาด กว้างไม่น้อยกว่า 50 ซม. ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร คันดินควรสูงประมาณ 75 - 100 เซนติเมตร เหลือให้คันดินสูงกว่าระดับน้ำสูงประมาณ 60 เซนติเมตร กว้าง 50 เซนติเมตร มุมที่จะเป็นทางระบายน้ำออกจากนาควรเป็นด้านที่ต่ำสุด ถ้าเป็นไปได้ขุดหลุมกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 60 - 70 เซนติเมตรไว้เพื่อ สะดวกในการจับปลา โดยปลาจะมารวมกันเองในหลุมนี้เมื่อเวลาน้ำลดในฤดู เก็บเกี่ยวขนาดของปลาที่ปล่อยใช้ขนาด 3 - 5 เซนติเมตรขึ้นไป ปล่อยอัตรา 400 - 600 ตัว/ไร่ การใส่ปุ๋ยและการให้อาหารจะใช้น้อยกว่าการเลี้ยงแบบอื่นๆ เราจะให้อาหารเพียงวันละครั้ง การปล่อยปลาจะปล่อยหลังจากดำกล้าประมาณ 7 วัน 
ปล่อยน้ำเข้านาให้สูงประมาณ 1 ฟุต ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 3 - 4 เดือน ซึ่งจะพอดีกับข้าวสุกปลาก็โตมีขนาดพอนำไปจำหน่ายตาม ท้องตลาดได้ การเลี้ยงปลาตะเพียนขาวสามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้เพื่อเป็น การใช้ประโยชน์ภายในบ่อให้ได้เต็มที่ปลาแต่ละชนิดที่ปล่อยลงเลี้ยงร่วมกันจะ ต้องโตได้ขนาดตลาดในเวลาพร้อมกันเพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ปลาที่ เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาตะเพียนขาวจะต้องไม่มีนิสัยที่ชอบทำร้ายปลาชนิดอื่น และไม่ควรเป็นพวกปลากินเนื้อ ปลาที่จะเลี้ยงจนโตได้ขนาดตามที่ต้องการนอกจากใช้อาหารธรรมธาติ ซึ่งมีอยู่ในบ่อเลี้ยงจำเป็นต้องให้อาหารสมทบเพิ่มเติม เพื่อเป็นการเร่งให้ปลา มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้น อาหารสมทบดังกล่าว ได้แก่ แหนเป็ดและไข่น้ำ (ไข่น้ำเป็นพืชที่เกิดขึ้นลอยอยู่บนผิวน้ำ ปะปนกับพวกจอกแหน มีลักษณะเป็น เม็ดกลม ๆ ขนาดเท่าๆ กับสาคูเม็ดเล็กที่ยังไม่แช่น้ำ มีสีค่อนไปทางเขียวอ่อน ใช้โปรยให้กินสด ๆ) เศษผักต่างๆ โดยวิธีต้มให้เปื่อยผสมกับรำหรือปลายข้าว ที่ต้มสุก, กากถั่วเหลือง, กากถั่วลิสง ใช้แขวนหรือใส่กระบะไม้ไว้ในบ่อ ส่วน อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ หรือสัตว์ที่มีชีวิต เช่น ตัวไหม ปลวก ไส้เดือน หนอน มด ฯลฯ ใช้โปรยให้กิน พวกเครื่องในและเลือดของพวกสัตว์ต่างๆ เช่น หมู วัว ควาย ใช้บดผสมคลุกเคล้ากับรำและปลายข้าวซึ่งต้มสุกแล้ว นำไปใส่ไว้ใน กระบะไม้ในบ่อ


ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ปัญหาทั่วไปที่มักจะพบ ได้แก่ ปลา ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ทั้งนี้ เพราะไม่ได้ถ่ายเทน้ำเป็นประจำ จึงทำให้เกิดเห็บปลาและหนอนสมออันเป็นพยาธิ ของปลา หรือโรคจากบักเตรี ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงปลาแน่นเกินไป

ศัตรูของปลาตะเพียนขาว ได้แก่ ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาดุก กบ เขียด งูกินปลา และนก ฯลฯ
ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง คือ การลักขโมยซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เช่น ใช้ตาข่าย แห กระชัง ลอบ ทำให้นักเลี้ยงปลาประสบการขาดทุนมาก หลายรายแล้ว
อนึ่ง ปัญหาเหล่านี้ผู้เลี้ยงควรศกษาและแก้ไขโดยใกลชิด พร้อมทั้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำในด้านวิชาการจากเจ้าหน้าที่ของกรมประมงอย่างเคร่งครัด

รูปร่างลักษณะ
ปลาตะเพียนขาวมีลักษณะลำตัวแบนข้าง หัวเล็ก ปากเล็ก ริมฝีปาก ขอบส่วนหลังโค้งยกสูงขี้นความยาวจากสุดหัวจรดปลายหาง 2.5 เท่าของความสูง จะงอยปากแหลม มีหนวดเส้นเล็กๆ 2 คู่ ต้นของครีบหลังอยู่ตรงข้ามกับเกล็ด ที่สิบของเส้นข้างตัว เกล็ดตามแนวเส้นข้างตัวมี 29 -31 เกล็ด ลำตัวมีสีเงิน ส่วน หลังมีสีคล้ำ ส่วนท้องสีขาว ที่โคนของเกล็ดมีสีเทาจนเกือบดำ ปลาตะเพียนขาว ขนาดโตเต็มที่มีลำตัวยาวสูงสุดถึง 50 เซนติเมตร



การเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนขาว
ในการเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนขาวควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง บ่อขุนเลี้ยง พ่อแม่พันธุ์ควรเป็นบ่อดินขนาดประมาณ 400 ตารางเมตร ถึง 1 ไร่โดยปล่อย ปลาเพศผู้เพศเมีย แยกบ่อกันในอัตราประมาณ 800 ตัว/ไร่ให้ผักต่างๆ หรือ อาหารผสมในอัตราประมาณร้อยละ 3 ของน้ำหนักตัว การเลี้ยงพ่อแม่ปลา อาจจะเริ่มในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยคัดปลาอายุประมาณ 8 เดือน แยกเพศและปล่อยลงบ่อ เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ควรตรวจ สอบพ่อแม่ปลา ถ้าอ้วนเกินไปก็ต้องลดอาหาร หากผอมเกินไปก็ต้องเร่งอาหาร ทั้งนี้ควรจะถ่ายน้ำบ่อยๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของไข่และน้ำเชื้อ การเพาะพันธุ์ จะเริ่มได้ประมาณเดือนมีนาคมถึงกันยายน โดยพ่อแม่พันธุ์จะพร้อมที่สุด ในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน

1. การคัดพ่อแม่พันธุ์
ปลาเพศเมียที่มีไข่แก่จัดจะมีท้องอูมโป่งและนิ่ม ผนังท้องบาง ช่องเพศและช่องทวารค่อนข้างพองและยืน ส่วนปลาเพศผู้แทบจะไม่มีปัญหา เรื่องความพร้อมเนื่องจากสร้างน้ำเชื่อได้ดีเกือบตลอดปี

2. การฉีดฮอร์โมน
โดยทั่วไปจะใช้ต่อมใต้สมองจากปลาจีน หรือปลายี่สกเทศ ฉีดใน อัตรา 1.5 - 2 โดส ขึ้นกับความต้องการของแม่ปลา ฉีดเพียงเข็มเดียว ปลาเพศผู้ไม่ต้องฉีด ตำแหน่งที่นิยมฉีดใต้เกล็ดบริเวณใต้ครีบหลังเหนือเส้น ข้างตัวหรือบริเวณโคนครีบหู ในบางพื้นที่นิยมใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRN ฉีดในอัตรา 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ควบคู่กับยาเสริมฤทธิ์ Domperidone ในอัตรา 5 - 1O มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะมีผลให้ปลาวางไข่เช่นเดียวกัน

ภาพที่ 3 อุปกรณ์ที่ใช้ในการผสมเทียม
ภาพที่ 4 การฉีดฮอร์โมน


3. การผสมพันธุ์  การผสมพันธุ์ทำได้ 2 วิธี คือ
3.l ปล่อยให้พ่อแม่ปลาผสมพันธุ์กันเอง
หากเลือกวิธีการนี้เมื่อฉีดฮอร์โมนเสร็จ ก็จะปล่อยพ่อแม่ปลาลง ในบ่อเพาะรวมกัน โดยใช้อัตราส่วนแม่ปลา l ตัว/ปลาเพศผู้ 2 ตัว บ่อเพาะ ควรมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 ตารางเมตร ลึกประมาณ l เมตร บ่อขนาดดังกล่าว จะปล่อยแม่ปลาได้ประมาณ 3 ตัว เพื่อความสะดวกในการแยกพ่อแม่ปลา ควรใช้อวนช่องตาห่าง ปูในบ่อไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงปล่อยพ่อแม่ปลาลงไป แม่ปลาจะวางไข่หลังการฉีดประมาณ 4 - 7 ชั่วโมง โดยจะไล่รัดกันจนน้ำ แตกกระจาย เมื่อสังเกตว่าแม่ปลาวางไข่หมดแล้ว ก็ยกอวนที่ปูไว้ออกพ่อแม่ปลา จะติดมาโดยไข่ปลาลอดตาอวนลงไปรวมกันในบ่อ จากนั้นก็รวบรวมไข่ปลา ไปฟักในกรวยฟัก การผสมพันธุ์วิธีนี้มีข้อดีในเรื่องคุณภาพของไข่ที่ได้มักจะ เป็นไข่ที่สุกพอดี นอกจากนั้นผู้เพาะยังไม่ต้องเสียเวลารอด้วย แต่ในบางครั้ง ปลาตัวผู้อาจไม่ฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมทำให้ไข่ที่ได้ไม่ฟักเป็นตัว นอกจากนั้น ไข่ที่รวบรวมได้มักจะไม่สะอาด

3.2 วิธีการผสมเทียม
หลังจากฉีดประมาณ 4 - 5 ชั่วโมงจะสามารถรีดไข่ปลาใดโดยปลา จะมีอาการกระวนกระวายว่ายน้ำไปมารุนแรงผิดปกติ บางตัวอาจจะขึ้นมาฮุบ อากาศบริเวณผิวน้ำ เมื่อพบว่าปลามีอาการดังกล่าวกีดวรตรวจดูความพร้อม ของแม่ปลา โดยจับปลาหงายท้องขึ้นโดยตัวปลายังอยูในน้ำและบีบบริเวณใกล้ ช่องเพศเบา ๆ หากพบว่าไข่พุ่งออกมาอย่างง่ายดายก็นำแม่ปลามารีดไข่ได้ การผสมเทียมใช้วิธีแห้งแบบดัดแปลงโดยใช้ผ้าขับตัวปลาให้แห้ง แล้วรีดไข่ลง ในภาชนะที่แห้งสนิท จากนั้นนำปลาตัวผู้มารีดน้ำเชื้อลงผสม ในอัตราส่วนของ ปลาตัวผู้ 1- 2 ตัว ต่อไข่ปลาจากแม่ไข่ 1 ตัวใช้ขนไก่คนไข่กับน้ำเชื้อจนเข้ากันดี แล้วจึงเติมน้ำสะอาดเล็กน้อยพอท่วมไข่การคนเล็กน้อยในขั้นตอนนี้เองเชื้อตัวผู้ ก็จะเข้าผสมกับไข่  จากนั้นจึงเติมน้ำจนเต็มภาชนะถ่ายน้ำเป็นระยะๆ เพื่อล้างไข่ ให้สะอาด ไข่จะค่อย ๆ พองน้ำ และขยายขนาดขึ้นจนพองเต็มที่ภายในเวลา ประมาณ 20 นาที ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวต้องคอยถ่ายน้ำอยู่เสมอ เพื่อป้องกัน ไม่ให้ไข่บางส่วนเสีย เมื่อไข่พองเต็มที่แล้วก็สามารถนำไปฟักในกรวยฟักได้

ภาพที่ 5 การรีดไข่แม่พันธุ์
ภาพที่ 6 การรีดน้ำเชื้อพ่อพันธุ์
ภาพที่ 7 คนไข่และน้ำเชื้อให้ผสมเข้ากัน
ภาพที่ 8 นำไข่ที่ผสมแล้วไปฟักในกรวยฟักไข่



การเลี้ยงปลาตะเพียนขาว
ปลาตะเพียนสามารถเจริญเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำทั่วไป เป็นปลาที่เลี้ยง ง่ายกินพืชเป็นอาหาร อาศัยอยู่ได้ดีทั้งในแหล่งน้ำไหลและแหล่งน้ำนิ่งแม้กระทั่ง ในนาข้าว เมื่ออายุเพียง 6 เดือน ก็สามารถจะมีน้ำหนักได้ถึงครึ่งกิโลกรัม

บ่อเลี้ยง ควรเป็นบ่อขนาด 400 ตารางเมตร จนถึงขนาด 1 ไร่ หรือ มากกว่านั้น ความลึกของน้ำในบ่อควรให้ลึกกว่า 1 เมตรขึ้นไป ใช้เลี้ยงลูกปลา ที่มีขนาดยาว 5 - 7 เซนติเมตรขึ้นไป ในอัตราส่วน 3 - 4 ตัว ต่อตารางเมตร หรือ 5,000 ตัว/ไร่

บ่อใหม่หมายถึงบ่อที่เพิ่งขุดใหม่และจะเริ่มการเลี้ยงเป็นครั้งแรกบ่อใน ลักษณะเช่นนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคพยาธิที่ตกค้างอยู่ในบ่อ เพียงแต่บ่อใหม่ จะมีอาหารธรรมชาติอยู่น้อย หากภายในบ่อมีคุณสมบัติของดินและน้ำไม่ เหมาะสมก็ต้องทำการปรับปรุง เช่น น้ำและดินมีความเป็นกรดเป็นด่างต่ำกว่า 6.5 ก็ต้องใช้ปูนขาวช่วยในการปรับสภาพ ระบายน้ำเข้าให้มีระดับประมาณ 10 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์จึงใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์จากนั้น ก็ระบายน้ำเข้าให้มีระดับประมาณ 50 เซนติเมตรทิ้งไว้อีก 5 - 7 วันจึงปล่อยน้ำ ให้ได้ระดับตามต้องการประมาณ 1 - 1.5 เมตร จึงปล่อยปลาลงเลี้ยง

บ่อเก่าหรือบ่อที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้วหลังจากจับปลาแล้วทำการสูบน้ำ ออกให้แห้งทิ้งไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งวันจากนั้นใส่ปูนขาวฆ่าเชื้อโรค และพยาธิพร้อม ทั้งปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของก้นบ่อ แต่ถ้าเป็นบ่อที่มีเลนอยู่มากควร ทำการลอกเลนขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยใส่ปูนขาว จากนั้นตากบ่อทิ้งไว้อีก 7 วันแล้ว จึงปฏิบัติเหมือนกับบ่อใหม่ แต่ถ้าไม่สามารถสูบน้ำให้แห้งได้จำเป็นต้องกำจัด ศัตรูปลาให้หมดเสียก่อน ศัตรูของปลาตะเพียน ได้แก่ พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก กบ เขียด และงู ควรใช้โล่ติ๊นสด 1 กิโลกรัมต่อปริมาณน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร วิธีใช้คือทุบหรือบดโล่ติ๊นให้ละเอียดนำลงแช่น้ำลึก 1 หรือ 2 ปีบ ขยำโล่ติ๊นเพื่อให้น้ำสีขาวออกมาหลายๆ ครั้งจนหมดแล้วนำลงไปสาดให้ ทั่วบ่อ ศัตรูพวกปลาดังกล่าวก็จะตายลอยขึ้นมาต้องเก็บออกทิ้ง อย่าปล่อยให้ เน่าอยู่ในบ่อก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยงควรทิ้งระยะไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้ ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัวเสียก่อน ส่วนน้ำที่จะระบายเข้ามาใหม่ ควรใช้ตะแกรง กรองเอาเศษต่างๆ และปลาอื่นๆ ไม่ให้เข้ามาในบ่อได้


ต้นทุนและผลผลิตของการเลี้ยงปลาตะเพียนขาว
ปลาตะเพียนขาวที่เลี้ยงกันตามอัตราการปล่อยปลาที่กล่าวแล้ว จะมี ผลผลิตไร่ละประมาณ 800 ถึง 1,000 กิโลกรัม เมื่อเทียบราคาปลากิโลกรัมละ 15 บาท ได้รายรับประมาณไร่ละ 12,000 ถึง 15,000 บาท ในเวลาประมาณ 7 เดือน เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่อไร่ ได้แก่ รำ 1,400 บาท กากถั่วเหลืองประมาณ 2,200 บาท ค่าแรงงานสำหรับผู้เลี้ยงหรือเจ้าของไร่ละประมาณ 875 บาท รวม เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ไร่ละประมาณ 4,475 บาท ดังนั้นจะได้กำไรสุทธิไร่ละ ประมาณ 7,525 บาท ซึ่งนับว่าเป็นผลผลิตที่สูงอย่างหนึ่ง ถ้าหากได้มีการ ปรับปรุงดูแลใกล้ชิดก็จะได้ผลผลิตสูงขึ้น ปลาตะเพียนขาวใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 เดือน จะมีน้ำหนักประมาณ 3 - 4 ตัว/กิโลกรัม
ภาพที่ 10 ปลาตะเพียนขาวขนาดตลาด


แนวโน้มของการเลี้ยงปลาตะเพียนขาว
ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาพื้นบ้านของคนไทย ประชาชนนิยมบริโภค อย่างแพร่หลาย ส่วนของผู้เลี้ยงปลาตะเพียนขาวเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายเจริญเติบโต เร็วเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับต้นทุนการผลิตก็ไม่สูงมาก ดังนั้น การ เลี้ยงปลาชนิดนี้จึงเป็นก่งที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง
เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง