Showing posts with label การเพาะเห็ด. Show all posts
Showing posts with label การเพาะเห็ด. Show all posts

เห็ดนางรมทอง



ผลงานวิจัยกว่า 5 ปี  จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บวกกับผลการทดสอบจากผู้ใช้จริงโดยบริษัทสปินคอนโทรเอเชีย ทำให้เซั่มจากสารสกัดเห็ดนางรมทองและนางรมทอง ได้รับการยืนยันว่าสามารถ ลดริ้วรอยกว่า 70% ใน 4 สัปดาห์ เมื่อใช้เป็นประจำเช้า-เย็น บ้านอะลาง

เห็ดนางรมทอง มีชื่อวิทยาศาตร์ว่า Pleurotus citrinopileatus Singer. และเห็ดนางรมดอย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pleurotus ostreatus (Fr.) Kummer. มีรูปร่างเหมือนหอยนางรม เรียกว่า Oyster mushroom อยู่ในกลุ่มเห็ดเขตหนาวหรือกึ่งหนาว โดยเห็ดนางรมทองมีลักษณะดอกสีเหลืองสวยงาม ส่วนเห็ดนางรมดอยมีลักษณะดอกสีเทา ลักษณะที่สำคัญคือ หมวกดอกมีผิวเรียบ กลางหมวกเว้าเป็นแอ่ง ขอบหมวกม้วนลงเล็กน้อย เมื่อดอกบานเต็มที่ด้านใต้ของหมวกจะมีลักษณะเป็นครีบ ก้านดอกยาวปานกลาง และต่อเนื่องติดเป็นเนื้อเดียวกับหมวก ดอกเห็ดอาจเกิดเป็นดอกเดี่ยวหรือเกิดเป็นกระจุก ลักษณะดอกเห็ดค่อนข้างบอบบาง มีโคนก้านดอกติดกันและมีหมวกเห็ดซ้อนก้นเป็นชั้นๆ ทำการเพาะในฤดูฝน-ฤดูหนาว ชอบอากาศเย็นชื้น เส้นใยเห็ดเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 25-30 องศา  และเจริญเป็นดอกเห็ดได้ดีที่ช่วงอุณหภูมิ 20-30 องศา ความชื้น 80-95% เห็ดทั้ง 2 ชนิด มีคุณค่าทางโภชนาการโดยมี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินและแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี วิตามินบีรวม ซีลีเนียม โปแตสเซียม ทองแดง และกรดโฟลิก

เห็ดนางรมทอง เป็นเห็ดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางถิ่นประเทศแถบยุโรป เห็ดพวกนี้เจริญเติบโตได้ดีในพวกไม้โอ๊ค (oak) ไม้เมเปิ้ล (maple) ไม้พืช (peach) ฯลฯ และสามารถเจริญเติบโตได้ทั่วไปในเขตอบอุ่น ต่อมาได้มีการนำเข้ามาทดลองเพาะเลี้ยงในประเทศ ไทย พบว่าเห็ดชนิดนี้สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย จึงได้มีการเผยแพร่วิธีการเพาะเห็ดชนิดนี้ จนเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วๆ ไป เห็ดนางรมจัดเป็นเห็ดที่ประชาชนนิยมรับประทานกันมาก ทั้งนี้ เนื่องจากเห็ดนางรมมีลักษณะคล้ายเห็ดมะม่วงหรือเห็ดขอนขาวที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติบนตอไม้ที่ผุพังประกอบกับเห็ดเนางรมเป็นเห็ดทึ่มีสีขาวสะอาด มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีรสชาติหอมหวาน นอกจากนี้เนื้อของเห็ดนางรมยังไม่ เหนียวมากเหมือนเห็ดมะม่วงหรือเห็ดขอนขาว และที่สำคัญก็คือ เห็ดนางรมมีสารบางอย่างที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคไม่แพ้เห็ดชนิดอื่นๆ จึงทำให้ประชาชนรู้จักเห็ดชนิดนี้เป็นอย่างดี

เห็ดนางรมทอง หรือ Oyster mushroom จัดเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน ไม่แพ้เห็ดชนิดอื่นๆ นอกจากนี้เห็ดนางรมยังให้ปริมาณแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปแตสเซี่ยม และยังให้พลังงานค่อนข้างสูง เห็ดนางรม มีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 สูงกว่าเห็ดชนิดอื่นๆ และยังมีกรดโฟลิคสูงกว่าพืชผักและเนื้อสัตว์ กรดพวกนี้ช่วยป้องกันรักษาโรคโลหิตจางได้จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และยังเหมาะต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก  เพราะเห็ดมีปริมาณของไขมันน้อยและมี ปริมาณโซเดียมต่ำ  จึงเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรค บ้านอะลาง
หัวใจและโรค ไตอักเสบ ประกอบกับเห็ดนางรมที่เพาะง่าย สามารถเจริญเติบโตได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จึงได้มีการเพาะเห็ดนี้กันอย่างแพร่หลายโดยทั่วไป

ก้อนเชื้อเห็ดนางรมทองมีจำหน่ายแล้ว ที่ กฤษณะฟาร์มเห็ด สอบถามรายระเอียอเพิ่มเติม  www.kritsanafarm.com

เห็ดโคนหิมะ


                        เห็ดโคนหิมะ                     
สองวันหนึ่งคืนในการเข้าแคมป์เรียนรู้เทคนิคการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น-โคนหิมะที่ "สวนเห็ดจิรวุฒิ" อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ในระหว่าง วันที่ 23-24 พฤษภาคม นี้ ตามโครงการ "คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ สัญจร" ซึ่งจะมีการจัดขึ้นในลักษณะนี้ไม่บ่อยนักและครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สาม ที่ยกพลไปเรียนกันถึงฟาร์มเห็ดแบบครบวงจร

   ถึงแม้จะมีเวลาน้อยเพียงแค่ 2 วัน แต่ก็คุ้มค่า ซึ่งคุณจิรวุฒิ อินทรานุกูล เจ้าของสวนยืนยันว่าเรียนจบหลักสูตรแล้วจะสามารถเปิดฟาร์มเห็ดได้เลย เพราะกระบวนการเรียนรู้จะเน้นการเพาะเห็ดแบบครบวงจร มีทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน  ตลอดจนวิธีการเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาดอกเห็ดให้อยู่ได้นาน ที่สำคัญมีการสอนคำนวณต้นทุนจริงให้ด้วย เหมาะสำหรับเกษตรกรที่สนใจและผู้ที่ทำทั้งในเชิงธุรกิจ

 "ตอนนี้เรามีเห็ดตัวใหม่ออกมาคือเห็ดโคนหิมะ มีลักษณะคล้ายกับโคนญี่ปุ่น แต่จะมีสีขาวทั้งดอกคล้ายหิมะ แต่ขณะนี้ยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เพราะอยู่ระหว่างการเตรียมขยายพันธุ์ให้เครือข่าย ส่วนราคาซื้อขายเริ่มตั้งแต่ 200 บาทต่อกิโลกรัมขึ้นไป ขณะที่โคนญี่ปุ่นปัจจุบันจะอยู่ที่ 150-180 บาทต่อกิโลกรัม"

คุณจิรวุฒิย้ำว่า จุดเด่นของโคนหิมะรสชาติจะดีกว่าโคนญี่ปุ่น กรอบกว่า เนื้อแน่นว่าและเก็บได้ยาวนานกว่า เพราะมีความแข็งแรงมากกว่า แล้วก็มีสรรพคุณทางยาที่เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีนสูงกว่าโคนญี่ปุ่น ที่สำคัญราคาดีกว่าโคนญี่ปุ่นมาก เนื่องจากเป็นเห็ดสายพันธุ์ใหม่ทำให้ตลาดมีความต้องการสูง โดยขณะนี้ฟาร์มสามารถผลิตเห็ดชนิดนี้ได้เพียง 400 กิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้น  ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

 "วิธีการเพาะก็เหมือนกับโคนญี่ปุ่นทุกประการ แต่ปัญหาก็คือจะให้ดอกน้อยมาก ฉะนั้นจะทำอย่างไรที่จะให้โคนหิมะนั้นสามารถเปิดดอกให้ได้ในปริมาณมากเท่ากับโคนญี่ปุ่น ซึ่งเราจะมาเรียนรู้กันในตรงจุดนี้ด้วย" คุณจิรวุฒิกล่าว

 ฉะนั้นคำถามที่หลายคนสงสัยว่าโคนหิมะคืออะไร เป็นเห็ดสายพันธุ์ไหน เกษตรกรสามารถจะเพาะเลี้ยงได้หรือไม่ วิธีบริหารจัดการยากไหม มีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีประโยชน์ต่อร่างกายมากน้อยแค่ไหน แล้วทำไมถึงราคาซื้อขายแพงจัง ข้อสงสัยเหล่านี้จะได้รับการเฉลยจากคุณจิรวุฒิอย่างละเอียดยิบในทุกประเด็น สำหรับผู้ที่เข้าร่วมในโครงการ "คมชัดลึก ฝึกอาชีพ สัญจร"

 สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2338 -3356-7 ค่าลงทะเบียน 3,745 บาท/ท่าน พร้อมรับสิทธิสมาชิก นสพ.คมชัดลึก ฟรี 1 เดือน รับเพียง 40 ท่านเท่านั้นครับ!
"สุรัตน์ อัตตะ"

เห็ดนกยูง



เห็ดนกยูง (Macrolepiota gracilenta)

Parasol mushroom หรือ Tall mushroom
ชื่อทั่วไป มีชื่อเรียกหลายชื่อตามภาคต่างๆ
- เห็ดกระโดง  เห็ดกระโดงตีนสูง (ภาคเหนือ)
- เห็ดหนังกลอง เห็ดไม กลอง เห็ดฆอนกลอง (ภาคใต้ )
- เห็ดผาออม  เห็ดขานกกระยาง  เห็ดคันรม   เห็ดรม  เห็ดคันจอง  เห็ดกนกลอง  (ภาคอีสาน)
-เห็ดนกยูง(ภาคกลาง)

ลักษณะทั่วไป
- ดอกเห็ดมีลักษณะรูปทรงร่มและมีขนาดใหญ่
- หมวกดอกระยะแรก มีลักษณะกลม สีน้ำตาล ต่อมามีรูปร่างคล้ายกระดิ่ง
- เมื่อดอกบานเต็มที่มีลักษณะเกือบแบนราบมีขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง5.0–15.5     เซนติเมตร
- เนื้อหมวกดอกมีสีขาวมีจุดสีน้ำตาลเข้มตรงกลางหมวกดอกและมีเกล็ดขนาดเล็กมองดูเป็น จุดสีน้ำตาล
กระจายออกโดยรอบไปยังขอบหมวกดอก ทําให้เกิดเป็นลวดลายบนหมวกดอก คล้ายลายของปากนกยูง
- ครีบหมวกมีสีขาวและไม้ติดกับก้านดอก ก้านดอกมีความยาว 10.0-15.5 เซนติเมตร หนา1 - 1.3 เซนติเมตร บริเวณโคนก้านมีลักษณะพองออกเป็นกระเปาะ
- ก้านดอกสวนบนมีเยื่อวงแหวนลักษณะหนาอยู่ใต้ หมวกดอก สปอร์ เป็นรูปไข่  มีขนาด10-13 x 7-8 ไมครอน

นิสัยตามธรรมชาติ   
ชอบเกิดต้นและกลางฤดูฝนที่มีวัสดุและอาหารที่หมักได้ที่แล้ว โดยเกิดตามทุ่งหญ้า คันนา ตามที่เส้นทางที่วัว ควายเดินผ่าน ส่วนใหญ่ จะพบตอนที่ดอกบานแล้ว เพราะสังเกตเห็นได้ง่าย  สวนดอกอ่อนจะพบไดยาก  เพราะดอกจะมีหญ้าบดบังอยู่ ยกเว้นแต่คนที่มีประสบการณ์ ในการหาเห็ดชนิดนี้มาแล้วและจําสถานที่เกิดของเห็ดได้ จึงจะได้กินดอกอ่อนที่แสนอร่อย

แหล่งที่พบ 
พบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยขึ้นบนพื้นดินที่เป็นทุ่งหญ้าโดยเฉพาะ บริเวณที่มีการเลี้ยงวัว ควายจะพบได้บ่อย

ลักษณะของเส้นใย 
สีขาวรวมตัวกันคล้ายรากแขนง  เจริญออกจากศูนย์กลางเป็นรัศมีค่อนข้างกลม ปลายเส้นใยมีความหนาแน่นน้อยกว้าตรงกลาง เวลาแก่ เส้นใยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน

วิธีการเพาะเลี้ยงเห็ดนกยูง

1.นําวัสดุเพาะที่ผ่านการหมักบรรจุถุงทนความร้อนขนาด 7x13 นิ้วหนา 0.12  มิลลิเมตร น้ำหนักบรรจุวัสดุเพาะ 1 กิโลกรัม ทุบให้ แน่นพอประมาณ ใส คอขวด ปิดฝาครอบฟอลเตอร์ในระหว่างบรรจุวัสดุเพาะลงถุงให้คลุมวัสดุเพาะด้วยผ้าพลาสติกเพื่อกันวัสดุแห้ง ถ้าผิวหนาวัสดุแห้งให้ ฉีดพรมน้ำเพื่อชดเชยน้ำที่ระเหยไป
2.นําถุงที่บรรจุวัสดุเพาะทั้งหมดเข้าหม้อนึ่งพาสเจอร์ไรซ์นึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน4 ชั่วโมง(หลังจากผสมวัสดุเพาะเสร็จ ต องบรรจุลงถุงและนึ่งฆ่าเชื้อภายใน 24 ชั่วโมง)
3.นําถุงที่ฆ่าเชื้อแล้วพักไว้ในห้องตอเชื้อที่สะอาด(ทิ้งไว้ให้เย็นใช้เวลานาน 1 วัน)
4.นําหัวเชื้อข้าวฟางเห็ดนกยูง ถ่ายลงในถุงวัสดุเพาะแก้วลงถุงวัสดุเพาะให้  เมล็ดข้าวฟ างกระจายก้อนนําก้อนเห็ดบ่มไว้ในโรงบ่มปล่อยให้เชื้อเดินเต็มถุงใช้เวลา 30-60 วัน
5.หลังจากที่เชื้อเดินเต็มถุงแล้วปล่อยให้เส้นใยรัดตัวประมาณ1 เดือน
6.เปิดปากถุงพลาสติกออกโดยพับปากถุงให้เหลือประมาณ 1–2 เซนติเมตรกลับด้วยดินร่วนปนทราย
7. ให้ความชื้นโดยรดน้ำเช้า กลางวันและเย็น
8. ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนหลังจากกลบดินเห็ดเริ่มให้ผลผลิต

ความสำคัญของเห็ดนกยูง
เห็ดนกยูงจากธรรมชาติมาพัฒนาให้เป็นเห็ดที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ เพื่อให้เกิดเป็น  สาธารณะประโยชน์แก่เกษตรกร นําไปเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้นโดยในการศึกษา  ได้ศึกษาการเพาะเห็ดนกยูงทั้งแบบถุงพลาสติก และแบบขึ้นชั้นเพาะในห้องปฏิบัติการซึ่งจากผลการศึกษาสามารถพัฒนาสายพันธุ์

รูปแบบเพาะเลี้ยง  
ขยายพันธุ์ และปรับปรุงสูตรให้มีความเหมาะสมกับการเพาะเห็ดนกยูงซึ่งพร้อมที่จะถ่ายทอดสู่เกษตรกร และผู้ที่สนใจ ดังนั้นศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการถ่ายทอดเทคโนยีการเพาะเลี้ยงเห็ดนกยูงแก่ ชุมชน โดยพัฒนารูปแบบการเพาะเป็นแบบขึ้นชั้นเพาะในโรงเรือนเพาะเลี้ยง ซึ่งได้ผลผลิตในปริมาณที่สามารถเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้ การศึกษาและถ่ายทอดการเพาะเลี้ยงเห็ดนกยูงที่เหมาะสมกับชุมชน

ไบโอเทคได้ชูประเด็นเห็ดรา ที่นำมาพัฒนาเป็นยารักษามะเร็ง โดยนายสาธิต ไทยทัตกุล อุปนายกสมาคมวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมืองไทยมีเห็ดหลากหลายพันธุ์ ซึ่งถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์มาก รวมคุณสมบัติของสารอาหารจากพืชและสัตว์ไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ มีการสรุปแล้วว่าเห็ดไม่ใช่พืชและไม่ใช่สัตว์ มีพันธุกรรมเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป มีชื่อเรียกว่า "ฟันใจคิงด้อม (FUNGI)" เช่น เห็ดนกยูง

ข้อควรระวัง !
อย่าเก็บเห็ดที่มีลักษณะคล้ายเห็ดนกยูงที่เกิดตามธรรมชาติมารับประทาน เนื่องจากเห็ดนกยูงมีลักษณะที่คล้ายกับเห็ดหัวกรวดครีบเขียวอ่อน หรือเห็ดกระโดงตีนต่ำ ดอกเห็ดเมื่อยังอ่อนเป็นก้อนกลม จากนั้นจะบานออกเป็นร่มสีน้ำตาล แตกออกเป็นเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมกระจายออกไปถึงกลางหมวก ครีบสีขาว เมื่อแก่จัดจะเป็นสีเทาอมเขียวหม่น ก้านรูปทรงกระบอกสีขาว ขึ้นตามสนามหญ้าและทุ่งนา เห็ดชนิดนี้มีพิษไม่ร้ายแรงนัก ผู้ที่รับประทานเข้าไปจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืดตาลาย ใจสั่น และอ่อนเพลีย ถ้าเป็นเด็กอาจเสียชีวิตได้ถ้ารับประทานมาก

มีเห็ดอีกมากชนิดที่มีพิษ เป็นอันตรายเมื่อรับประทานเข้าไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงควรเลือกกินเฉพาะเห็ดที่รูจักดีเท่านั้น โดยเฉพาะเห็ดป่าสมควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด

เห็ดถังเช่า กิโลเป็นแสน




เห็ดถั่งเช่า นับเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจจากบรรดาชายหนุ่มมากมาย สำหรับ "ถั่งเช่า"  หรือ "หนอนเทวดา" เห็ดมหัศจรรย์ที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างดีเยี่ยมพอ ๆ กับยาไวอะกร้า ยิ่งล่าสุด หลังจากได้มีการนำเห็ดชนิดนี้เข้ามาปลูก ในประเทศไทยได้สำเร็จแล้วดูเหมือนว่า "ถั่งเช่า" จะยิ่งได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมมากขึ้นเห็ดถั่งเช่า หรือ ชื่อเต็มว่า ตังถั่งแห่เช่า เป็นราแมลงในกลุ่ม Ascomycetes มีชื่อทางวิทยาศาตร์ว่า Cordyceps Sinensis ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นตัวหนอน ซึ่งเป็นหนอนผีเสื้อชนิดหนึ่ง ส่วนบนของตัวหนอนที่มีเห็ดชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Saec. บ้านอะลาง

มีแหล่งกำเนิดเฉพาะถิ่น คือ ในพื้นที่สูง 4,000-5,000 เมตร จากระดับ น้ำทะเล เช่น....เช่น ประเทศจีน ภูฏาน และทิเบต เกิดขึ้นโดยสปอร์เชื้อราจะเข้าสู่ตัวอ่อนของ หนอนผีเสื้อค้างคาว ที่ฝังตัวจำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว และเมื่อถึงฤดูร้อน ก้านสปอร์จะเติบโต ขึ้นมาบนพื้นดิน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนต้นหญ้าที่ขึ้นเฉพาะฤดูร้อน และด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่า "ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า" หรือ "หนาวหนอนร้อนหญ้า"ถั่งเช่า มีสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะสารคอร์ไดเซปิน (Cordycepin) มีฤทธิ์บำรุงไต กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยรักษาสมดุลย์ของคลอเรสเตอรอลในหลอดเลือด และมีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ดังนั้นเมื่อกินเห็ดชนิดนี้เข้าไป ก็จะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งจากงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่าหากกินถั่งเช่าวันละ 1 กรัม เป็น เวลา 46 วัน จะช่วยให้สมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้นถึง 64% เลยทีเดียว  ( ปัจจุบัน ถั่งเช่า กิโลกรัมละ 200,000 บาท )


เห็ดถังเช่าแท้จากเมืองจีน

 
สรรพคุณของเห็ดถั่งเช่า ที่เราได้ยินกันมานาน ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยศิลปากร ศึกษาวิจัย จนได้สารอาหารที่ใช้เสริมรักษาโรคเบาหวานและมะเร็ง

นายแพทย์สมยศ กิตติมั่นคง หัวหน้ากลุ่มงานโรคเอดส์ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า เห็ดถั่งเช่า เป็นเห็ดหายาก พบได้ในจีนและภูฏาน ซึ่งก่อนหน้านี้พบสรรพคุณเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ล่าสุดยังนำเห็ดถั่งเช่ามาเป็นส่วนประกอบผลิตสารอาหารชนิดพิเศษ ที่ใช้ควบคู่กับการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานเรื้อรัง และโรคมะเร็งในตับและลำไส้ได้ผลดี หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับสารอาหารจากเห็ดถั่งเช่าผสมเห็นหลินจือ และจมูกข้าว ไม่เกิน 2 สัปดาห์

วิธีการทำเรียกว่าเทคนิคไบโอ คือนำเอาเห็ดถั่งเช่า เห็นหลินจือ และจมูกข้าว มาทำวิธีการฟรีซ และดราย คือทำให้เห็นทั้งสองชนิดเป็นน้ำแข็งด้วยอุณหภูมิ ลบ 40 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปตากให้แห้ง แล้วนำมาผสมหาสารสกัด บรรจุใส่เม็ดแคปซูล ในแง่ของการออกฤทธิ์ โดยปกติเห็ดมีสารเม็ตตาบอไลท์ และสารที่มีสิ่งมีชีวิต สร้างออกมาเป็นแอนตี้บอติก ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

ผลจากการศึกษาค้นคว้านานถึง 2 ปี โดยทดสอบในผู้ป่วยที่สมัครใจ ทั้งมะเร็ง และเบาหวานจำนวน 100 คน พบว่าเมื่อรักษาควบคู่กับการกินสารอาหารที่มีเห็ดถั่งเช่า โดยให้กินวันละ 4 เม็ดต่อเนื่อง 2-3 เดือนก็จะเห็นผล โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่ถึงขั้นจะต้องตัดขาทิ้ง ก็กลับพบว่าแผลดีขึ้น และหายเป็นปกติ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ทางผู้วิจัยได้ประกาศหาโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ



        

“เห็ดถั่งเช่าสีทอง” เพาะในประเทศไทย
     
เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มีการประชุมเห็ดเป็นยานานาชาติขึ้นที่เมืองหนานตง ประเทศจีน โดยมีนักวิทยาศาสตร์และผู้คนสนใจจากทั่วโลกนับพันคน และถือว่า เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ที่เป็นผู้นำในการใช้เห็ดเป็นยาสืบทอดกันมานับพันๆปี ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเห็ดเป็นยา โดยเป็นที่ยอมรับกันว่า ผู้คนในแถบเอเซีย เป็นชนชาติที่ใช้เห็ดพื้นบ้านหรือเห็ดธรรมชาติหลากหลายชนิดเป็นยา ยิ่งมีการใช้ความรู้และเทคโนโลยีแผนใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ วิจัย ยิ่งทำให้รู้ว่า มีเห็ดมากมายหลายชนิด มีคุณสมบัติทางยาที่น่าสนใจ จนกระทั่ง ปัจจุบัน มีประเทศที่เจริญทางวิชาการ ที่แต่เดิมเคยสนใจแต่ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ปัจจุบัน กลับให้ความสนใจ ที่จะทำการเพาะและผลิตเห็ดเป็นยาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไปเลย เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา และมาเลเซีย รวมทั้งจีนที่แม้ทางรัฐบาลกำลังทุ่มเทสนับสนุนให้มีการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ โดยใช้เวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น จากอดีตที่เคยเพาะเห็ดไม่ถึง 1 ล้านตันต่อปี ขณะที่ทั่วโลกผลิตรวมกันประมาณ 5-6 ล้านตัน แต่ปัจจุบัน ประเทศจีน สามารถเพาะเห็ดเศรษฐกิจได้มากกว่า 20 ล้านตัน มากกว่าประเทศอื่นใดรวมกัน 3-4 เท่า บ้านอะลาง


อานนท์ เอื้อตระกูล
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส(เห็ด)
องค์การสหประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548

                เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มีการประชุมเห็ดเป็นยานานาชาติขึ้นที่เมืองหนานตง ประเทศจีน โดยมีนักวิทยาศาสตร์และผู้คนสนใจจากทั่วโลกนับพันคน และถือว่า เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ที่เป็นผู้นำในการใช้เห็ดเป็นยาสืบทอดกันมานับพันๆปี ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเห็ดเป็นยา โดยเป็นที่ยอมรับกันว่า ผู้คนในแถบเอเซีย เป็นชนชาติที่ใช้เห็ดพื้นบ้านหรือเห็ดธรรมชาติหลากหลายชนิดเป็นยา ยิ่งมีการใช้ความรู้และเทคโนโลยีแผนใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ วิจัย ยิ่งทำให้รู้ว่า มีเห็ดมากมายหลายชนิด มีคุณสมบัติทางยาที่น่าสนใจ จนกระทั่ง ปัจจุบัน มีประเทศที่เจริญทางวิชาการ ที่แต่เดิมเคยสนใจแต่ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ปัจจุบัน กลับให้ความสนใจ ที่จะทำการเพาะและผลิตเห็ดเป็นยาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไปเลย เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา และมาเลเซีย รวมทั้งจีนที่แม้ทางรัฐบาลกำลังทุ่มเทสนับสนุนให้มีการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ โดยใช้เวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น จากอดีตที่เคยเพาะเห็ดไม่ถึง 1 ล้านตันต่อปี ขณะที่ทั่วโลกผลิตรวมกันประมาณ 5-6 ล้านตัน แต่ปัจจุบัน ประเทศจีน สามารถเพาะเห็ดเศรษฐกิจได้มากกว่า 20 ล้านตัน มากกว่าประเทศอื่นใดรวมกัน 3-4 เท่า


ขวดหัวเชื้อเห็ดถังเช่าสีทอง

    กระนั้นก็ตาม ทางการของจีนก็ยังให้การสนับสนุนทั้งทางภาครัฐและเอกชน ให้มุ่งไปทำการผลิตและศึกษาเห็ดเป็นยามากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ยกตัวอย่างเช่น แต่เดิม เขตปกครองตัวเองทิเบต ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกประเทศจีนยึดครองมานั้น ในอดีต ความเป็นอยู่ของชาวทิเบตถือว่า ค่อนข้างยากจน แทบจะไม่มีสินค้าเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ต้องพึ่งสินค้าที่สำคัญต่อการอุปโภคและบริโภคจากผืนแผ่นดินใหญ่ คือ จีน แต่เมื่อมีการศึกษาเรื่องเห็ดเป็นยา พบว่า ที่ทิเบต มีเห็ดชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับหนอนที่อาศัยอยู่พื้นที่สูงๆ โดยสูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 4,000 เมตรขึ้นไป ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่ อากาศหนาวและมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี หนอนดังกล่าว จะออกมาหาอาหารหลังจากหิมะละลายในฤดูร้อนที่มีในช่วงระยะเวลาอันสั้น เมื่ออากาศเย็น มันจะหลบลงรู จำศีลอยู่ในรูไม่ขยับเขยื้อนครั้งละหลายเดือน ซึ่งการที่มันออกมาหาอาหาร กินน้ำค้างในช่วงฤดูร้อนนั้น หากตัวมันเองไปมีบาดแผล เพราะการเคลื่อนไหว มันก็จะเป็นโรคแล้วค่อยๆตายไปในที่สุด เมื่อมันตายไป เชื้อโรคที่อยู่ในตัวมัน จริงๆแล้ว ก็คือ เชื้อเห็ดชนิดหนึ่งนั่นเอง มันจะกินตับไตไส้พุงในตัวหนอนจนไม่มีอะไรเหลือ ยกเว้นปลอกหุ้มตัวหนอนเท่านั้น แล้วมันก็จะรวมตัวกันสร้างดอกเห็ดขึ้นมาเพื่อรับอากาศและสร้างสปอร์เพื่อสืบลูกสืบหลานต่อไป คนทิเบตพบว่า หากนำเอาเห็ดที่เป็นตัวหนอน ที่เรียกว่า ตังถั่งเช่ามาทานแล้ว จะทำให้กำลังวังชาดีขึ้น จึงเป็นที่นิยมกันสำหรับผู้คนที่ต้องการเสริมพละกำลัง

เห็ดถังเช่ากำลังเกิดดอกในขวดเพาะ


    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกีฬาที่จะต้องใช้พละกำลังค่อนข้างมาก จนกระทั่งในปี 2536 นักกีฑาจีนที่ไปแข่งวิ่งมาราธอนตั้งแต่ 10,000 ม. ขึ้นไป สามารถกำชัยชนะมาได้มากถึง 9 คน และทำลายสถิติโลกด้วย หลังจากนั้นอีก 1 ปีต่อมา มีการแข่งก๊ฑาประเภทเดียวกันที่เยอรมัน ก็พบว่า นักกีฑาจีนสามารถวิ่งระยะไกลได้ดีกว่าชาติไหน โดยได้รับการเปิดเผยว่า เคล็ดลับที่ทำให้นักกีฑาจีนสามารถวิ่งระยะไกลได้ดีกว่าคนในชาติอื่นนั้น เป็นเพราะนักกีฑาเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ทานเห็ดตัวถั่งเช่าทั้งสิ้น ในช่วงที่กำลังมีข่าวฮือฮากันนั้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้ประชุมปรึกษาหารือ เพื่อที่จะยับยั้งการใช้ตังถั่งเช่าให้แก่นักกีฬาก่อนการแข่งขัน ปรากฏว่า ไม่สามารถกระทำได้ เพราะตังถั่งเช่า หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ถั่งเช่านั้น คือ อาหารเสริมจากธรรมชาติ ไม่ใช่ยากระตุ้น จึงอนุญาตให้ใช้ได้ จากจุดนี้เอง ทำให้เห็ดหนอน หรือเห้ดถั่งเช่า กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และจากการที่เป็นสินค้าที่ซื้อขายกันเฉพาะคนทิเบตหรือคนภูฎานในราคาถูกมาก ตัวละไม่กี่บาท กลายเป็นสินค้าที่ทั่วโลกต้องการ และเนื่องจากมีปริมาณที่จำกัด ราคาจึงถีบตัวขึ้นนับพันนับหมื่นเท่า

ปัจจุบัน เห็ดถั่งเช่าเกรดเอ ขนาด 2,500 – 3,000 ตัวต่อ กก. ราคาที่ตลาดซิหนิง ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของทิเบตที่ติดกับจีน ประมาณ 3-4 ล้านบาท ปัจจุบันที่เมืองซิหนิง ที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ผู้คนนับหมื่นนับแสน หรือเมืองทั้งเมือง มีการค้าเห็ดถั่งเช่ากันขวักไขว่ไปหมด ดังนั้น ในงานประชุมเห็ดเป็นยานานชาติ ครั้งที่ 5 ที่เมืองหนานตง เมื่อ 3 ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนได้ทุ่มงบประมาณในการจัดประชุมประสพผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้คนรู้จักประเทศจีนมากขึ้น และรู้ว่า ประเทศจีนมีการผลิตเห็ดเป็นยากันอย่างจริงๆจังๆ จึงทำให้เกิดมีอุตสาหกรรมเห็ดเป็นยาเกิดขึ้นใหม่อย่างมากมาย กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่โดดเด่นที่สุดอีกแขนงหนึ่งของจีนในปัจจุบัน แน่นอน การประชุมเห็ดเป็นยานานชาตินั้น จะหมุนเวียนกันไปตามประเทศสมาชิกต่างๆทั่วโลก โดยจะจัดขึ้นในทุกๆ 2 ปี โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพ ที่พัทยา ในการประชุมครั้งที่ 2 ปีที่แล้ว(2554) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ที่ประเทศโครเอเซีย ที่เมืองซีเกรป ครั้งที่ 7 ก็น่าจะเป็นประเทศอื่นที่ยังไม่เคยจัด แต่ด้วยผลประโยชน์ที่เคยได้รับอย่างมหาศาลในการจัดครั้งที่ 5 ที่เมืองหนานตง ปรากฎว่า ในการจัดครั้งที่ 7 ที่จะถึงในปีหน้า คือ ปี 2556 นั้น รัฐบาลจีนได้ทุ่มงบมหาศาล เพื่อขอให้ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเห็ดนานชาติขึ้นอีก ณ ที่เดิม คือ ที่บริษัทอัลเฟ เมืองหนานตงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ ทราบว่าได้มีการเตรียมการและจัดงานยิ่งใหญ่กว่าครั้งที่ 5 อย่างแน่นอน

และที่แน่ๆ เห็ดที่น่าจะเป็นพระเอกที่สุด ก็คือ เห็ดถั่งเช่านั้นเอง ซึ่งตอนนี้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่า เห็ดถั่งเช่าที่มีคุณสมบัติทางยานั้น ไม่จำเป็นต้อง เป็นเห็ดถั่งเช่าที่มาจากที่สูง เช่น ทิเบตหรือที่ประเทศภูฎานเท่านั้น ยังมีเห็ดถั่งเช่าอีกหลายชนิด หนึ่งในนั้น คือ เห็ดถั่งเช่าสีทอง ซึ่งได้มีการค้นพบว่า เห็ดถั่งเช่าสีทองมีสารชนิดเดียวกับเห็ดตังถั่งเช่า หรือเห็ดถั่งเช่าที่มาจากทิเบตและภูฎาน แต่มีปริมาณของสารที่ออกฤทธิ์เป็นยาสูงกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร Cordycepin  และ Cordycepic acid ซึ่งเป็นสารหลักในการช่วยในขบวนการหายใจ ทำให้ร่างกายรับและนำเอาออกซิเจนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวช่วยเสิรมสร้างภูมคุ้มกันได้อย่างดีเลิศ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับ ผู้ป่วยพักฟื้นจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคมะเร็ง โรคไต ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเหตุให้เห็ดพวกนี้เป็นที่นิยมและต้องการในตลาดสูง เพราะมันมีผลต่อการเสริมสร้างพลังทางเพศ และเชื้ออสุจิที่แข็งแรงขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่เสื่อมสมรรถนะทางเพศ หรือผู้ชายที่มีบุตรยาก อันเนื่องจากเชื้อตัวผู้ไม่แข็งแรง

ดังนั้นที่ประเทศไต้หวัน จึงได้ทำการเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยส่วนใหญ่ ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะทำเพื่อจำหน่ายเป็นยาบำรุงร่างกายแก่มนุษย์เท่านั้น ยังมุ่งเน้นที่เอาไปใช้กับสัตว์ เพื่อนำไปผสมกับอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สัตว์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี นอกจากนี้ ยังนำเอาไปใช้ในการเพิ่มสมรรถนะของพ่อพันธุ์สัตว์ เช่น วัว หมู ไก่ ให้สามารถทำการผสมพันธุ์ได้นานยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างที่ อเมริกา ปกติ พ่อวัวพันธุ์ ที่จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลในการพัฒนากว่าจะได้พ่อวัวพันธุ์ดีเอาไว้รีดน้ำเชื้อ แต่ก็สามารถรีดน้ำเชื้อได้สูงสุดประมาณ 2 ปี เท่านั้น แต่หากนำเอาเห็ดถั่งเช่าสีทองผสมเข้าไปในอาหารในปริมาณที่เหมาะสม สามารถยืดอายุที่สามารถรีดน้ำเชื้อได้นานกว่า 4 ปี หรือกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งอาหารเสริมที่ทำจากเห็ดถั่งเช่าสีทองที่ใช้กับสัตว์นั้น ประเทศไทยก็นำเข้าจากไต้หวันปีๆหนึ่งเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท


จากเหตุผลดังกล่าว ทางอานนท์ไบโอเทค จึงได้ทำการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทองเป็นธุรกิจมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่เป็นการผลิตภายใต้สัญญาผูกขาดเพื่อส่งออกเท่านั้น บัดนี้สัญญาผูกขาดได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงถือว่าเป็นไท ที่ทางอานนท์ไบโอเทคพร้อมที่จะเผยแพร่ให้แก่สาธารณชนแล้ว โดยจากนี้ไป ทางอานนท์ไบโอเทค จะทำการถ่ายทอดเทคโนโลยี่เรื่องเห็ดเป็นยาหลายชนิดอันได้แก่ เห็ดถั่งเช่าสีทอง เห็ดกระดุมบราซิล เห็ดไมตาเก๊ะ เห็ดกระถินพิมาน เห็ดเยื่อไผ่ เห็ดตีนแรดหิมาลัย การผลิตเอ็นไซม์จากเห็ด การผลิตซูเปอร์รอยัลครีมจากเห็ดเป็นต้น  เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง

เห็ดขอนดำ


 
 เห็ดขอนดำ ชื่อนี้นักเลงเห็ดคงจะคุ้นหูกันดี เนื่องจากเป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมในการเพาะเพื่อจำหน่าย ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่
1. ภูมิอากาศบ้านเรา (ประเทศไทย) เหมาะสมที่สุด 2. เพาะง่าย ดูแลง่ายไม่ยุ่งยาก 3. ราคาขายน่าพอใจ 4. เป็นที่นิยมของตลาด 5. อายุของก้อนเชื้อยาวนาน (ประมาณ 6 เดือน)  

วัสดุและอุปกรณ์ในการเพาะ 1. อาหารเพาะ 2. หัวเชื้อเห็ดขอนดำ 3. ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 7 x 13 หรือ 8 x 13 หรือ 6.5 x 12 นิ้ว หรือเท่าไรก็ตามใจ 4. คอขวดพลาสติก ฝาปิด(จุกประหยัด) 5. เตานึ่งแบบลูกทุ่ง แบบสตีม อะไรก็ได้ที่สามารถนึ่งฆ่าเชื้อได้ 6. โรงเรือนบ่มเส้นใย และโรงเรือนเปิดดอก

อาหารเพาะ  สูตรที่ 1
1. ขี้เลื่อยไม้ยางพารา(ดีที่สุด)  100   กิโลกรัม
2. รำละเอียด                            3 - 5 กิโลกรัม
3. ปูนขาว หรือ ยิปซั่ม              0.5 - 1 กิโลกรัม
4. น้ำตาลทราย                        2 - 3 กิโลกรัม
5. น้ำสะอาด                             50 - 60 %

 อาหารเพาะ  สูตรที่ 2
1. ขี้เลื่อยไม้ยางพารา(ดีที่สุด)                   100   กิโลกรัม
2. แอมโมเนียมซัลเฟต                               1     กิโลกรัม
3. ปูนขาว                                                 1     กิโลกรัม  
4. ส่วนผสม 3 ชนิดนี้ หมักกับน้ำประมาณ 2 - 3 เดือน กลับกอง 3 - 4 ครั้ง แล้วนำไปผสมกับ
5. รำละเอียด                                             3     กิโลกรัม  
6. น้ำตาลทราย                                         2     กิโลกรัม  
7. ปรับความชื้นด้วยน้ำสะอาด                  50 - 60 %  

วิธีการเพาะเห็ด 1. บรรจุอาหารเพาะลงในถุงพลาสติกทนร้อน กดให้แน่นน้ำหนักประมาณ 800 กรัม - 1000 กรัม  2. รวบปากถุง สวมคอขวด พับปากถุง ดึงให้ตึง อุดด้วยสำลี ปิดด้วยจุกประหยัด 3. นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 90 องศาเซลเซียสนานอย่างน้อย 3 ชั่วโมง 4. ปล่อยให้เย็น ประมาณ 24 ชั่วโมง 5.เติมเชื้อข้าวฟ่างประมาณ 20 - 25 เมล็ด 6. ปิดด้วยสำลีก้อนเดิม ปิดด้วยกระดาษรัดด้วยยาง 7. นำไปบ่มเชื้อในห้องอุณหูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส ประมาณ 20 -30 วันจนเส้นใยเดินเต็มก้อน 8. นำเข้าโรงเรือนเปิดดอก 9. โรงเรือนเปิดดอกควรให้แสงผ่านเข้าภายในโรงเรือนได้ประมาณ 60 - 70 % อากาศถ่ายเทได้ หลังคากันฝนได้ 10.สภาพภายในโรงเรือนเปิดดอกต้องร้อน ชื้น (เหมาะกับอากาศบ้านเรา) ฤดูหนาวไม่ดีแน่ ๆ 11. ความชื้นสัมพัทธ์ 70 - 80 % อุณหภูมิ 33 - 36 องศาเซลเซียส 12. ขนาดของดอกขณะเก็บต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซ็นติเมตร 13. ตัดดอกให้เหลือก้านดอกน้อยที่สุด  

เห็ดขอนขาว


"ลิขิตฟ้า หรือจะสู้ มานะคน"
วันนี้ อาชีพพารวย จะแนะนำ "การเพาะเห็ดขอนขาว" เป็น อาชีพซึ่งเป็นเห็ดที่ได้รับความนิยม และมีราคาดีพอสมควรสำหรับตลาดรับซื้อ ถ้ารับซื้อที่หน้าโรงเพาะ ราคาขายส่งจะตกกิโลกรัมละ 55-60 บาท ถ้านำไปขายปลีก จะตกกิโลกรัมละ 80-100 บาท ถ้าหากในช่วงฤดูหนาวจะมีราคาถึงกิโลกรัมละ 120-130 บาท เพราะเห็ดจะออกน้อยมาก ราคาจึงสูง สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวของคุณได้ ไม่ต่ำกว่า 1 -2 หมื่นบาท / เดือน

การเพาะเห็ดขอนขาว
การ ใช้ขอนไม้ เช่น ไม้มะม่วง ในการเพาะเห็ดขอนขาว การเพาะเห็ดด้วยวิธีนี้ เราต้องใช้ท่อนไม่มะม่วง แล้วเจาะรู เพื่อนำเชื้อเห็ดอัดลงไปในรูที่เราเจาะ เรามาดูวิธีการทำกันเลย

วิธีการและขั้นตอนการเพาะเห็ด
  • เตรียมท่อนไม้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์ 4 – 6 นิ้ว ความยาว 1 เมตร
  • ใช้ สว่านไฟฟ้าขนาด 5 - 6 หุน เจาะขอนไม้ที่เตรียมไว้เป็นรูให้มีความลึกประมาณ 5 เซนติเมตร โดยทำเป็นแถวๆ ตามความยาวของไม้ และให้แต่ละแถวให้ห่างกันประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร
  • นำ เชื้อเห็ดที่ซื้อมา ส่วนใหญ่เขาใช้ทำมาจากเมล็ดธัญพืชคือเมล็ดข้าวฟ่าง ใส่เชื้อเห็ดลงไปในรูไม้ที่เจาะแล้วประมาณ 10 เมล็ด แล้วนำขี้เลื่อยของไม้ที่เจาะแล้วใส่ลงไปใส่จนแน่น
  • หลังจากนั้นใช้ปูนซีเมนต์ผสมทรายอัตราส่วน 1 : 1 คลุกน้ำหมาด ๆ ปิดรูที่ใส่เชื้อเห็ดแล้ว หรือปูนยาแนวกระเบื้อก็ได้
  • จาก นั้นนำขอนเห็ดไปเก็บพักไว้ในที่ร่ม หรือใต้ต้นไม้เพื่อเป็นการบ่มเชื้อเห็ด และควรรดน้ำให้ขอนเห็ดประมาณ 5 – 10 วัน รดสักครั้ง หรือถ้าเห็นว่าขอนแห้งเกินไป ก็สามารถรดน้ำได้เลย
การบ่มเชื้อ
  • การ วางขอนเห็ด โดยวางขอนไม้ให้เป็นซ้อนกันเป็นสี่ด้าน ไม่ให้ถูกแสงแดด เพราะจะทำให้ขอนไม้แห้งเร็วเกินไป เชื้อเห็ดจะเจริญขยายเส้นใยไม่ได้เต็มที่ การบ่มพักเชื้อจะใช้เวลานาน 2 - 3 เดือน หรืออาจนานกว่านี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของขอนไม้ ถ้าขอนไม้ใหญ่ใช้เวลานานขึ้น เพราะเชื้อเห็ดจะอาศัยน้ำเลี้ยงจากเปลือกไม้เป็นอาหาร ดังนั้นถ้าขอนไม้แห้งเร็วเกินไปควรรดน้ำช่วยบ้าง
การเปิดดอก หรือการทำให้เห็ดเกิดดอก
  • เมื่อ เชื้อเห็ดเจริญได้ที่และเปลือกไม้เริ่มผุจนย่างเข้าถึงฤดูฝน เห็ดก็จะออกดอกขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องรดน้ำ ปล่อยให้เห็ดเกิดดอกตามธรรมชาติ ซึ่งผลปรากฏว่า เห็ดออกดอกได้ปีละ 3 - 5 ครั้ง และผลผลิตต่อขอนก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมมาก โดยช่วงเวลาที่เห็ดออกดอกได้ดีเป็นช่วงเวลากลางคืน ถึงเช้ามืด

- แต่ปัจจุบันนี้ การเพาะเห็ดขอนขาว เขามีการเพาะเห็ดขอนโดยใช้ก้อนเชื้อ เหมือนเห็ดนางฟ้ากันแล้ว แต่ต้องทำโรงเรือนนะ แล้วการเพาะโดยใช้ก้อนเชื้อ จะให้ผลผลิตที่ดีกว่า การเพาะแบบใช้ขอนไม้

ตลาดรับซื้อ เห็ด ขอนขาว คือ ตลาดสี่มุมเมือง - ตลาดไท ลองติดต่อฝ่ายตลาด ของตลาดเขาดูนะ เพราะตลาดทั้งสองแห่งนี้พ่อค้าแม่ค้าจะรับซื้อเป็นจำนวนมาก ประมาณเจ้าละ 100 - 200 โล ก่อนคุณลงมือทำ   อาชีพพารวย  แนะ นำให้หาตลาดส่งก่อน หรือถ้าคุณมีผลผลิตน้อย ก็ส่งแม่ค้าในตลาดสดใกล้บ้าน หรือตลาดสดของจังหวัดนั้นๆ ถ้าเพื่อนๆ ทำตลาดดีๆ คุณเพาะเห็ดไม่พอส่งแน่ๆ ตัวอย่างราคาเห็ด ณ ตอนนี้
- ราคาเห็ดเข็มทอง100กกขึ้นราคา110บาท
- เห็ดหอมสด50กก.ขึ้น 170บาท
- นางรมหลวง 170บาท

เห็ดฟาง


การเพาะเห็ดฟาง เพาะเชื้อเห็ด
ลักษณะ ของการเพาะเห็ดฟางในปัจจุบันนี้มีอยู่หลายวิธี คือ การเพาะเห็ดฟางแบบกองสูง, การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย, การเพาะเห็ดฟางจากเปลือกฝักถั่ว, การเพาะเห็ดฟางแบบ โรงเรือน หรืออุตสาหกรรม เป็นต้น การเพาะเห็ดฟางแบบกองสูงนั้น ในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมทำกันนักเพราะใช้เวลาการเพาะนาน อีกทั้งต้องเสียเวลา ในการดูแลรักษานานอีกด้วย ส่วนวิธีการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยนั้น กำลังเป็นที่นิยมมากเพราะมีวิธีการทำที่ง่าย ทั้งวัสดุที่ใช้เพาะก็หาได้ง่าย และผลผลิตที่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ในที่นี้จะกล่าวรายละเอียดเฉพาะการเพาะแบบกองเตี้ยเท่านั้น

ชื้อเห็ดฟางที่จะใช้เพาะ การเลือกซื้อเชื้อเห็ดฟางเพื่อให้ได้เชื้อเห็ดที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับราคามีหลักเกณฑการพิจารณาดังนี้ คือ
- เมื่อจับดูที่ถุงเชื้อเห็ด ควรจะต้องมีลักษณะเป็นก้อนแน่นมีเส้นใยของเชื้อเห็ดเดินเต็มก้อนแล้ว
- ไม่มีเชื้อราชนิดอื่น ๆ หรือเป็นพวกแมลง หนอน หรือตัวไร เหล่านี้เจือปน และไม่ควรจะมีน้ำอยู่ก้นถุง ซึ่งแสดงว่าชื้นเกินไป ความงอกจะไม่ดี
- ไม่มีดอกเห็ดอยู่ในถุงเชื้อเห็ดนั้น เพราะนั่นหมายความว่าเชื้อเริ่มแก่เกินไปแล้ว
ขั้นตอนในการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย
1. เตรียมดินให้เรียบ พลิกหน้าดินตากแดดไว้ 3-4 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค
2. การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยใช้ได้ทั้งตอซังและปลายฟางถ้าเป็นตอซังแช่น้ำพอ อ่อนตัวก็นำมาเพาะได้ ปกติประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นปลายฟางแข็ง ๆ ควรแช่น้ำประมาณ 1-2 วัน หรือจุ่มน้ำแล้วนำมากองสุมกันไว้ประมาณ 1 คืน ให้อิ่มตัวนิ่มดีเสียก่อนจึงจะใช้ได้ดี ถ้าเป็นผักตบชวาหรือต้นกล้วยจะสับหรือไม่สับก็ได้ แต่ต้องแช่น้ำพอนิ่ม ปกติแช่น้ำประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วนำมาใช้กองได้เลย
3. หลังจากแช่น้ำวัสดุที่จะใช้เพาะได้ที่แล้ว ให้นำวัสดุที่ใช้เพาะนั้น ใส่ลงในกะบะไม้ที่วางเอาด้านกว้างซึ่งมี ลักษณะป้านลงสัมผัสพื้น ให้ด้านแคบอยู่ข้างบนใส่ให้สูงประมาณ 4-6 นิ้ว ถ้าเป็นตอซังให้วางโคนตอซังหันออกด้านนอก ส่วนปลายอยู่ด้านในใช้มือกดฟางให้แน่นพอสมควร แต่ถ้าเป็นปลายฟางควรขึ้นไปย่ำพร้อมทั้งรดน้ำให้ชุ่ม ข้อควรระวังอย่าให้แฉะหรือแห้งจนเกินไป
4. นำอาหารเสริมที่ชุบน้ำแล้วโรยเป็นแถบกว้างประมาณ 2 นิ้ว รอบ ๆ ด้านทั้งสี่ด้านหนาประมาณ 1 นิ้ว
5. แบ่งเชื้อเห็ดฟางจากถุงซึ่งปกติเชื้อเห็ดฟาง 1 ถุง หนักประมาณ 200 กรัม ออกเป็น 3-4 ส่วน เท่า ๆ กัน
จากนั้นโรยเชื้อเห็ดฟาง 1 ส่วน โดยโรยลงบนอาหารเสริมให้ทั่วและชิดกับขอบของแบบไม้ทั้งสี่ด้านก็เป็นการเสร็จชั้นที่ 1
6. ทำชั้นที่ 2 และ 3 หรือ 4 ต่อไปก็ทำเช่นเดียวกับชั้นที่ 1 ทุกอย่าง เมื่อทำมาถึงขั้นสุดท้าย ให้โรยอาหาร
เสริมและเชื้อเห็ดให้เต็มทั่วหลังแปลง
7. นำฟางที่แช่น้ำมาปิดทับให้หนา 1-2 นิ้ว แล้วเอาแบบไม้ออกโดยใช้มือข้างหนึ่งกดกองฟางไว้และทำกองอื่น ต่อ ๆ ไป
8. ทำกองอื่น ๆ ต่อไปให้ขนานกบกองแรก โดยเว้นระยะห่างประมาณ 6-12 นิ้ว
9. ช่องว่างระหว่างกองแต่ละกองสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตได้อีก โดยอาจจะโรยเชื้อ
เห็ดฟางลงไปบนช่องว่างระหว่างกอง เพราะบริเวณนี้ก็สามารถทำให้เกิดดอกเห็ดได้ จากนั้น รดน้ำดินรอบ ๆ กองให้เปียกชื้น
10. คลุมกองฟางด้วยผ้าพลาสติก โดยใช้ 2 ผืนเกยทับกันตรงกลางคลุมให้สูงกว่ากองฟางเล็กน้อยโดยคลุม เป็นแถว ๆ ถ้าอากาศร้อน ให้คลุมห่าง อากาศเย็นให้คลุมชิดหรืออาจคลุมติดกองเลย ในกรณี อากาศเย็นจัด การ คลุมพลาสติกเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละแห่งในแต่ละ ฤดูจะต้องดัดแปลงไปตามความต้องการของเห็ด คือ ช่วงระยะแรก ราววันที่ 1-2 เชื้อเห็ดต้องการอุณหภูมิประมาณ 35-38 ํซ. และ ในวันต่อ ๆ มาต้องการอุณหภูมต่ำลงเรื่อย ๆ จนราว วันที่ 8-10 ซึ่ง เป็นวันที่เก็บผลผลิตนั้นต้องการอุณหภูมิราว 30 องศาเซลเซียส
11. นำฟางแห้งมาคลุม ทับผ้าพลาสติกอีกครั้งหนึ่งจนมิดเพื่อป้องกันแสงแดด แล้วใช้ของหนัก ๆ ทับปลายผ้า ให้ติดพื้นกันลมตี

การดูแลรักษา
1. การดูแลรักษากองเห็ด ให้ใช้ผ้าพลาสติกใสหรือสีก็ได้ ถ้า เป็นผ้าพลาสติกยิ่งเก่าก็ยิ่งดีคลุม แล้วใช้ฟางแห้งคลุมกันแดดกันลม ให้อีกชั้นหนึ่ง ควรระวังในช่วงวันที่ 1-3 หลังการกองเพาะเห็ด ถ้า ภายในกองร้อนเกินไปให้เปิดผ้าพลาสติกเพื่อระบายความร้อนที่ร้อน จัดจนเกินไป และให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น ดูแลให้ดีก็จะเก็บ ดอกเห็ดได้ประมาณในวันที่ 8-10 โดยไม่ต้องรดน้ำเลย ผลผลิต โดยเฉลี่ยจะได้ดอกเห็ดประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อกอง 

2. การตรวจดูความร้อนในกองเห็ด โดยปกติเราจะรักษา อุณหภูมิในกองเห็ดโดยเปิดตากลม 5-10 นาที แล้วปิดตามเดิม ทุกวันเช้าเย็น ถ้าวันไหนแดดจัดอุณหภูมิสูงความร้อนในกองเห็ดมาก ก็ควรเปิดชายผ้าพลาสติกให้นานหน่อย เพื่อระบายความร้อนใน กองเห็ด วิธีตรวจสอบความชื้นทำได้ไดยดึงฟางออกจากกองเพาะ แล้วลองบิดดู ถ้าน้ำไหลออกมาเป็นสายแสดงว่าแฉะไป แต่ถ้ากองฟาง แห้งไปเวลาบิดจะไม่มีน้ำซึมออกมาเลย ถ้าพบว่ากองเห็ดแห้งเกินไปก็ควรเพิ่มความชื้นโดยใช้บัวรดน้ำเป็นฝอยเพียงเบา ๆ ให้ชื้น หลังจากทำการเพาะเห็ดประมาณ 1 อาทิตย์ จะเริ่มมีตุ่มดอกเห็ดสีขาว เล็ก ๆ ในช่วงนี้ต้องงดการให้น้ำโดยตรงกับดอกเห็ด ถ้าดอกเห็ด ถูกน้ำในช่วงนี้ดอกเห็ดจะฝ่อและเน่าเสียหาย ให้รดน้ำที่ดินรอบกอง
การ เก็บเห็ดฟาง เมื่อกองฟางเพาะเห็ดไปแล้ว 5-7 วัน จะเริ่มเห็นตุ่มสีขาวเล็ก ๆ เกิดขึ้น ตุ่มสีขาวเหล่านี้จะเจริญเติบโตเป็นเห็ดต่อไป เกษตรกรจะเริ่มเก็บเห็ดได้เมื่อเพาะไปแล้วประมาณ 7-10 วัน แล้วแต่ความร้อน และการที่จะเก็บเห็ดได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับวิธีการเพาะและฤดูกาล คือ ฤดูร้อนและฤดูฝนจะเก็บเห็ดได้เร็วกว่าฤดูหนาว เพราะความร้อน ช่วยเร่งการเจรญเติบโตของเห็ด นอกจากนั้นถ้าใส่อาหารเสริมด้วยแล้ว จะทำให้เกิดดอกเห็ดเร็วกว่าไม่ใส่อีกด้วย ดอกเห็ดที่ขึ้นเป็นกระจุก มีทั้งอ่อนและแก่ ถ้ามีดอกเล็ก ๆ มากกว่าดอกใหญ่ ควรรอเก็บเมื่อดอกเล็กโตหรือรอเก็บชุดหลัง เก็บดอกเห็ดขึ้นทั้งกระจุกโดยใช้มือจับ ทั้งกระจุกอย่างเบาๆ แล้วหมุนซ้ายและขวาเล็กน้อย ดึงขึ้นมาพยายามอย่าให้เส้นใยกระทบกระเทือน


ศัตรูและการป้องกันกำจัด
1. แมลง เช่น มด ปลวก ไรเห็ด วิธีแก้ไขโดยใช้สารเคมีพวก เซฟวินโรยรอบๆ กอง ห่างประมาณ 1 ศอก
อย่า โรยในกองทำประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเริ่มกองเห็ดและควรจะโรยสารเคมีนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะเริ่มกองเห็ด แต่อย่าโรยภายในกอง เพราะจะมีผลต่อการ ออกดอก ทั้งยังมีสารพิษตกค้างในดอกเห็ดซึ่งเกิดอันตรายต่อผู้กิน
2. เห็ดคู่แข่ง คือเห็ดที่เราไม่ได้เพาะแต่ขึ้นมาด้วย หรือเชื้อโรค อื่นๆ ที่เป็นศัตรูของเห็ดฟาง เช่น พวกราต่าง ๆ วิธีแก้คือการเก็บ ฟางไม่ควรให้ถูกฝน และถ้ามีราขึ้นให้หยิบฟางขยุ้มนั้นทิ้งให้ไกลกองเพาะ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม
1. ในการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยนั้น หากมีการเพาะหลาย ๆ กองเรียงกันแล้ว จะสามารถใช้ประโยชน์จากเนื้อที่ระหว่างกองแต่ละกองได้อีกด้วย เนื่องจากขณะรดน้ำก็จะมีธาตุอาหาร อาหารเสริม เส้นใยเห็ดที่ถูกน้ำชะไหลลงไปรวมอยู่บริเวณพื้นที่ระหว่างกอง จึง ทำให้บริเวณนั้นมีอาหารครบถ้วนต่อการเกิดดอกเห็ด และยิ่งถ้าให้ ความเอาใจใส่ดูแลอย่างดี หมั่นตรวจดูความชื้น อุณหภูมิ ให้เหมาะสม ต่อการเกิดดอกด้วยแล้ว พื้นที่ระหว่างกองนั้นก็จะให้ดอกเห็ดได้ อีกด้วย
2. ฟางที่จะใช้สำหรับการเพาะนั้นจะใช้ตอซัง หรือจะใช้ฟางที่ ได้จากเครื่องนวดข้าวก็ได้
3. หลังจากเก็บดอกเห็ดหมดแล้ว ควรเอากองเห็ดหลาย ๆ กอง มาสุมรวมกันเป็นกองใหม่ให้กว้างประมาณ80 ซม. ทำแบบการเพาะ เห็ดกองสูง แล้วรดน้ำพอชุ่มคลุมฟางได้สัก 6-8 วัน ก็จะเกิดดอกเห็ด ได้อีกมากพอสมควรเก็บได้ประมาณ 10-15 วันจึงจะหมด วัสดุที่ใช้นี้ หลังจากเพาะเห็ดฟางแล้วสามารถนำไปเพาะเห็ดอย่างอื่นได้อีกด้วยโดยแทบไม่ต้อง ผสมอาหารเสริมอื่น ๆ ลงไปอีกเลย หรือจะใช้เป็น ปุ๋ยหมักสำหรับต้นไม้ก็ได้ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับปุ๋ยอินทรีย์ที่ กทม. ขายอยู่นั้นมาก
4. เมื่อเก็บดอกเห็ดหมดแล้ว นำฟางจากกองเห็ดเก่านี้ไปหมักเป็นปุ๋ยหมักใช้กับพืชอื่น ๆ ต่อไป หรือนำฟาง
ที่ได้จากการเพาะเห็ด ไปเพาะเห็ดนางรม เป๋าฮื้อ ก็ได้ 
5. การขุดดินตากแดด 1 สัปดาห์ ย่อยให้ดินร่วนละเอียด จะทำให้ผลผลิตเห็ดได้มากกว่าเดิมอีก 10-20%
เพราะเห็ดเกิดบนดิน รอบ ๆ ฟางได้
6. การเปลี่ยนวิธีคลุมกองเห็ดตั้งแต่วันที่ 4 นับจากการเพาะ เป็นต้นไป ให้เป็นแบบหลังคาประทุนเรือจะทำ
ให้ได้เห็ดเพิ่มขึ้น 



เห็ดนางฟ้า


การเพาะเห็ดนางฟ้า ตอนที่ 1
วัสดุอุปกรณ์ในการเพาะเห็ดนางฟ้า

1.วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื่อยไม้ยางพารา อาหารเสริม
แม่เชื้อเห็ดชนิดที่ต้องการ
2.ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 6 3/4 x 12 1/2 หรือ 8x12 นิ้ว
3.คอขวดพลาสติกเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 1/2 นิ้ว
4.สำลี ยางรัด
5.ถังนึ่งไม่อัดความดัน หรือหม้อนึ่งความดัน
6.โรงเรือนหรือที่บ่มเส้นใย
การเตรียมวัสดุเพาะจากขี้เลื่อยไม้ยางพารา

     ส่วนมากจะใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา หรือขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณ หรือใช้ฟางข้าวก็ได้  ตามฟาร์มเห็ดทั่วไปแล้วเพื่อความสะดวกในการหมักและผสมวัสดุจึงนิยมใช้ขี้ เลื่อยไม้ยางพารา  ซึ่งเป็นขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อนและมีสารอาหารที่มีคุณค่าในการเพาะเห็ดมาก
อัตราส่วนในการผสมวัสดุอื่นๆ
ขี้เลื่อย          100    กิโลกรัม
รำละเอียด      6       กิโลกรัม
ปูนขาว          1       กิโลกรัม
ดีเกลือ           0.2    กิโลกรัม
ยิปซัม           0.2    กิโลกรัม
น้ำสะอาด       60-70 %

สูตรที่  2
 ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแห้ง   100   กิโลกรัม
รำละเอียด                   5      กิโลกรัม
ยิปซัม                        0.2   กิโลกรัม
ปูนขาว                       1      กิโลกรัม
ดีเกลือ                        0.2   กิโลกรัม
ปรับความชื้นของวัสดุเพาะประมาณ  60-65 %

 วัสดุ ทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมได้เมื่อชั่งหรือตวงวัสดุทั้ง หมดแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน และหมั่นตรวจดูความชื้นบ่อยๆ เพื่อไม่ให้วัสดุเปียกแฉะจนเกินไป  ซึ่งจะทำให้มีผลในการทำให้เชื้อเห็ดไม่เดิน

 วิธีการเตรียมวัสดุเพาะ
     นำส่วนผสมดังกล่าวข้างต้น  ผสมให้เข้ากันด้วยมือหรือเครื่องผสมแล้วปรับความชื้น 60-65 % โดยเติมน้ำพอประมาณ ใช้มือกำขี้เลื่อยบีบให้แน่น ถ้ามีน้ำซึมที่ง่ามมือแสดงว่าเปียกเกินไป (ให้เติมขี้เลื่อยแห้งเพิ่ม) ถ้าไม่มีน้ำซึมให้แบมือออก ขี้เลื่อยจะรวมกันเป็นก้อนแล้วแตกออก 2-3 ส่วน ถือว่าใช้ได้แต่ถ้าแบมือแล้วขี้เลื่อยไม่รวมตัวเป็นก้อน แสดงว่าแห้งไป ให้เติมน้ำเล็กน้อย

1.บรรจุขี้เลื่อยใส่ถุงพลาสติกทนร้อน  น้ำหนัก 8-10 ขีด
2.กระแทกกับพื้นพอประมาณ และทุบให้แน่นพอประมาณ 2 ใน 3 ของถุง หรือใช้เครื่องอัดก้อนเห็ด ใส่คอขวด ปิดฝาด้วยฝาจุกแบบประหยัด
3.นำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่ 100 องศาเซลเซียส  3 ชั่วโมง  แล้วนำมาพักให้เย็นในที่สะอาด
4.การใส่หัวเชื้อ

ลักษณะเชื้อเห็ดที่ดี
      จะต้องไม่มีเชื้อราอื่นๆ เจือปน เช่น ราดำ ราเขียว ราส้ม ปนเปื้อน อยู่ในขวดเชื้อนั้น เพราะจะทำให้ถุงเพาะเชื้อเห็ดติดโรคราอื่นได้  โดยสังเกตเส้นใยของเชื้อเห็ดจะต้องมีเส้นใย สีขาวบริสุทธิ์และดินเต็มขวด หัวเชื้อควรเลือกหัวเชื้อที่เจริญเต็มเมล็ด ธัญพืชใหม่ๆเพราะเชื้อในระยะนี้กำลังแข็งแรงและเจริญเติบโตรวดเร็วสถานที่ เขี่ยเชื้อเห็ด  ควรเขี่ยในห้องที่สะอาดและสามารถป้องกันลมได้เพื่อช่วยลดเชื้อปลอมปน ทำให้เปอร์เซ็นต์ของก้อนเชื้อที่เสียต่ำลงในการเขี่ยเชื้อเห็ด ควรใช้ลวดแข็งๆ เผาไฟให้ร้อน ในถึงก้อนเชื้อประมาณ 15-20 เมล็ดแล้วปิดด้วยจุกสำลี เพื่อฆ่าเชื้อ  แล้วกวนตีเมล็ดข้าวฟ่างให้ร่วน เพื่อสะดวกในการเทเมล็ดข้าวฟ่างลงในถึงก้อนเชื้อใส่หัวเชื้อเห็ดที่เลี้ยงบน เมล็ดข้าวฟ่างลงและปิดจุกไว้ตามเดิม
การทำให้เกิดดอกดูแลรักษาเห็ดนางฟ้า
                ก่อนการเปิดดอกควรนำก้อนเชื้อเห็ดมาวางไว้ประมาณ 3-4 วัน เห็ดนางฟ้าจะเปิดถุง  โดยเอาจุกสำลีออก นำก้อนไปเรียงซ้อนกัน  จะใช้ชั้นไม่ไผ่ตัว A หรือชั้นแขวนพลาสติกก็ได้ รดน้ำ   รักษาความชื้นให้มากในโรงเรือนให้มากกว่า 70 %  วันละ 2-6ครั้ง ขึ้นอยู่กับ สภาพอากาศ  โดยสเปรย์น้ำเป็นฝอย ระวังอย่ารดน้ำเข้าในถุง  เพราะถุงจะเน่าและเสียเร็ว หลังจากบ่มเชื้อครบ 30-35  วัน  นำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือนเปิดดอก โดยแกะกระดาษเขี่ยข้าวฟ่างและสำลีออกให้หมด  ทำความสะอาดพื้นโรงเรือนรดน้ำให้ชุ่ม  วันละ  3  เวลา  คือ  เช้า  เที่ยง  เย็น เห็ดจะออกดอก  ได้ดี   ตัดแต่งตีนเห็ดก่อนนำไปจำหน่ายให้แม่ค้าในชุมชน




การเพาะเห็ดหอม




การเพาะปลูก การปลูกเห็ดหอม

 เห็ด หอม เป็นเห็ดที่รู้จักและนิยมบริโภคกันมานานนับศตวรรษในหมู่ชาวจีนและญี่ปุ่น ทั้งนี้นอกจากมีรสชาติดีและกลิ่นหอมแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีคุณสมบัติทางยาอีกด้วย ถือเป็น ยาอายุวัฒนะขนานหนึ่ง จากการศึกษาค้นคว้าระหว่างสถาบันมะเร็งแห่งชาติของญี่ปุ่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยในรัฐเซาท์แคโรไลนาของสหรัฐอเมริกา พบว่าเห็ดหอมมีสารพิเศษที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์หลายชนิด เช่น สารเลนติแนน (lentinan) สารอีรีทาดีนิน (eritadenin) และสารเอซี-ทูพี (AC-2P) ทำให้เห็ดหอมมีประสิทธิภาพในการต่อต้านมะเร็ง ลดไขมันในเส้นเลือดและต่อต้านเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไข้หวัด จึงทำให้ผู้บริโภคหันมารับประทานเห็ดหอมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

เนื่อง จากเห็ดหอมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจะออกดอกเฉพาะฤดูกาลและมีปริมาณไม่ เพียงพอกับความต้องการ จึงได้มีการศึกษาค้นคว้า หาวิธีการเพาะมาแต่โบราณ และพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีกรรมวิธีการเพาะที่ง่าย ไม่สลับซับซ้อน และสามารถเพาะได้ตลอดทั้งปีคือเพาะบนท่อนไม้และเพาะในขี้เลื่อย

วิธี การเพาะบนท่อนไม้ ไม้ที่ใช้เพาะเห็ดหอมมีหลายชนิดทั้งไม้เนื้อแข็งและไม้เนื้ออ่อน ไม้ที่ให้ผลผลิตสูง ได้แก่ ไม้ในสกุลก่อ โอ๊ค ขั้นตอน การเพาะแบ่งออกได้ดังนี้

การเตรียมไม้ ตัดไม้เป็นท่อน ๆ ยาวประมาณท่อนละ 100 ซม. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ 5 ซม. ขึ้นไป ระวังอย่าให้เปลือกไม้ช้ำ ฉีก แตก หรือล่อน ถ้าไม้นั้นชุ่มน้ำก็ให้พักไม้ไว้ 15-30 วัน จึงจะใส่เชื้อ

การ ใส่ เชื้อ เจาะรูที่ท่อนไม้ด้วยตุ๊ดตู่หรือสว่านไฟฟ้าเป็นแถวตามความยาวของท่อนไม้ แต่ ละรูและแถวห่างกันประมาณ 7 ซม. ขนาดรูกว้าง ประมาณ 1 ซม. ลึก 2.5 ซม. นำเชื้อซึ่งทำจาก ขี้เลื่อยมาทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ขนาดใกล้เคียงกับรู ที่เจาะไว้ ใส่เชื้อเกือบเต็มรู แล้วปิดด้วยฝาเปลือกไม้ (ที่เจาะด้วยตุ๊ดตู่ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย) และตอกให้แน่นแนบสนิทกับเปลือกท่อนไม้ เมื่อใส่ เชื้อทั่วทุกรูแล้วนำท่อนไม้ไปกองไว้ใต้ร่มไม้หรือใน โรงเรือน


การ ดูแลรักษา ขณะกองพักไม้ไว้เพื่อให้เชื้อเจริญเติบโตทั่วท่อนไม้ ต้องหมั่นดูแลรักษาความชื้นในเนื้อไม้ไม่ให้แห้งด้วยการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ และดูแลเรื่องความสะอาด ระวังอย่าให้ปลวกหรือ แมลงทำลายท่อนไม้ และควรกลับกองไม้ประมาณเดือนละครั้ง โดยสลับเอาท่อนไม้ด้านบนลงไว้ ด้านล่าง ทั้งนี้เพื่อให้ท่อนไม้ได้รับความชื้นใกล้เคียงกัน และเป็นการช่วยกระตุ้นให้เชื้อเห็ดเจริญเต็มทั่วทั้งท่อน

การ ออกดอก เมื่อเชื้อเจริญเติบโตทั่วท่อนไม้ ใช้เวลา 3-6 เดือน เชื้อเห็ดก็จะเริ่มสร้างตุ่มดอกและออกดอกเป็นช่วง ๆ ตามความพอเหมาะของอุณหภูมิและความชื้นในอากาศ เพื่อให้มีผล ผลิตเห็ดออกตลอดทั้งปี จึงได้มีการคิดค้นวิธีบังคับให้เห็ดออกดอกได้ตามความต้องการ ด้วยการกระตุ้นหรือเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น การสั่นสะเทือน การทำให้เย็น และการเพิ่มความชื้นภาย ในท่อนไม้ให้มีมากกว่าปกติ ก็จะทำให้เชื้อเห็ดสร้างดอกได้

วิธีการเพาะเห็ดหอมในขี้ เลื่อย มีวิธีการเพาะที่คล้ายคลึงกับการเพาะเห็ดชนิดอื่น ๆ โดยใช้ ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน เช่น ยางพารา เหียง ตึง และจามจุรี (ก้ามปู) เป็นต้น เพิ่มอาหารเสริม เช่น รำข้าว ข้าวฟ่าง น้ำตาล และดีเกลือ โดยมีขั้นตอนแบบการเพาะเห็ดถุงทั่วไป

การเตรียมขี้เลื่อย และบรรจุ ถุง ใช้ขี้เลื่อยผสมกับอาหารเสริมและน้ำ คลุกเคล้าให้เข้ากันดี ความชื้นประมาณ 65% บรรจุส่วนผสมใส่ถุงพลาสติก ทนร้อน แล้วอบฆ่าเชื้อ

การ ใส่เชื้อ ใช้เชื้อเห็ดที่เลี้ยงในเมล็ด ข้าวฟ่างหรือขี้เลื่อยใส่ลงไปในถุงขี้เลื่อยที่อบฆ่าเชื้อซึ่งเย็นแล้ว จากนั้นนำไปวางเรียงบนชั้นในโรงเรือน เพื่อให้เชื้อทวีการเจริญเติบโตจนทั่วถุง

การดูแล หมั่นดูแลโรงเรือนให้สะอาด และรักษาอุณหภูมิในโรงเรือนอย่าให้สูงเกินไป ไม่ ต้องรดน้ำถุงขี้เลื่อย

การ ออกดอก เมื่อเชื้อเจริญเติบโตได้ 3-6 เดือน ก็พร้อมจะออกดอก สังเกตได้จากก้อนเชื้อจะมีผิวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและมีตุ่มขึ้นมาจากผิวก้อน เชื้อ เห็ดจะออกเป็นช่วง ๆ และบังคับให้ออกดอกได้เช่นเดียวกันกับการเพาะบนท่อนไม้

ประโยชน์ของ การปลูกเห็ดหอม
บำรุง สมอง เพิ่มความสดชื่น คึกคัก ลดคอเลสเตอรอล ช่วยในระบบย่อยอาหาร ป้องกันหลอดเลือดแดง แข็งตัว ต้านมะเร็ง รักษาหอบหืด ลดความเครียด ต้านไวรัส บำรุงระบบประสาท ช่วยให้หลับง่าย บำรุงปอด บำรุงหลอดลม ชะลอความชรา ฯลฯ

ควรบำรุงสุขภาพด้วยการนำเห็ดหอมมาปรุง อาหารทุก ๆ สัปดาห์เป็นประจำ โดยนำมาปรุงเป็นอาหารจานผัด ๆ ต้ม ๆ แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป

การเพาะเห็ดนางรม




 ธรรมชาติของเห็ดนางรม
เห็ด นางรมในธรรมชาติจะเจริญบนไม้ที่มีชีวิตและเมื่อต้นไม้ตายเห็ดนางรมก็สามารถ เจริญเติบโตต่อไปได้อีกเห็ดนางรมจะเป็นเห็ดที่เจริญเติบโตได้ดี ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดเล็กน้อยหรือมี pH 6.5-6.8 ฉะนั้น ในการผสมขี้เลื่อยหรือวัสดุที่ใช้ เพาะจึงไม่จำเป็นต้องใส่ปูนขาวลงไปอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ของเส้นใยเห็ดนางรมประมาณ 30-32องศาเซลเซียส และอุณหภูมิที่เหมาะต่อการออกดอกของเห็ดประมาณ 25 องศาเซลเซียส

ส่วนประกอบของเห็ดนางรม

หมวก ดอกมีลักษณะคล้ายหอยนางรมหมวกดอกมีลักษณะแบนราบไม่เหมือนเห็ดฟาง กลางหมวกดอกมีลักษณะเป็นแอ่งหมวกดอกอาจมีสีขาวหรือสีเทาก็ได้ขึ้นอยู่กับสาย พันธุ์และลักษณะของหมวกดอกอาจเป็นเนื้อเดียวกับก้านดอก ก้านดอกเป็นส่วนที่ใช้ชูดอกขึ้นไปในอากาศ ก้านดอกค่อนข้างจะสั้นและเจริญเข้าหาแสงสว่าง ครีบดอก มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆสีขาวหรือสีเทาที่บริเวณครีบดอกเป็นแหล่งสร้างสปอร์

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดนางรม

1.แสง สว่าง มีผลต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของดอกเห็ดมากเพราะแสงจะช่วยกระตุ้นในการรวม ตัวของเส้น ใยและการพัฒนาเป็นดอกเห็ดที่สมบูรณ์ ถ้าได้รับแสงน้อยจะทำให้หมวกดอกมีขนาดเล็กลงและก้านดอกยาวขึ้นและถ้าแสงน้อย มากๆจะทำให้ดอกเห็ดมีลักษณะผิดปกติไปดังนั้นในการเพาะเห็ดนางรมควรให้เห็ด ได้รับแสงอย่างน้อย 15-20 นาทีต่อวัน

2. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามปกติจะมีผลในการเร่งการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด นางรมแต่ในระยะที่เห็ดพัฒนาเป็นดอกถ้ามีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงก็จะ ทำให้ดอกเห็ดผิดปกติได้ดังนั้นควรทำให้โรงเรือนมีอากาศถ่ายเทได้บ้าง

3. ความชื้นของอากาศมีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดนางรมอย่างมากโดยเฉพาะ ระยะเปิดดอกเห็ดนางรมต้องการความชื้นค่อนข้างสูงประมาณ 70-80 %จึงควรรดน้ำ 2-3 ครั้งต่อวัน

4. อุณหภูมิ อุณหภูมิมีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของเห็ดนางรมอย่างมากเห็ดนางรมจะให้ ผลผลิตสูงในช่วงอุณหภูมิ 24-33 องศาเซลเซียสจากการศึกษาพบว่าถ้าก้อนเชื้อได้ผ่านอุณหภูมิต่ำประมาณ 20 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 18-21 วัน ก่อนนำมาเปิดดอกที่อุณหภูมิ 26-30 องศาเซลเซียสจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี

การผลิตก้อนเชื้อเห็ดนางรม

ใน การเพาะเห็ดนางรมในถุงพลาสติกนั้น ผู้ผลิตสามารถนำเอาวัสดุเหลือ ใช้ในท้องถิ่นมาใช้ในการเพาะเห็ดได้ เช่น  ฟางข้าวสับ ซังข้าวโพด ขี้เลื่อยไม้ยางพารา เป็นต้น โดยทั่วไปนิยมใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเป็นวัสดุเพาะ เพราะสามารถหาได้ง่ายสะดวกในการบรรจุ และสามารถนำมาใช้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการหมักสำหรับสูตรอาหารที่ใช้ในการเพาะเห็ดนางรมนั้นมี หลายสูตร คือ

สูตร 1 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กิโลกรัม รำละเอียด 5 กิโลกรัม น้ำสะอาด 65-70 %

สูตร 2 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กิโลกรัม รำละเอียด 3-5 กิโลกรัม แป้งข้าวเจ้าหรือน้ำตาลทราย 3-5 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.5 กิโลกรัม น้ำสะอาด 65-70 %

สูตร 3 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 ส่วนโดยปริมาตร รำละเอียด 8 ส่วนโดยปริมาตร แป้งข้าวเจ้าหรือน้ำตาลทราย 2-3 ส่วนโดยปริมาตร กากถั่ว 2 ส่วนโดยปริมาตร หินปูน 2-3 ส่วนโดยปริมาตร น้ำสะอาด 70-75 %

หมาย เหตุ ในการเลือกใช้สูตรต่างๆนั้นต้องคำนึงถึงต้นทุนในการผลิตด้วย การเพิ่มปริมาณของอาหารเสริมมากๆนั้น ถึงแม้จะเป็นการเพิ่มผลผลิตก็ตาม แต่โอกาสที่ก้อนเชื้อจะเสียหายหรือ ถูกทำลายจากจุลินทรีย์ชนิดอื่นก็มีมากเช่นกัน

ขั้นตอนการเตรียมก้อนเชื้อ

1. นำส่วนผสมต่างๆมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2. เติมน้ำลงไปผสม ควรผสมให้ความชื้นกระจายให้ทั่วสม่ำเสมอ ทดสอบให้ได้ความชื้นประมาณ 65-75 % โดยใช้มือกำส่วนผสมขึ้นมาแล้วบีบดู ถ้ามีน้ำซึมออกมาแสดงว่าชื้นเกินไปให้เติมขี้เลื่อยลงไป

ถ้าไม่มีน้ำซึมออกมาให้แบมือออก ส่วนผสมจะจับกันเป็นก้อนและแตกออก 2-3 ส่วนแสดงว่าใช้ได้

3. บรรจุใส่ถุงพลาสติกทนร้อนที่ใช้เพาะเห็ด ถุงละประมาณ 8-10 ขีด อัดให้แน่นพอประมาณใส่คอขวดพลาสติก หุ้มด้วยสำลีและกระดาษ

4. นำไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส (น้ำเดือด)นาน 3-4 ชั่วโมง

5. หลังจากนึ่งทิ้งไว้ให้เย็นแล้วใส่เชื้อลงไป นำก้อนเชื้อไปบ่มในที่มืดและอุณหภูมิสูงประมาณ 28-35 องศาเซลเซียส เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของเส้นใย เส้นใยเห็ดจะเจริญเต็มถุงประมาณ 3-4 สัปดาห์

6. เมื่อเส้นใยเดินเต็มถุงแล้วให้พักก้อนเชื้อระยะหนึ่ง เพื่อให้เส้นใยสะสมอาหารและพร้อมจะ เจริญเป็นดอกเห็ดแล้วนำไปเปิดดอกในโรงเรือนต่อไป ดูรายละเอียด การเพาะเห็ดในถุงพลาสติก

การเปิดถุงก้อนเชื้อเห็ดนางรม

ทำได้ 4 วิธี คือ

1. การเปิดปากถุงโดยการม้วนปากถุงลง โดยการดึงคอขวดออก พร้อมกับม้วนปากถุงลงไปจนถึงก้อนเชื้อ แล้วนำไปวางบนชั้นภายในโรงเรือน ข้อเสียของการเปิดถุงโดยวิธีนี้คือ โอกาสที่น้ำจะขังในถุงและทำให้ก้อนเชื้อเสียมีมาก

2. การเปิดปากถุงโดยใช้มีดปาดปากถุงบริเวณคอขวดออก แล้วนำไปวางบนชั้นเพาะเห็ด วิธีนี้มีข้อเสียคล้ายกับวิธีแรก

3. การกรีดปากถุงโดยใช้มีดคมๆ กรีดข้างถุงเป็น 4 แนว แล้วนำไปวางตั้งหรือแขวนในแนวตั้ง ข้อเสีย คือ เปลืองเนื้อที่ในการวางก้อนเชื้อ

4. ดึงจุกสำลีออกแล้วนำก้อนเชื้อมาวางเรียงซ้อนกันภายในโรงเรือน ให้เห็ดเจริญออกมาทางปากถุงทางเดียว เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากเพราะประหยัดเนื้อที่ภายในโรงเรือนและน้ำไม่ขังใน ก้อนเชื้อ ดูรายละเอียด การเปิดดอกเห็ดนางรม-ฮังการี

ปัญหาที่พบในการเพาะเห็ดนางรม

1. เส้นใยไม่เดินลงถุงก้อนขี้เลื่อย ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุ คือ

-หัวเชื้อเห็ดเป็นเชื้ออ่อน หรือเชื้อเห็ดนั้นผ่านการแต่งเชื้อมาหลายครั้งแล้ว ทำให้เส้นใยอ่อนแอ

- หัวเชื้อเห็ดมีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปลอมปน และเจริญแข่งกับเส้นใยเห็ด

- วัสดุที่ใช้เพาะมีสารเคมีที่เป็น อันตรายต่อเห็ดโดยเฉพาะยาฆ่าเชื้อรา ผู้เพาะควรเลือกวัสดุเพาะที่ปราศจาสารเคมีดังกล่าว

- สภาพความเป็นกรด-ด่าง(pH) ควรปรับให้อยู่ระหว่าง 6.5-6.8 จะช่วยให้เส้นใยเห็ดนางรมเจริญดีขึ้น

- ส่วนผสมมีความชื้นมากเกินไป ทำให้เส้นใยเห็ดชะงักการเจริญเติบโต ในขณะที่สภาพดังกล่าวจะเหมาะต่อการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย

2. เส้นใยเดินบางมาก และเมื่อนำไปเพาะจะไม่ค่อยเกิดดอกหรือให้ผลผลิตน้อยมาก อาจมีสาเหตุจาก

- วัสดุที่ใช้เพาะสลายตัวเกือบหมดแล้ว ทำให้อาหารเหลืออยู่น้อย ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของเส้นใย หรือใส่อาหารเสริมน้อยเกินไป ดังนั้นจึงควรใส่อาหารเสริมในอัตราส่วนที่เหมาะสม

- การนึ่งฆ่าเชื้อไม่ดีพอ ทำให้จุลินทรีย์อื่นๆเจริญเติบโตแข่งกับเห็ดได้ ดังนั้นการนึ่งก้อนเชื้อควรใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง นับจากน้ำเดือด

3. เส้นใยเห็ดเดินแล้วหยุด อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

- ถุงก้อนเชื้อมีความชื้นมากเกินไป ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญได้ดี แล้วเชื้อเห็ดไม่สามารถเจริญเติบโตได้

- เชื้อเห็ดอ่อนแอ เมื่อเจริญได้ระยะหนึ่งแล้วก็ชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นควรเลือกเชื้อที่แข็งแรง

4. เห็ดออกดอกช้าหลังจากเปิดถุงแล้ว อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้

- เกิดจากการเปิดปากถุงเร็วเกินไป หลังจากเส้นใยเดินเต็มแล้ว ควรปล่อยให้เส้นใยรัดตัวและมีการสะสมอาหารก่อนเปิดถุงประมาณ 8-10 วัน

- การถ่ายเทอากาศในโรงเรือนไม่ดี ทำให้มีการสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง

- อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงหรือต่ำเกินไปหรือความชื้นไม่เพียงพอทำให้การพัฒนาของเส้นใยไปเป็นดอกเห็ดช้า

5. ดอกเห็ดไม่พัฒนาเจริญเป็นดอกเห็ด ในการเพาะเห็ดบางครั้งมีดอกเห็ด เจริญเป็นดอกเล็กๆบนก้อนเชื้อเต็มไปหมด ดอกเห็ดพวกนี้มีขนาดเล็กและไม่เจริญ ต่อไปแต่ดอกเห็ดจะเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด

เกิดจาก

- หัวเชื้อเห็ดอ่อนแอทำให้ดอกเห็ดไม่สมบูรณ์

-การ เปิดปากถุงกว้างเกินไปทำให้เส้นใยเจริญไปเป็น ดอกเห็ดจำนวนมากและ อาหารภายในก้อนเชื้อไม่เพียงพอ ทำให้ดอกที่งอกออกมาแคระแกร็น และแห้งดังนั้นการเปิดปากถุงไม่ควรเปิดกว้างมากนัก

- ความชื้นไม่เพียงพอทำให้ดอกที่กำลังเติบโตแห้งได้

- รดน้ำมากเกินไป และรดไม่ถูกวิธี ทำให้น้ำขังในถุงพลาสติก ทำให้เห็ดภายในถุงพลาสติกเน่าเสียได้

- เชื้อจุลินทรีย์เข้าทำลายก้อนเชื้อหลังเปิดถุง เนื่องจากโรงเรือนสกปรก

- อาจมีแมลงเข้าไปกัด
และทำลายก้อนเชื้อ

เห็ดล้างสารพิษ


 เห็ด 3 อย่างล้างสารพิษในร่างกาย
เห็ด สามอย่างคือ เห็ดสามชนิด หรือสามชนิดขึ้นไป จะเป็นเห็ดสดหรือเห็ดแห้งก็ได้ นำมาปรุงอาหารแล้วกินได้ทั้งเนื้อเห็ด และน้ำต้มเห็ด แต่ต้องดูด้วยนะคะว่าไม่ใช่เห็ดพิษจ้ะ....

 ประโยชน์ของเห็ดสามอย่างเมื่อนำมารวมกันปรุงอาหาร  ล้างสารพิษที่ตกค้างในตับ ช่วยบำรุงตับลดอนุมูลอิสระที่จะเกิดเป็นเซลล์มะเร็งโปรตีนในเห็ดสามอย่าง หรือสามอย่างขึ้นไป


เห็ด ที่นำมาใช้คือ เห็ดที่กินได้ เช่น เห็ดหูนาดำ เห็ดหูนาขาว เห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดโคน เห็ดเข็มทอง ล้างให้สะอาดก่อนปรุงอาหาร เมื่อนำมารวมกันประกอบอาหารแล้วจะได้โปรตีนจากเห็ด ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่าเนื่อสัตว์ โปรตีนจากเห็ดจะไปสร้างกรดอะมิโนที่บำรุงสมอง ปรับสมดุลของการสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย ต้านการเกิดมะเร็ง ขจัดสารพิษ แต่ถ้าคนที่เป็นมะเร็งแล้วกินได้ แต่อย่าคาดหวังอะไร ควรไปให้แพทย์รักษาจะดีที่สุด อาหารตัวอื่นที่ต้านอนุมูลอิสระได้ดีก็มีมากมาย เช่น กระเจี๊ยบเขียว ลูกหม่อน ผักและผลไม้ ที่ควรกินป้องกันเอาไว้

น้ำต้มเห็ด สามอย่าง ใช้ทำเป็นน้ำซุปปรุงอาหารก็ได้ แต่ไม่ควรนำเห็ดสามอย่างไปผัดน้ำมัน ถ้าจะผัดควรใช้กะทิผัดแทนน้ำมัน เพราะกะทิเป็นไขมันที่ละลายในน้ำได้ และกะทิมีโคเลสเตอรอลฝ่ายดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ภูมิปัญญาชาวบ้าน (วิธีการทดสอบเห็ดมีพิษ)
ให้ นำน้ำสะอาดใส่ในหม้อแล้วนำไปต้มบนไฟให้เดือดจัด หลังจากนั้นให้ใส่เห็ดที่เก็บมาได้หรือเห็ดที่ต้องสงสัยว่าจะมีพิษลงไปใน หม้อน้ำเดือด

จากนั้นใส่เมล็ดข้าวสารลงไปเล็กน้อย ประมาณ 10-20 เมล็ด โดยปล่อยตั้งไฟทิ้งไว้ ประมาณ 10 นาที จึงยกลงจากไฟ ตั้งพักไว้ให้เย็น แล้วให้ตักเมล็ดข้าวสารขึ้นมาบีบดูว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร

หาก เมล็ดข้าวสารแหลกหรือเปื่อยยุ่ยคามือ แสดงว่าเห็ดชนิดนั้นไม่มีพิษ สามารถนำมารับประทาน แต่ถ้าเมล็ดข้าวสารยังคงแข็งตัวอยู่ในสภาพเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะบดขยี้อย่างไรก็ตาม แสดงว่าเห็ดชนิดนั้นมีพิษ ห้ามนำมารับประทานโดยเด็ดขาด


 เมนูเห็ดล้างพิษ
"เห็ด" บำรุงสมอง ลดคอเลสเตอรอล ฤดูฝนแบบนี้ เมนูตั้งโต๊ะมักจะมีเห็ดหน้าตาแปลกๆ สลับกันขึ้นมาให้ได้เอร็ดอร่อยกันแทบทุกมื้อกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ของปี ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นนิยมนำเห็ดไปปรุงเป็นนํ้าแกง นํ้าชา ยาบำรุงร่างกาย และยารักษาโรคต่างๆ

ทางยุโรปนำไปปรุงเป็นซุป คนไทยนำมาผสมในแกงต่างๆ รวมถึงผัด ต้ม จิ้มนํ้าพริก  ยิ่งช่วงกินเจ เห็ดจะถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์ เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุม หรือแชมปิญอง เห็ดนางรม หรือเห็ดออรินจิ เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู เห็ดหลินจือ

การบริโภคเห็ดได้รับความ นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สรรพคุณของเห็ดที่ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ ชนิด แถมเห็ดบางชนิดรสชาติใกล้เคียงเนื้อสัตว์ สามารถนำไปปรุงอาหารให้อร่อยได้หลายวิธี ทั้งต้ม ผัด แกง ยำ ย่าง หรือทอด จึงดัดแปลงไปได้หลายสิบเมนูเลยทีเดียว   ถ้านำเห็ดอย่างน้อย 3 ชนิด มาปรุงเป็นอาหาร เรียกว่าเป็นเมนูเห็ดล้างพิษ จะเป็นเห็ดสด หรือเห็ดแห้งก็ได้ นำมาปรุงอาหาร แล้วกินได้ทั้งเนื้อเห็ด และนํ้า โปรตีนจากเห็ดที่ร่างกายดูดซึมจะใช้งานได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่าเนื้อสัตว์ ประโยชน์ของเห็ด 3 อย่าง เมื่อนำมารวมกันปรุงอาหาร จะช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างในตับ ช่วยบำรุงตับ ลดอนุมูลอิสระที่จะเกิดเป็นเซลล์มะเร็งว่ากันมาเช่นนี้


เมนู ซุปเห็ดล้างพิษ
วิธี ทำ เครื่องปรุงมีแค่ 6 อย่าง ส่วนชนิดของเห็ด ขอเลือกเป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทยได้แก่ เห็ดหูหนู เห็ดหอมสด และเห็ดออรินจิ ซึ่งเดิมเป็นเห็ดนางรมพื้นเมืองที่ขึ้นในแถบเมดิเตอร์เรเนียน มะเขือเทศท้อ เกลือ พริกไทย เริ่มจากหั่นเห็ดหูหนูซอยให้เป็นเส้นยาวๆ ไม่ต้องบางมาก หั่นเห็ดออรินจิเป็นท่อนเล็กๆ ส่วนเห็ดหอมสด เลาะเอาก้านแข็งๆ ออก มะเขือเทศท้อหั่นเป็นเสี้ยวๆ เตรียมเสร็จแล้วพักไว้  ต้มนํ้าให้เดือด ใส่เห็ดทั้ง 3 ลงไป ต้มพอสุก ใส่มะเขือเทศท้อ เกลือ และพริกไทย เคี่ยวสักพักให้ความหวานจากมะเขือเทศท้อออกมา ซุปเห็ด 3 สหายสลายพิษ เห็ดหอมสดเนื้อนุ่มเหนียว เห็ดหูหนูเนื้อกรุบกรอบอร่อย ส่วนเห็ดออรินจิ เนื้อขาว แน่น และรสหวานนิดๆ ถ้าได้รับการปรุงอย่างถูกวิธี จะมีรสเหมือนหอยนางรมจริงๆ  ความอร่อยของเห็ด 3 อย่างที่รสชาติต่างกัน ในนํ้าซุปใสหวานนิดๆ เค็มน้อยๆ พร้อมความเผ็ดร้อนอ่อนๆ ของพริกไทย สำหรับคุณที่ชอบรสจัดจ้าน ก็ทุบพริกขี้หนูสวน แล้วบีบมะนาวใส่ลงไป กลายเป็นต้มยำเห็ด 3 สหาย ทำง่าย ดีต่อสุขภาพ


คุณประโยชน์ของเห็ด
เห็ดหอม บำรุงสมอง ลดคอเลสเตอรอล ต้านมะเร็ง รักษาหอบหืด ลดความเครียด ชะลอความชรา
เห็ดออรินจิ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ มีโปรตีน และมีคอเลสเตอรอลตํ่า
เห็ด หูหนู ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ทำให้หัวใจแข็งแรง ไม่เกิดอาการหลอดเลือดตีบตัน ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดให้คลายตัว ทำให้เกิดความกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า เพราะเห็ดหูหนูช่วยชะล้างและบำรุง เสริมสร้างโลหิต ช่วยบำรุงสายตา บำรุงตับ บำรุงผิวให้เปล่งปลั่ง สดใส

วิธีเลือกเห็ด เห็ดหอมให้เลือกเห็ดใหม่ ซึ่งสีจะออกเทาเกือบดำ ไม่หมองคลํ้า เลือกที่มีเนื้อดอกหนาหน่อย เห็ดออรินจิให้เลือกดอกที่มีสีขาวสะอาด กลิ่นไม่แรง เนื้อแน่นมากๆ และเห็ดหูหนูที่ดี ดอกจะต้องใหญ่หนา สีเป็นมัน

วิธีเก็บรักษาเห็ดสด หลังจากซื้อมาแล้ว ต้องตัดรากและเศษดินออกให้หมด อย่าให้เห็ดถูกนํ้าเพราะจะทำให้เน่าเสียเร็ว เก็บใส่ถุงพลาสติกเจาะรูให้ไอนํ้าระเหยออก แล้วรัดปากถุงให้แน่น เก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาจะอยู่ได้ 1-2 วัน ไม่ควรเก็บไว้นานๆ เพราะจะเน่าและขึ้นรา ก่อนนำมาปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาดโดยเฉพาะตามซอก

ที่มาโรงพยาบาลสมิติเวช โทร.0-2711-8181