Showing posts with label พืชไร่. Show all posts
Showing posts with label พืชไร่. Show all posts

การปลูกกล้วยหอมทอง



ความเป็นมาการดำเนินธุรกิจกล้วยหอมทองกล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสูง ด้วยคุณลักษณะของกล้วยหอมทองที่มีน้้าหนัก แต่ละลูกเรียงกันอยู่ในหวีอย่างสวยงาม สีผิวของกล้วยเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง

รสชาติดี มีกลิ่นหอม น่ารับประทานอีกทั้งผลผลิตมีความปลอดภัย ไม่มีสารเคมีตกค้างปนเปื้อน ทำให้กล้วยหอมทองของไทยได้รับความนิยมเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในตลาดญี่ปุ่น  แนวโน้มความต้องการของตลาดยิ่งเพิ่มมากขึ้น


กล้วยหอมทองที่ปลูกในประเทศไทย ลักษณะทั่วไปจะมีกล้าต้นสูงประมาณ ๓ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง
มากกว่า ๒๐ ซม. กาบล้าต้นด้านนอกมีประดำ  ด้านในสีเขียวอ่อน มีลายเส้นสีชมพู ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง เส้นกลาง  ใบสีเขียว ส่วนของดอก ก้านเครือมีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายแหลม ด้านบนมีสีแดงอมม่วง กล้วยเครือหนึ่งมี ๔-๖  หวี หวีหนึ่งมี ๑๒-๑๖ ผล ปลายผลมีจุกเห็นชัด เปลือกบาง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง เนื้อสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม รสหวานน่ารับประทาน

การปลูกกล้วยหอมทอง (เตรียมดิน) เกษตรกรต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสม น้้าไม่ท่วม ดินร่วนซุย  ระบายน้้าได้ดี หากดินตรงไหนเป็นแอ่งควรปรับดินให้มีความลาดเท เพื่อป้องกันน้้าท่วมในฤดูฝน ถ้าจะให้ดินมีแร่ธาตุ มีอินทรียวัตถุสูง เพิ่มธาตุอาหารในดินควรปลูกปอเทือง  แล้วไถกลบ ถ้าเป็นดินเหนียวควรทำการยกร่อง และ  ปลูกบนสันร่องทั้ง ๒ ข้าง ขุดหลุมขนาดกว้าง ๕๐ ซม. ลึก ๕๐ ซม. น้าดินที่ขุดกองตากไว้ ๕-๗ วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชที่ตกค้างในดินหลังจากนั้นคลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกับดินชั้นบน แล้วจึงเอา

(การปลูก) หน่อ ที่เตรียมไว้วางกลางหลุม กลบดิน รดน้้า กดดินให้แน่น ระหว่างต้นระหว่างแถวแต่ละหลุมห่างกัน ๒ เมตร เพื่อสะดวกในการพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ตัดใบ หมุนเวียนอากาศได้ดี

เมื่อต้นกล้วยมีอายุ ๒๐-๓๐ วัน ทำการปาดหน่อเพื่อให้ต้นและแตกใบเสมอกัน ต้นกล้วยอายุได้ ๔-๖
เดือน จะเริ่มมีการแตกหน่อ หน่อที่เกิดมาเรียกว่า หน่อตาม ควรเอาหน่อออก เพื่อไม่ให้หน่อแย่งอาหารจากต้นแม่ เก็บหน่อไว้ประมาณ ๑-๒ หน่อเพื่อพยุงต้นแม่เมื่อมีลมแรงและเก็บเกี่ยวผลผลิตในปี

 (การให้นัำ) ในพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ จะใช้วิธีสูบน้้าจากบ่อบาดาล หรือบ่อกักเก็บที่อยู่ใกล้สวน สูบน้้า
ขึ้นมารดต้นกล้วย การให้น้้าแค่พอชุ่มชื่น ในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ และขณะที่กล้วยตั้งตัวและกำลังติดปลี ติดผลดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้น้้าทุกวันเหมือนพืชชนิดอื่น  (การให้ปุ๋ย) กล้วยเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารมาก การติดผลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอาหารและน้้าที่ได้รับ ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ตั้งแต่เริ่มปลูก การปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออกจะต้องเป็นการผลิตที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและไม่ฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด จะท้าให้กล้วยหอมที่ได้ปราศจากสารพิษปนเปื้อน

(แต่งหน่อกล้วย) การตัดแต่งใบกล้วย ขณะที่มีการแต่งหน่อควรทำการตัดแต่งใบกล้วยควบคู่ไปด้วย จนกว่ากล้วยตกเครือ ติดใบกล้วยไว้กับต้น ๑๐-๑๒ ใบ ต่อต้น ตัดด้วยมีดขอให้ชิดต้น อย่าให้เหลือก้านกล้วยยื่นยาวออกมา เมื่อเหี่ยวจะทำให้รัดล้าต้น ทำให้ล้าต้นส่วนกลางขยายได้ไม่มากเท่าที่ควร การปล่อยให้ใบกล้วยมีมากเกินไป จะทำให้ปกคลุมดิน คลุมโคนต้น ทำให้แดดส่องไม่ทั่วถึงพื้นที่ ทำให้ดินมีความชื่นมากเกินไป

 (การค้ำยันต้นกล้วย) กล้วยหอมทองมักประสบปัญหาเรื่องหักล้มง่าย เครือใหญ่หนัก และคออ่อน เมื่อขาดน้้าหรือลมพัดก็หักโค่นเสียหาย จึงต้องใช้ไม้ค้้ายันหรือดามกล้วยทุกต้นที่ออกปลีแล้ว และตรวจดูการค้้ายันให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง ประมาณ ๑๐ เดือน หลังจากปลูกกล้วยจะเริ่มแทงปลีออกมา เมื่อกล้วยแทงปลีจนสุดให้ตัดปลีทิ้ง หากไม่ตัดปลีกล้วยทิ้งจะทำให้ผลกล้วยเติบโตไม่เต็มที่

(การห่อถุง) การปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออก หลังจากตัดปลีแล้ว ควรทำการคลุมถุง ถุงที่ใช้ควรเป็นถุงพลาสติกที่ฟ้าขนาดใหญ่ และยาวกว่าเครือกล้วย เปิดปากถุงให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี (เก็บเกี่ยว) ประมาณ ๙๐-๑๑๐ วัน กล้วยจะแก่พอดี ก็จะทำการเก็บเกี่ยว สามารถสังเกตได้จากกล้วยหวีสุดท้ายเริ่มกลม สีผลจางลงกว่าเดิม ถ้าปล่อยให้แก่คาต้นมากเกินไปจทำให้เปลือกกล้วยแตก ผลเสียหาย

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด รับซื้อผลผลิตจากสมาชิก จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อส่งออกของ  สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จะผลิตตามที่ได้ตกลงกันในสัญญาซื้อขายกับสหกรณ์ผู้บริโภค ประเทศญี่ปุ่น ทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามสัญญาอย่างเคร่งครัด เข้มงวดในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกสมาชิกเข้าร่วมโครงการ พื้นที่การปลูกกล้วยหอม การคมนาคมสะดวกต่อการเก็บลผลิต ประการสำคัญสมาชิกต้องจำหน่ายให้สหกรณ์เท่านั้น


สมาชิกต้องได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษโดยไม่ใช้การใช้สารเคมีใช้เฉพาะปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก วิธีการปลูก การดูแลรักษา ต้องพิถีพิถันมากกว่าการปลูกกล้วยหอมทองตามปกติ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมส่งเสริมการเกษตร

การวางแผนการผลิต สหกรณ์ผู้บริโภคประเทศญี่ปุ่นมีความต้องกล้วยหอมทองปีละประมาณ ๔๐๐ ตัน
สหกรณ์จึงต้องวางการผลิตปลูกในแต่ละเดือน ให้สอดคล้องกับต้องการ โดยกระจายการปลูกไปยังพื้นที่ของสมาชิกอย่างทั่วถึง ลดความเสี่ยงจากการผลิตของสมาชิก เพื่อให้สามารถส่งกล้วยหอมออกไปยังประเทศญี่ปุ่นได้ตามความต้องการของลูกค้า

การเก็บเกี่ยวกล้วยหอมทอง จะเก็บเกี่ยวกล้วยหอมที่มีความแก่ประมาณ ๗๐% โดยสหกรณ์จะขนส่ง  จากสวนของสมาชิกจนถึงสหกรณ์  เมื่อถึงสหกรณ์จะแบ่งเครือกล้วยออกเป็นหวี คัดกล้วยที่ได้ตามขนาดและมีความสมบรูณ์ หลังจากนั้นจะตัดเกสร ล้างทำความสะอาดผลกล้วย ตัดครึ่งหวีกล้วย ตัดแต่งผลที่เสียหาย แช่น้้า ๕ นาทีล้างยางกล้วย เป่าลมตามช่องเพื่อกำจัดแมลงและทำให้กล้วยแห้ง

ชั่งน้ำหนักก่อนการบรรจุ  ติดสติกเกอร์หมายเลขทุกกล่องเพื่อให้รู้ว่ากล้วยหอมทองเป็นของสมาชิกราย
ใด น้้าหนักของกล้วยต้องให้ผลมีน้้าหนักไม่น้อยกว่า ๑๑๐ กรัม ประมาณ ๗ ผล การบรรจุกล้วย ต้องไม่เกิน ๒ ซม. จากขอบกล่อง กล่องละ ๑๓ - ๑๓.๖๐ กิโลกรัม ห่อด้วยพลาสติก ดูดอากาศออกมัดปากถุงให้แน่น จากนั้นขนย้ายเข้าห้องเย็นเก็บรักษาที่อุณหภูมิ ๑๓ องศาเซลเซียส  การเรียงกล่องแต่ชั้นต้องไม่เกิน ๑๐ กล่อง เพราะต้องมีช่องว่างระบายอากาศ ปิดม่านตลอด รอการขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป

การผลิตกล้วยหอมทองจำหน่ายภายในประเทศ  นอกจากการส่งกล้วยหอมทองไปจำหน่ายต่างประเทศแล้ว สหกรณ์การเกษตรกรท่ายาง จำกัด   ยังจำหน่ายกล้วยหอมทองให้กับห้างเทสโก้โลตัส ท๊อป จัสโก้ เลมอน วิลล่า ฟูจิ กล้วยที่จำหน่ายภายในประเทศจะมีความแก่มากกว่ากล้วยที่ส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น

ขั้นตอนการผลิตเหมือนกับการส่งกล้วยหอมทองไปต่างประเทศ เมื่อขนส่งกล้วยถึงสหกรณ์จะทำการคัดแยกหวี ล้างกล้วยให้สะอาดเป่ากล้วยให้แห้งด้วยแรงลมที่มีแรงอัดสูง การตรวจสอบคุณภาพจะมีการเช็คโรคแมลงอย่างละเอียด เพื่อมิให้สิ่งแปลกปลอมที่หลงเหลือติดไปกับผลกล้วย ตัดแบ่งหวีกล้วย ชั่งน้้าหนัก บรรจุถุงพลาสติกถุงละประมา๕.๕ กิโลกรัม เมื่อบรรจุลงกล่องน้าไปบ่มด้วยแก็สเอทิลีน ๒๐ ชั่วโมง แล้วนำออกมาพักไว้ ก่อนเก็บรักษาในห้องเย็น รอการขนส่งลูกค้า


แหล่งที่มาของข้อมูลโดย : สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี

มะม่วงพันธุ์ ยู่เหวิน


              มะม่วงลูกผสมพันธุ์ 'ยู่เหวิน'           
มะม่วงพันธุ์ “ยู่เหวิน” มีถิ่นกำเนิดที่ไต้หวันและเป็นมะม่วงลูกผสมระหว่างพันธุ์ จินหวง กับมะม่วงพันธุ์ “อ้ายเหวิน” (มะม่วงอ้ายเหวินเป็นมะม่วงสายพันธุ์เดียวกับพันธุ์เออร์วิน) มะม่วงลูกผสมสายพันธุ์นี้ได้มีการนำยอดพันธุ์มาเสียบ ยอดในประเทศไทยประมาณ 4-5 ปีมาแล้ว

คุณเสน่ห์ ลมสถิตย์ เกษตรกร อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ได้นำมาเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูกเนื่องจากต้น พันธุ์ที่ปลูกในสวนได้เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลปรากฏว่าเป็นมะม่วงที่มีลักษณะเด่นและรสชาติดี คือ มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ย 1-1.5 กิโลกรัม บริโภคได้ทั้งดิบและสุก ในระยะผลดิบหรือห่ามจะมีรสชาติหวานมัน (ไม่มีเปรี้ยว ปน) ระยะผลสุกเนื้อจะมีรสชาติหวานหอม, ไม่เละ, ไม่มีเสี้ยนและไม่มีกลิ่นขี้ไต้ ที่สำคัญสีของผลมีสีม่วงเข้ม ดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็น จัดเป็นมะม่วงแปลกและหายาก ปลูกและให้ผลผลิตได้ ในประเทศไทย

คุณเสน่ห์บอกว่ามะม่วงพันธุ์ยู่เหวิน เป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ปลูกง่าย และเริ่มให้ผลผลิตเมื่อต้น มีอายุเฉลี่ย ได้ 3-4 ปี จากการสังเกตพบว่าอกดอกและติดผลดีทุกปีแต่ยัง ไม่มีการทดลองว่าตอบสนองต่อสารแพค โคลบิวทราโซล เพื่อบังคับให้ออกดอกและ ติดผลนอกฤดูได้หรือไม่อย่างกรณีของมะม่วงพันธุ์ต่างประเทศ สายพันธุ์อื่น เช่น พันธุ์อาร์ทูอีทูและพันธุ์เคน ซิงตันไพรด์ จากประเทศออสเตรเลีย ปลูกให้ผลผลิตดีและ ขายได้ราคาดีในบ้านเรา แต่แตกต่างกันตรงที่พันธุ์เคน ซิงตันไพรด์ตอบสนองต่อสารแพคโคลบิวทรา โซลบังคับให้ออกนอกฤดูได้และให้ผลผลิตดกมาก ในขณะที่พันธุ์อาร์ทูอีทูไม่ตอบสนองเท่าที่ควรจะต้อง ปล่อยให้ออกดอกและติดผลตามฤดูกาล แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาราคาผลผลิตของมะม่วง อาร์ทูอีทู ไม่เคยตกขายผลผลิตจากสวนได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 40-50 บาท

ปัจจุบันมะม่วง จัดเป็นไม้ผลที่มีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกมากที่สุดชนิดหนึ่งและ พื้นที่หลักที่ปลูกพันธุ์ 
น้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา, อุดรธานี, เชียงใหม่, ประจวบ 
คีรีขันธ์, พิษณุโลกและพิจิตร เป็นต้น จะต้องยอมรับกันว่าในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา มะม่วงน้ำดอกไม้สี
ทองมีราคาดีมากดีกว่าไม้ผลอีกหลายชนิด ทำให้พื้นที่ปลูกมะม่วงกินดิบหรือมะม่วงมันลดน้อยลง ทำ
ให้ในบางปีมะม่วงกินดิบซึ่งคนไทยนิยมบริโภคมีราคาสูงขึ้นอย่างเช่น พันธุ์เขียวเสวย, มันขุนศรี ฯลฯ
มีคำแนะนำว่าการขยายพื้นที่ปลูกมะม่วงในอนาคต เกษตรกรควรจะแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกมะม่วงกินดิบหรือ
มะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศบ้างเพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างกรณี
ของมะม่วงพันธุ์ยู่เหวินจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกมะม่วงในประเทศไทย.

                   ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ                  
มะม่วงยู่เหวิน ใหม่สุด อร่อยทั้งสุกดิบ มะม่วงพันธุ์นี้ มีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศไต้หวัน เช่นเดียวกับ มะม่วงอ้ายเหวิน ถูกนำเข้ามาขยายพันธุ์ปลูก ในประเทศไทยนานกว่า 4-5 ปีแล้ว มีข้อเด่นคือ ผลใหญ่ รสชาติขณะดิบหรือห่ามมันกรอบหวานไม่มี เปรี้ยวปน ผลสุกหวานหอมไม่มีเสี้ยนและไม่เละ เคี้ยวหนึบอร่อยมาก ที่สำคัญสีของ ผล “มะม่วงยู่เหวิน” ไม่ว่าจะเป็นผลดิบหรือสุกจะเป็นสีม่วงเข้มสวยงามมาก และจะติดผลดกทำให้เวลาติดผลทั้งต้น ดู แปลกตายิ่ง

มะม่วงยู่เหวิน อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเยอะ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่บริเวณปลายกิ่ง ใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบจะ
ดูคล้ายใบของมะม่วงพันธุ์เขียวใหญ่ สีเขียวสด ใบดกให้ร่มเงาดีมาก

ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอก
เป็นสีเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอม “ผล” เป็นรูปกลมรีคล้ายผลของมะม่วงอ้ายเหวิน
หรือผลของมะม่วงจีนหวง ผลมีขนาดใหญ่ โตเต็มที่มีนํ้าหนักเฉลี่ยระหว่าง 1-1.5 กิโลกรัมต่อผล

ผลดิบสีม่วง มีนวลทั่วทั้งผล ผลห่ามมีรสชาติหวานมันกรอบอร่อยมาก ผลสุกเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ
เนื้อผลเป็นสีเหลืองเข้ม รสหวานหอม ไม่มีเสี้ยน และไม่เละตามที่กล่าวข้างต้น เคี้ยวหนึบสุดยอดจริงๆ
รสชาติ ใกล้เคียงกับมะม่วงนํ้าดอกไม้มัน เมล็ดลีบ ให้เนื้อเยอะ ติดผลปีละครั้ง แต่จะให้ผลดกทั้งต้น
ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง


ปัจจุบัน “มะม่วงยู่เหวิน” ยังไม่มีกิ่งพันธุ์ออกวางขาย
เนื่องจากอยู่ ระหว่างทาบกิ่งกับต้นแม่และราก
เพิ่งจะงอกยังไม่แข็งแรงดี “นายเกษตร” ใจร้อนและเห็นว่าเป็นมะม่วงพันธุ์ใหม่ ล่าสุดที่มีความอร่อย และสีของ ผลสวยงามมาก จึงรีบแนะนำให้แฟนคอลัมน์ที่นิยมปลูกไม้ผลได้รู้จักล่วงหน้าทันที

ส่วนใคร ที่ต้องการกิ่งพันธุ์ สามารถติดต่อ “คุณเล็ก” ผู้ขยายพันธุ์ได้ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผงตรงกันข้ามกับโครงการ 17 หรือ “คุณหลง-คุณก็อต” ตรงกันข้ามกับ โครงการ 15 ราคา สอบถามกันเอง และสั่งจองเอาไว้ก่อนป้องกันต้นพันธุ์หมด

การปลูกมะม่วงยู่เหวิน เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย เติบโตได้ในดินทั่วไป ไม่ชอบนํ้าท่วมขัง หลังปลูกช่วงแรกรด
นํ้าพอชุ่มทั้งเช้าและเย็น บำรุงปุ๋ยคอก หรือขี้วัวขี้ควายแห้ง กลบฝังดิบรอบโคนต้นเดือนละครั้ง ระยะ
ปลูก 3-4 ปี จะเริ่มติดผลชุดแรก หลังเก็บผลผลิตต้องตัดแต่งกิ่งพร้อมใส่ปุ๋ยบำรุงต้นสูตร 15-15-15
เดือนละครั้งทันทีจะมีผลดกทุกปีครับ.

ที่มา : ข่าวเกษตร

วิธีการปลูกมะพร้าวกะทิ


มะพร้าวกะทิ เป็นมะพร้าวที่ผลมีเนื้อหนา ฟู อ่อนนิ่ม รสหวานมันอร่อย เป็นที่นิยมบริโภค  โดยทั่วไปจะพบมะพร้าวกะทิเกิดร่วมกับมะพร้าวผลปกติในต้นมะพร้าวธรรมดาบางต้นเท่านั้น ปริมาณที่พบมีน้อย และหายาก จึงทำให้มะพร้าวกะทิมีราคาแพง ประมาณผลละ 30-50 บาท แพงกว่ามะพร้าวธรรมดา 5-10 เท่า

        ลักษณะเนื้อมะพร้าวกะทิ         
เนื้อมะพร้าวกะทิ  จะแตกต่างจากเนื้อมะพร้าวธรรมดา  ทั้งนี้เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ละลายน้ำได้ที่เรียกว่ากาแลคโตแมนนัน (Galactomannan) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเนื้อมะพร้าวธรรมดา  ถูกเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แอลฟ่า-ดี-กาแลคโตซิเดส เปลี่ยนกาแลคโตแมนนัน เป็นคาร์โบไฮเดรตอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แมนนัน (Mannan) ซึ่งสามารถละลายน้ำได้แต่ในมะพร้าวกะทิไม่มีเอนไซม์ตัวนี้ ทำให้กาแลคโตแมนนัน ซึ่งมีลักษณะนิ่มคล้ายวุ้นยังคงลักษณะเดิม แทนที่จะเปลี่ยนเป็นเนื้อมะพร้าวธรรมดา


เนื้อมะพร้าวกะทิที่พบจะแบ่งได้ 3 แบบ คือ
1.  เนื้อหนาเล็กน้อย และนุ่มเล็กน้อย (นุ่มคล้ายข้าวสุก) น้ำข้นเล็กน้อย
2.  เนื้อหนาปานกลาง และนุ่มปานกลาง
3.  เนื้อหนามาก และฟูเต็มกะลา
การจำแนกลักษณะเนื้อมะพร้าวกะทิ  ดังกล่าวข้างต้นอาศัยจากประสบการณ์ทางสายตา

          แหล่งมะพร้าวกะทิในธรรมชาติ          
พบมะพร้าวกะทิกระจายทั่วไปในประเทศที่ปลูกมะพร้าวที่สำคัญของโลกและมีชื่อเรียกเฉพาะถิ่นที่ปลูกมะพร้าวกะทิ  นอกจากประเทศไทยแล้ว ได้แก ฟิลิปปินส์ เรียกว่า มาคาปูโน (Makapuno) อินเดีย เรียกว่า ไทรุเธนไก (Thairu Thengai) อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เรียกว่า คอร์ปิยอร์ (Korpyor) ศรีลังกา เรียกว่า ดิกิริโปล (Dikiri Pol)

ในประเทศไทยจะพบกระจายตามแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น

          การเกิดมะพร้าวกะทิ         
ซูนิก้า (Zunica) ชาวฟิลิปปินส์ได้ทำการศึกษา โดยการควบคุมการผสมเกสรมะพร้าวต้นที่ให้ผลมะพร้าวกะทิ  และมะพร้าวธรรมดา ให้ผสมตัวเอง ผลปรากฎว่าได้ผลมะพร้าวธรรมดา 3 ส่วน และมะพร้าวกะทิ 1 ส่วน จึงสรุปได้ว่าการเกิดมะพร้าวกะทิเป็นเรื่องของพันธุกรรม ลักษณะการเกิดมะพร้าวกะทิถูกควบคุมโดยยืนเพียงคู่เดียว และถ่ายทอดตามกฎของเมนเดลทุกประการ ลักษณะกะทิเป็นลักษณะด้อย  ส่วนลักษณะธรรมดาเป็นลักษณะข่ม  และต้นมะพร้าวที่ให้ลูกเป็นกะทิอยู่ในสภาพฮีทธีโรไซโกท (Heterozygote)หรือลักษณะที่เป็นพันธุ์ทาง  เมื่อมะพร้าวธรรมดาผสมกับมะพร้าวพันธุ์ทาง  จึงให้ผลผลิตออกมาเป็นมะพร้าวธรรมดา 3 ส่วน มะพร้าวกะทิ 1 ส่วน

ปัจจุบันฟิลิปปินส์ได้พบมะพร้าวต้นที่ให้ผลมีเนื้อเหมือนมะพร้าวธรรมดาไม่ฟู  เมื่อเคี้ยวจะมีลักษณะนุ่มอร่อย  ฟิลิปปินส์เรียกมะพร้าวพันธุ์ดังกล่าวว่า “โลโน” (Lono) ผลมะพร้าวโลโนไม่สามารถเพาะให้งอกเป็นต้นเช่นเดียวกับมะพร้าวกะทิ

การสังเกตผลมะพร้าวกะทิ
การเก็บเกี่ยวมะพร้าวจากต้นที่เป็นกะทิในทะลายหนึ่ง  จะพบผลที่เป็นกะทิประมาณ 1 หรือ 2 ผล ใน 10 ผล  ข้อสังเกตผลที่เป็นกะทิอายุ 11-12 เดือน เมื่อเขย่าผลจะไม่ได้ยินเสียงดอนน้ำ  ถ้าเป็นมะพร้าวปกติจะได้ยินเสียงดอนน้ำ ชาวสวนมะพร้าวบางคนมีความชำนาญจากการฟังเสียง  เมื่อปอกเปลือกออกเหลือแต่กะลาแล้วใช้นิ้วดีดเสียงดังจะแตกต่างกันระหว่างมะพร้าวกะทิและมะพร้าวปกติ

ปรากฏการณ์การเกิดมะพร้าวกะทิในธรรมชาติ
มะพร้าวกะทิที่พบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในมะพร้าวกลางและมะพร้าวใหญ่  ซึ่งเป็นมะพร้าวพันธุ์ต้นสูง  ที่มีช่วงการบานของดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย ไม่คาบเกี่ยวกันเนื่องจากต้นมะพร้าวที่ให้ผลมะพร้าวกะทิอยู่ในสภาพฮีทธีโรไซโกต(Heterozygote) หรือพันธุ์ทาง โอกาสจะเกิดมะพร้าวกะทิบางผลในมะพร้าวต้นนั้นจะเกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ

1.  มะพร้าวที่ให้ผลกะทิ ปลูกอยู่เพียงต้นเดียวท่ามกลางมะพร้าวที่ให้ผลปกติ การจะเกิดมะพร้าวกะทิได้จะต้องเกิดจากการผสมเกสรระหว่างเกสรตัวเมียของจั่นพี่กับเกสรตัวผู้ของจั่นน้องภายในต้นเดียวกัน

2.  มะพร้าวที่ให้ผลกะทิ ปลูกอยู่หลายต้นในบริเวณเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน การเกิดมะพร้าวกะทิจะเกิดจากการผสมข้ามต้น หรือผสมภายในต้นเดียวกันแต่คนละจั่น

นอกจากพบมะพร้าวกะทิ  ในมะพร้าวพันธุ์ต้นสูงแล้วยังพบมะพร้าวกะทิในพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม หรือหมูสีเขียว ซึ่งเป็นพันธุ์เตี้ย  โอกาสที่จะพบมะพร้าวกะทิในมะพร้าวน้ำหอมมีน้อยมาก  เพราะส่วนใหญ่จะเก็บผลอ่อนขาย  จะพบได้ในกรณีที่เจ้าของสวนเก็บผลไว้ทำพันธุ์  ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น  จึงเป็นแนวทางในการพัฒนาพันธุ์มะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ยพันธุ์แท้ต่อไป

การเพิ่มประชากรมะพร้าวกะทิ
จากปรากฏการณ์การเกิดมะพร้าวกะทิในธรรมชาติ  สามารถที่จะนำความรู้ที่เกิดขึ้นนั้นมาพัฒนาเพื่อสร้างสายพันธุ์ที่ให้มะพร้าวกะทิที่มีคุณภาพ  และมีปริมาณมากพอเพียงกับความต้องการของตลาดภายในประเทศ และนำไปสู่การส่งออกตลาดต่างประเทศ ทั้งในรูปเนื้อสดและแปรรูป

การเพิ่มประชากรมะพร้าวกะทิมีวิธีดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1.  เก็บผลมะพร้าวที่ผลปกติในทะลายที่มีมะพร้าวกะทิมาเพาะ เป็นวิธีที่เกษตรกรดำเนินการมาเป็นเวลานานแล้ว  โอกาสที่จะได้ต้นมะพร้าวกะทิมีเพียงครึ่งเดียว

2.  ควบคุมการผสมเกสรต้นมะพร้าวกะทิให้ผสมตัวเอง โดยการตัดดอกตัวผู้ไปผลิตเป็นละอองเกสรที่มีความชื้นไม่เกิน 15% เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้นาน 2 สัปดาห์  ใช้ถุงผ้าใบคลุมจั่นที่มีดอกตัวเมีย เมื่อบานก็นำละอองเกสรผสมกับแป้งดินสอพอง อัตราส่วน 1:20 ไปพ่นทุกวันจนกว่าดอกตัวเมียจะบานหมด ทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ แล้วจึงเปิดถุงออก วิธีการนี้จะมีโอกาสได้ต้นมะพร้าวกะทิ 2 ใน 3 แต่ต้นมะพร้าวกะทิส่วนใหญ่จะสูงมาก  จึงลำบากในการปีนขึ้นไปตัดดอกตัวผู้และผสมพันธุ์

3.  การนำคัพภะมะพร้าวกะทิไปเพาะเลี้ยงในอาหารวิทยาศาสตร์  ในห้องปฏิบัติการสภาพปลอดเชื้อ บุคคลที่เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ จนเป็นผลสำเร็จเป็นคนแรกคือ ดร. เดอ กูซแมน (Dr.de Guzman) อาจารย์มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์แห่งลอส บันยอส (Los Banos)เมื่อปี 2503 และในปี 2533 ทีมงานของศูนย์วิจัยฟิลิปปินส์ได้พัฒนาการเพาะเลี้ยงคัพภะมะพร้าวกะทิจำหน่ายให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้า  ต้นมะพร้าวกะทิที่ได้มะพร้าวกะทิพันธุ์แท้แต่เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์ ปลูกมะพร้าวพันธุ์ปกติอยู่ทั่วไป จึงหาที่ปลอดจากมะพร้าวพันธุ์อื่นได้ยาก  การปลูกมะพร้าวกะทิใกล้กับมะพร้าวพันธุ์ปกติ  ทำให้ผลผลิตที่ได้จะเป็นกะทิประมาณ 50-75% ที่เป็นเช่นนี้เพราะอิทธิพลของละอองเกสรมะพร้าวธรรมดาปลิวมาผสมพันธุ์กับดอกเกสรตัวเมียของมะพร้าวกะทิทำให้มะพร้าวผลนั้นเป็นมะพร้าวปกติ

(คัพภะ คือ ส่วนที่เป็นเมล็ดสีเหลืองอ่อนที่อยู่ในเนื้อมะพร้าวตรงบริเวณตานิ่ม ซึ่งจะพัฒนาเป็นจาว และต้นมะพร้าว)

สำหรับประเทศไทย ในปี 2530 ดร.อุทัย  จารณศรี  แห่งบริษัทบางกอกฟลาวเวอร์เซ็นเตอร์  จำกัด  ได้ทำการเพาะเลี้ยงมะพร้าวกะทิที่ได้จากพันธุ์มะพร้าวใหญ่และมะพร้าวกลางในอำเภอทับสะแก  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  มะพร้าวกะทิมี 3 ลักษณะ คือ ผลใหญ่ กลาง และเล็ก เริ่มปลูกตั้งแต่ปี 2531-2533 รวมต้นที่ปลูก 2,150 ต้น ที่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม  ในพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ที่อำเภอทองผาภูมิ  จังหวัดกาญจนบุรี และพื้นที่ที่ปลูกมะพร้าวอยู่ห่างไกลจากมะพร้าวพันธุ์อื่นประมาณ 10 กม.  เนื่องจากมะพร้าวกะทิที่ได้เป็นพันธุ์กะทิแท้อยู่ในสภาพรีเซสสิฟ โฮโมไซโกต (Recessive Homozygote) จึงพบลักษณะที่ผิดปกติในต้นพันธุ์มะพร้าวกะทิค่อนข้างสูง ลักษณะที่ผิดปกติที่พบ ได้แก่ ปล้องห่าง ก้านทางทำมุมแหลมกับลำต้น ใบย่อยแคบ และเรียงกันห่าง ๆ จั่นสั้น ระแง้จั้นหยิกไม่มีดอกตัวเมีย ผลบิดเบี้ยว เป็นต้น  อย่างไรก็ตามสวนมะพร้าวกะทิ ดังกล่าวจัดว่าเป็นสวนมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ผลผลิตที่ได้มะพร้าวกะทิ 100% และเป็นแหล่งพันธุกรรมมะพร้าวกะทิที่มีประโยชน์ในด้านการปรับปรุงพันธุ์  ปัจจุบันดำเนินการโดย คุณจิตติ  รัตนเพียรชัย และ ดร.อุทัย  จารณศรี  แห่งบริษัท อุติ จำกัด  ซึ่งได้ให้ความเอื้อเฟื้อกับกรมวิชาการเกษตร โดยให้ผู้เขียนไปศึกษาพันธุ์มะพร้าวกะทิและคัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีลักษณะที่ดี นำดอกตัวผู้มาผลิตละอองใช้ในการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวกะทิ

4.  ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์มะพร้าวธรรมดากับมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้เพื่อหาสายพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด  และมะพร้าวธรรมดามีเนื้อหนา เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการผสมพันธุ์มะพร้าวระหว่างมะพร้าวธรรมดากับมะพร้าวกะทิ  โดยใช้พันธุ์ธรรมดาเป็นต้นแม่ ได้แก่ พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย มลายูสีแดงต้นเตี้ย ทุ่งเคล็ด น้ำหอม และเวสท์อัฟริกันต้นสูง และคัดเลือกพันธุ์มะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ ที่สวนริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี  เก็บดอกตัวผู้มาผลิตละอองเกสรผสมกับต้นแม่พันธุ์ทั้ง 5 พันธุ์และปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ 2 แห่ง คือ สถานีทดลองพืชสวนคันธุลี ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เมื่อเดือนตุลาคม 2540 พันธุ์ลูกผสมระหว่างทุ่งเคล็ดและกะทิต้นแรกออกจั่นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 อายุประมาณ 2 ปี 1 เดือน แห่งที่ 2 คือ ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เริ่มปลูกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542  คาดว่าประมาณ 3 ปี สามารถที่จะทราบในเบื้องต้นว่าพันธุ์ลูกผสมที่จะใช้เป็นพันธุ์ส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นการค้าเป็นพันธุ์ลูกผสมคู่ใด  ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการทำสวนเพิ่มขึ้น  ถ้าหากเปรียบเทียบระหว่างการทำสวนมะพร้าวธรรมดา  เมื่อขายผลผลิต ราคาผลละ 4 บาท จำนวน 100 ผล เกษตรกรจะได้เงิน 400 บาท  ถ้าปลูกมะพร้าวกะทิลูกผสม  จะได้ผลผลิตมะพร้าวกะทิประมาณ 25% ผลผลิต 100 ผล จะได้มะพร้าวกะทิ 25 ผล ราคาผลละ 20 บาท เป็นเงิน 500 บาท มะพร้าวธรรมดา 75 ผล ๆ ละ 4 บาท เป็นเงิน 300 บาท เกษตรกรจะขายมะพร้าวจำนวน 100  ผล ได้เงิน 800 บาท  มากกว่าการทำสวนมะพร้าวธรรมดา เป็นเงิน 400 บาท

5.  การผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์มะพร้าวกะทิเพื่อให้ได้พันธุ์กะทิต้นเตี้ยมีรสหอมหวานอร่อย โดยใช้มะพร้าวน้ำหอมเป็นต้นแม่พันธุ์ และละอองเกสรมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ผสมพันธุ์  เมื่อได้ลูกผสมชั่วที่ 1 นำไปปลูกและควบคุมการผสมตัวเอง ในลูกชั่วที่ 2 จะมีโอกาสที่ได้มะพร้าวกะทิ 1 ใน 6 ส่วน ในขั้นตอนต่อไปต้องอาศัยเทคนิคการเพาะเลี้ยงคัพภะมาช่วย  เมื่ได้ต้นมะพร้าวกะทินำไปปลูกคัดเลือกต้นที่มีลักษณะที่ต้องการ ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเลี้ยงคัพภะ เพื่อเป็นพันธุ์การค้าต่อไป  ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้เริ่มดำเนินผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมกับพันธุ์กะทิเมื่อต้นปี 2544

               ตลาดการค้ามะพร้าวกะทิ             
การขายมะพร้าวกะทิส่วนใหญ่จะขายเป็นผล มีเพียงบริษัท อุติ จำกัด ที่จำหน่ายเฉพาะเนื้อมะพร้าวกะทิ และผลผ่าซีก ผลผลิตที่ได้จากสวนของบริษัทฯ  ในฤดูที่มีผลผลิตมากจะผ่าและแล่เนื้อมะพร้าวแช่แข็งไว้ และนำออกมาขายในฤดูกาลที่มีผลผลิตน้อย  ตลาดส่วนใหญ่คือกรุงเทพฯ เนื่องจากผลผลิตยังมีไม่มาก  ทั้งนี้เพราะแหล่งมะพร้าวกะทิมีอยู่กระจัดกระจาย  ยุ่งยากต่อการรวบรวมผลผลิตจึงไม่สามารถส่งขายต่างประเทศ  ทั้ง ๆ ที่ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป  ซึ่งมีคนเอเซียจากแหล่งปลูกมะพร้าวและรู้จักบริโภคมะพร้าวกะทิอพยพไปอยู่ยังคงมีกำลังซื้อและมีส่วนแบ่งในตลาดที่ไทยสามารถส่งออกได้  ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ส่งออกมะพร้าวกะทิทั้งในรูปเนื้อสดและแปรรูปมากที่สุด ในปี 2534 ส่งออกจำนวน 420 ตัน เป็นเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2537 ส่งออก 643 ตัน เป็นเงิน 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในอนาคตการเพิ่มประชากรมะพร้าวกะทิให้มากขึ้นจะทำให้การเพิ่มผลผลิตของมะพร้าวกะทิพอเพียงสำหรับตลาดภายในประเทศ และเพื่อการส่งออกตลาดต่างประเทศ  งานวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์และการแปรรูปมะพร้าวกะทิเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการพร้อมกันไป  การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อมะพร้าวกะทิ  โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต  กาแลคโตแมนนัน (Galactomannan) ที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อมะพร้าวกะทิ ถ้าหากพบว่าเป็นกาแลคโตแมนนัน ชนิดเดียวกับที่เป็นส่วนประกอบของบุก การบริโภคมะพร้าวกะทิจะเป็นการเพิ่มสารที่เป็นกากใยช่วยให้ระบบการขับถ่ายของเสียจากลำไส้ได้ดีขึ้น

ผู้เขียนขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.อุทัย  จารณศรี และคุณจิตติ  รัตนเพียรชัย ที่เอื้อเฟื้อให้ใช้ประโยชน์สวนมะพร้าวกะทิในการศึกษาวิจัย

เอกสารอ้างอิง
1.ณรงค์  โฉมเฉลา  2530  เชื้อพันธุ์มะพร้าว ผู้แต่งจัดพิมพ์เอง หน้า 73-83

2.  อุทัย  จารณศรี จิตติ  รัตนเพียรชัย นภดล  ไกรพานนท์ และฐิติภาส  ชิตโชติ 2536  การทำสวนมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ขนาดใหญ่ การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 31 หน้า 25-31

หญ้าเนเปียร์

      หญ้าเนเปียร์ รายได้เสริม      
“หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ไม่ต่างอะไรกับสาวงามซ่อนตัวอยู่ในป่า ที่อยู่มาวันหนึ่งกระทรวงพลังงาน สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาพบเจอเข้า ถึงได้รู้ มีสรรพคุณรอบตัว เป็นอาหารสัตว์ก็ได้ ทำเป็นพืชพลังงานก็ดี” บ้านอะลาง

น.สพ.ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปรียบเทียบที่มาของหญ้าเนเปียร์ ที่กำลังได้รับความสนใจ สามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตร กรปีละ 3,500-6,000 บาท/ไร่ และผลิตเป็นพลัง งานหมุนเวียนได้

แม้คนไทยจะเห็นเป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่เยอรมันทำสำเร็จมาแล้ว ใช้หญ้าชนิดนี้ผลิตไฟฟ้ากว่า 7,000 เมกะวัตต์ ในเมื่อบ้านเรามีพื้นที่สภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่าเยอรมัน ...ทำไมไทยแลนด์ถึงจะทำไม่ได้ทำมาแล้ว ตั้งโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพนำร่องที่เชียงใหม่ พบว่ามีอัตราการผลิตก๊าซชีวภาพ 6,860-7,840 ลบ.ม./ไร่/ปี นำไปผลิตเป็นก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) คุณภาพระดับเดียวกับ NGV ได้ 3,118-3,563 กก./ปี พร้อมกับนำไปใช้กับฟาร์ม โคนมต้นแบบ จังหวัดลำพูน ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นฟาร์มโคนมดีที่สุดในเอเชียไปด้วย

สำหรับที่มาของ “เนเปียร์ปากช่อง 1” เริ่มจากกรมปศุสัตว์ได้เอาหญ้าเนเปียร์ยักษ์จากไต้หวันมาผสมข้ามพันธุ์กับหญ้าไข่มุกของไทย ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ อ.ปากช่อง  จ.นครราชสีมา เลยตั้งชื่อหญ้าพันธุ์ใหม่ว่า “เนเปียร์ปากช่อง 1”  แรกคิดทดลองตั้งเป้าแค่จะเอาไปปลูกบำบัดน้ำเสียจากโรงงานมันสำปะหลังแล้วตัดต้นมาใช้เลี้ยงสัตว์...หวังได้ประโยชน์แบบ 2 อิน 1 เท่านั้นเองแต่เมื่อเอามาวิเคราะห์คุณค่าทางอาหาร ปรากฏว่ามีสารอาหารครบถ้วนสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง และสัตว์ก็ชอบเป็นพิเศษ กรอบอร่อยกินแล้วไม่มีขนทำให้คันปาก...คนปลูกก็ชอบ เข้าไปตัดต้นแล้วไม่คันตัวปลูกได้ทุกพื้นที่ทั่วไทย ปลูก 60 วัน ตัดเอาไปเลี้ยงสัตว์ได้ ให้ผลผลิต 12–15 ตันต่อไร่ ที่สำคัญ ลงท่อนพันธุ์ปลูก เก็บเกี่ยวได้ปีละ 5–6 ครั้งตัดแล้วแตกต้นอยู่นาน 8–9 ปี ถึงจะลงมือปลูกต้นใหม่

ต้นทุนปลูกต่ำเก็บผลประโยชน์ได้นาน กรมปศุสัตว์จึงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไว้ใช้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะแกะ รวมทั้งช้างที่เพิ่งจะมารู้จักกินทีหลัง พร้อมกันนั้นนักวิจัยไม่หยุดนิ่งยังต่อยอดศึกษาไปถึงเรื่องพลังงาน เก็บข้อมูลเปรียบเทียบกับหญ้าชนิดอื่นๆพืชอาหารสัตว์ไม่ว่าพันธุ์ไหนล้วนทาบไม่ติดเนเปียร์ เพราะให้ก๊าซมีเทนสูงกว่า...และพลันที่ข้อมูลนี้รู้ถึงกระทรวงพลังงาน “เนเปียร์ปากช่อง 1” เลยถูกจับสวมมงกุฎนางงามพลังงานสีเขียวแบบไม่ตั้งใจ.

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานเสวนาหัวข้อวิกฤตไฟฟ้า-วิกฤตพลังงาน เรื่องจริงหรืออิงมายา จัดโดยศูนย์ข้อมูลและสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ ) ว่า กระทรวงพลังงานควรปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี)โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เพราะต้นทุนมีแนวโน้มต่ำลง โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุน 5-6 บาทต่อหน่วยลดลงจากในอดีตที่มีต้นทุน 16 บาทต่อหน่วย ซึ่งต้นทุนปัจจุบันอยู่ในระดับใกล้เคียงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ( Roof top ) ยังมีศักยภาพ หากติดตั้งเพียงแค่ 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 2 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 2,000 เมกะวัตต์

"แผนพีดีพีสามารถปรับปรุงได้ตลอด จึงควรเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าไปให้มากขึ้น แต่ไม่ควรเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้พิสูจน์ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลหญ้าเนเปียร์ " นายปิยสวัสดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม พบว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการยื่นขอผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กับกระทรวงพลังงาน 600 ราย กำลังผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการพิจารณาอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มีอุปสรรคจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม หากทั้ง 2 หน่วยงานไม่เป็นอุปสรรค จะทำให้มีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เข้าระบบประมาณ 1,000 เมกะวัตต์

"กระทรวงพลังงานกำหนดเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไว้ที่ 2,000 เมกะวัตต์ ทำให้มีการกำหนดโควตาปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ส่วนอุปสรรคจากกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นขั้นตอนการออกใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) ทั้งที่ในอดีตไม่เคยมีปัญหาเวลาไปขอใบอนุญาตโรงงาน "

ด้านนางชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าและพลังงาน กล่าวว่า สังคมไม่ได้คัดค้านโรงไฟฟ้าแต่ต้องการธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า เห็นจากปัญหาไฟฟ้าในเดือน เม.ย.2556 ที่เกิดจากการบริหารไม่ดี โดยผู้เกี่ยวข้องรู้อยู่แล้วว่าพม่าจะหยุดจ่ายก๊าซฯในช่วงดังกล่าวแต่ไม่มีการเตรียมการ ทำให้สถานการณ์เหมือนมีวิกฤตพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในวันที่เริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯจริงนั้น โรงไฟฟ้าโรงใดที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

สำหรับการประมูล รับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (ไอพีพี) รอบใหม่นั้น ต้องการให้เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะรับรู้และไม่ล็อกสเปก เพื่อให้มีโอกาสเกิดการลงทุนผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งอาจจะต้องมีการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ โดยส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ลดต้นทุนด้านสายส่งลงได้ และให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น และทำให้ไม่ต้องพึ่งพลังงานนิวเคลียร์

สำหรับโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานดำเนินการโดย พพ. มีเป้าหมายในช่วง 10 ปี (2556-2565) รวมกำลังผลิต 10,000 เมกะวัตต์ กำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ จะมีการปลูกพืชพลังงาน 800-1,000 ไร่ ที่จะได้รับเงินอุดหนุนที่ 3,000 บาท/ไร่ เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนมากขึ้น

นอกจากนี้ ในแต่ละโครงการยังได้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่ากับเกษตรกรในรูปของวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ และยังกำหนดโครงสร้าง Feed in tariff ที่อัตรา 4.50 บาท/หน่วย ตลอดอายุสัญญา


เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี สายพันธุ์ที่นิยมปลูก คือ หญ้าเนเปียร์แคระ (P. purpureum cv. Mott) หญ้าเนเปียร์ (ธรรมดา) และหญ้าเนเปียร์ลูกผสม (P. Purpureum x P. americanum)ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และหญ้าบาน่า หญ้าเนเปียร์แคระสูง 1-2 เมตร แตกกอดี ใบมาก ส่วนหญ้าเนเปียร์ธรรมดา และเนเปียร์ลูกผสมสูง 3-4 เมตร ทุกสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงเหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 3.0-4.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8–10 เปอร์เซ็นต์

   การปลูกหญ้าเนเปียร์   
ปลูกได้ด้วยท่อนพันธุ์ ระยะปลูก 75x75 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ท่อน ให้ข้ออยู่ใต้ดินลึก 1-2 นิ้ว ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ท่อนพันธุ์ 300-500 กิโลกรัม

    การใส่ปุ๋ย   
ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

   การกำจัดวัชพืช   
ควรกำจัดวัชพืชภายหลังจากปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

   การใช้ประโยชน์    
การตัดหญ้าเนเปียร์ไปเลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก และตัดหญ้าครั้งต่อไปทุก 30-45 วัน ช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดอายุน้อยกว่า 30 วัน โดยตัดชิดดิน หญ้าเนเปียร์เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หรือหญ้าหมัก ไม่เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง

การปลูกสบู่ดำ

         เรียบเรียงโดย : นันทวรรณ สโรบล       

   ถิ่นกำเนิด  
สบู่ดำ (Jatropha curas Linn.)  พืชน้ำมันที่กำลังเป็นที่สมใจของผู้คนทั้งในและต่างประเทศในขณะนี้นั้น นักพฤกษศาสตร์จัดกลุ่มไว้เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเขตร้อน เป็นพืชในวงศ์ Euphorbiaceae วงศ์เดียวกับยางพารา ละหุ่ง และมันสำปะหลัง มีน้ำยางสีขาวใสลื่น ๆ เป็นฟอง มีคุณสมบัติคล้ายสบู่อยู่ในทุกส่วนของลำต้น

  ประวัติและความสำคัญ  
“สบู่” เป็นภาษาโปรตุเกส หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้น้ำมันจากเมล็ดมาเป็นส่วนผสมในการทำสบู่ สำหรับชำระล้างร่างกาย และซักล้างเสื้อผ้า ของใช้ มีบันทึกไว้ว่าค้นพบโดย พ่อค้าชาวโปรตุเกสที่เดินเรือไปทวีปอเมริกากลาง และนำเข้ามาในทวีปเอเชีย และแพร่มายังประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ราว ๆ 300 ปีก่อน โดยมีการแนะนำให้ผู้คนสมัยนั้นปลูกและพ่อค้ารับซื้อเมล็ดไปทำสบู่
         
-ในทวีปแอฟริกา สมัยก่อนปลูกกันมากที่แหลม Verde ในที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และเป็นแนวเขตรั้วบ้าน คอกสัตว์ หรือบริเวณหลุมฝังศพ เพื่อกันสัตว์ไม่ให้เข้าไปคุ้ยเขี่ย สำหรับในประเทศไทยมีรายงานว่า เคยมีการปลูกเป็นรั้วบ้าน ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยผู้เฒ่าผู้แก่ใช้ยางใส ๆ ที่หักออกจากก้านใบ หรือส่วนยอดใช้ทาแผลสด โดยเฉพาะแผลที่ปากให้เด็ก ๆ ที่เป็นโรคปากนกกระจอก หรือใช้กวาดลิ้นเด็กที่เป็นฝ้าขาว และใช้เนื้อในเมล็ดสีขาวเลียบไม้ จุดแทนเทียนไข ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันก๊าดที่ใช้จุดตะเกียง
         
-สบู่ดำ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือ เรียก มะหุ่งฮั้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก หมากเย่า, มะเยา หรือสีหลอด ภาคใต้เรียก หงส์เทศ (เพราะต้นโต) และภาคกลางเรียก สบู่ดำ ชาวเขาเรียก ไท้ยู หรือเกงยู (เพราะน้ำมันมีสีดำ) พม่าเรียก แจ้ทซู  เขมรเรียก ทะวอง จีนกลางเรียก หมาฟ่งสู้
แต้จิ๋วเรียก มั่วฮองซิว ญี่ปุ่นเรียก บูราคีรี และภาษาอังกฤษเรียก physic nut หรือ purging nut (Jatropha spp.) พืชสกุลนี้จัดเป็นไม้สกุลใหญ่ กระจายอยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อน  จเร สดากร (2527) รายงานว่า พบสบู่ดำ 175 ชนิด (Airy Show, 1978) ในอินโดจีน พบ 4 ชนิด (Lecomit, 1931) 3 ชนิด พบในพม่า (Kura, 1974) และมาเลเซีย (Burkill, 1966) ในประเทศไทยเองพบ 5 ชนิด คือ J. gossypifolia (สบู่แดง), J. podagrica (หนุมานนั่งแท่น) J. integ-gerima (ปัตตาเวีย), J. multifida (มะละกอฝรั่ง, ฝิ่นต้น) และ J. curcas (สบู่ดำ)

                1. สภาพพื้นที่ปลูกสบู่ดำ             
สบู่ดำเป็นพืชที่เพาะปลูก และขึ้นได้ง่าย จัดเป็นพืชทนความแห้งแล้ง ไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง ปลูกได้ทุกภาคในประเทศไทย สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดตั้งแต่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จนถึงความอุดมสมบูรณ์สูง อย่างไรก็ตามผลผลิตที่ได้รับก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม ดังนั้น การที่จะให้ได้ผลผลิตสูง ดินที่ปลูกควรมีความเป็นกรดเล็กน้อย ดินควรมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี และหากจะปลูกในที่ลุ่มควรทำทางระบายน้ำ จากข้อมูลและรายงานระบุว่า สบู่ดำสามารถเจริญเติบโตและอยู่รอดได้ในดินที่ไม่เหมาะสม และในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น ดินด่าง ดินเค็ม ดินทราย ดินที่มีหินมาก หรือแม้แต่ดินที่มีฝนตกน้อยปีละ 200 มิลลิเมตร (Lele, 2005) 1) ค่าจะมีการปรับตัวได้ดีในเขตร้อนที่มีปริมาณฝน 300-1000 มิลลิเมตรต่อปี (Joker and Jepen, 2003) แต่ในแหล่งที่มีน้ำฝนมากกว่า 1000 มิลลิเมตรต่อปี และดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง เกษตรกรมักปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ดังนั้น การที่เกษตรกรจะเลือกปลูกพืชอะไรในที่ดินบริเวณไหน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เกษตรกรคำนึงถึง
บ้านอะลาง




            2. การเตรียมดิปลูกสบู่ดำ                
โดยการไถพรวนในสภาพไร่ เพื่อให้ดินโปร่ง ระบายน้ำและอากาศได้ดี และเป็นการกำจัดวัชพืช และหากเป็นที่ลุ่มควรมีการยกร่อง เพื่อเป็นการระบายน้ำสำหรับการปลูกเพื่อหวังผลตอบแทนสูง ทางเศรษฐกิจในระยะยาว เกษตรกรบางส่วนจะขุดหลุมปลูกและเตรียมหลุมปลูกอย่างดี ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุมก่อนปลูก และมีการกำจัดวัชพืช และพรวนดินระหว่างแถวตามความเหมาะสม เนื่องจากสบู่ดำเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีอายุยาวนานกว่า 40 ปี หากมีการวางแผนเตรียมการที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว


                   3. วิธีการปลูกสบู่ดำ                 
การปลูกสบู่ดำ ที่นิยมปลูกทั่วไป มักทำใน 3 วิธี ดังนี้

1) โดยการหยอดเมล็ดลงในหลุมปลูกโดยตรง หลุมละ 1-2 เมล็ด หยอดลึกประมาณ 2-5 ซม. และกลบดินกรณีนี้จะต้องมีการเตรียมแปลงปลูก และหลุมปลูกให้พร้อมเวลาปลูกที่เหมาะสม ควรเป็นฤดูฝน (พฤษภาคม-กันยายน) หากไม่งอกให้ทำการปลูกซ่อม โดยใช้เมล็ดหรือต้นกล้าที่เพาะเตรียมไว้



2) ปลูกด้วยต้นที่เพาะจากเมล็ด ก่อนเพาะ นำเมล็ดไปแช่ในน้ำ 1 คืน และนำไปเพาะในถุงเพาะชำ เมื่อเมล็ดงอกเป็นต้นกล้า อายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน จึงย้ายลงแปลงปลูก การปลูกโดยวิธีนี้จะได้จำนวนต้นที่แน่นอน มักเป็นการปลูกในแปลงที่มีการเตรียมการอย่างดี

3) ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ โดยการปักชำท่อนพันธุ์ในถุงเพาะชำ ความยาวของท่อนพันธุ์ที่เหมาะสม คือ 30-60 ซม. (จากการทดลองของศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ปี 2529) เมื่อกิ่งแตกตาจนมีอายุ 45-60 วัน แล้วจึงย้ายลงแปลงปลูก การปลูกสบู่ดำโดยวิธีนี้จะได้จำนวนต้นที่แน่นอน เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตสูง
เช่นเดียวกับการปลูกวิธีที่ 2

                    4. ระยะปลูกสบุ่ดำ                  

ระยะปลูกและจำนวนต้นต่อพื้นที่จะแตกต่างกันไป แล้วแต่สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน และขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการปลูก ปัจจุบันระยะปลูกและอัตราปลูกที่เหมาะสมยังอยู่ระหว่างการทำวิจัย ในที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และปลูกในสภาพน้ำฝน อาจปลูกระยะแคบและมีจำนวนต้นต่อพื้นที่ปลูก มากกว่าในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง และมีแหล่งน้ำ เป็นไปตามคำแนะนำ "ดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง" อัตราปลูกและระยะปลูกตามสภาพพื้นที่ดังแสดงใน ตารางที่ 1 บ้านอะลาง






    การใช้ประโยชน์จากสบู่ดำ : น้ำมันสบู่ดำ  

เรียบเรียงโดย : สุปรียา ศุขเกษม
สบู่ดำเป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่ง เมล็ดสบู่ดำมีปริมาณน้ำมัน 30 - 35% (ไพจิตร, 2530)การสกัดน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำวิธีการสกัดแยกน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำที่นิยมทำกันมากคือ ใช้วิธีการบีบอัด (pressing)จะได้น้ำมันประมาณ 25-30% มีน้ำมันตกค้างในกาก 10-15% อาจใช้เครื่องอัดแบบไฮโดรลิค (hydraulic press) หรือเครื่องอัดแบบสกรู (screw press) จะได้น้ำมันประมาณการแยกด้วยวิธีนี้จะได้น้ำมันปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแรงอัดที่ใช้ ถ้าใช้แรงอัดสูงจะได้น้ำมันมาก แต่น้ำมันที่ได้จะมีคุณภาพลดลง เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจะไปเร่งปฏิกิริยาเคมีบางอย่าง ทำให้น้ำมันเสื่อมเสียได้เร็วขึ้น ดังนั้นการบีบอัดอาจทำได้ 2 แบบ คือ การบีบอัดโดยใช้แรงดันสูง เพื่อให้ได้น้ำมันมาก หรือการบีบอัดแบบ pre-press โดยบีบด้วยแรงดันต่ำก่อน แล้วจึงสกัดน้ำมันที่เหลือในกากต่อด้วยสารทำละลาย


  คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ของน้ำมันสบู่ดำ  
น้ำมันสบู่ดำจะมีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวปนเหลือง ใสและยังคงใสที่อุณหภูมิต่ำ และมีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ และองค์ประกอบกรดไขมัน (รพีพันธุ์และคณะ, 2525) ดังนี้
ปริมาณกรดไขมันอิสระ ( Free fatty acid, %as oleic acid) 4.80
ค่าสปอนนิฟิเคชั่น (Saponification value) 197.13
ค่าไอโอดีน (Iodine value, Wijs) 97.08
ดัชนีหักเห (Refractive index) ที่ 25oC 1.4670
ความถ่วงจำเพาะ (Specific gravity) ที่ 25oC 0.9136
ความหนืด (Viscosity)ที่ 25oC (Gardner) (cp) 45.68
องค์ประกอบกรดไขมัน
Palmitic acid (C 16:0) 16.17
Stearic acid (C18:0) 5.11
Total saturated fatty acid 21.28
Oleic acid (C18:1) 44.88
Linoleic acid (C18:2) 33.83
Total unsaturated fatty acid 78.71

น้อยหน่า


             พันธุ์น้อยหน่า           
และน้อยหน่าลูกผสมในประเทศไทย  สถานีวิจัยปากช่องเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งปลูกน้อยหน่าที่สำคัญของประเทศ  ได้เริ่มโครงการรวบรวมเชื้อพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสม ในปี พ.ศ. 2548  ด้วยงบสนับสนุนการวิจัย มก.  โดยการสำรวจและเก็บตัวอย่างพันธุ์ปลูกจากแหล่งปลูกทั่วประเทศ  จากพันธุ์ที่ชนะเลิศจากการประกวดในแต่ละพื้นที่ พันธุ์กลายเองจากธรรมชาติที่พบในแปลงเกษตรกร  และพันธุ์ที่ปรับปรุงพันธุ์ในสถานีวิจัยปากช่อง  เพื่อรวบรวมเชื้อพันธุ์ดีไว้ในแปลงรวบรวมพันธุ์  สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการปรับปรุงพันธุ์  และคัดเลือกสายพันธุ์ดีสำหรับส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไปในอนาคต  ในปัจจุบันมีสายพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมจำนวนมากกว่า  100 สายพันธุ์   ปลูกไว้ในลักษณะแปลงรวบรวมพันธุ์ขนาดใหญ่ในสถานีวิจัยปากช่อง  พร้อมกับจำแนกสายพันธุ์เบื้องต้น  ตามลักษณะสีผิวของผล  สีเนื้อ  สีใบ ลักษณะของผลภายใน และภายนอกเป็นต้น แล้วแบ่งออกเป็น  4  กลุ่มพันธุ์ คือ บ้านอะลาง

1.  น้อยหน่าพื้นเมืองหรือน้อยหน่าฝ้าย 
แบ่งออกได้  2 สายพันธุ์  ตามลักษณะของสีผล  คือ  น้อยหน่าฝ้ายเขียวซึ่งมีผลสีเขียว  กับน้อยหน่าฝ้ายครั่งมีผลสีม่วงเข้ม ลักษณะภายในผล  เนื้อหยาบเป็นทราย ยุ่ยไม่จับตัวเป็นก้อน  เนื้อมีสีขาวในน้อยหน่าฝ้ายเขียวและสีขาวอมชมพูในน้อยหน่าฝ้ายครั่ง  เมื่อผลสุกเปลือกไม่ล่อนออกจากเนื้อเละง่าย  มีกลิ่นหอมรสหวาน

2.  น้อยหน่าหนังหรือน้อยหน่าญวน
แบ่งออกได้  3  สายพันธุ์  คือ  น้อยหน่าหนังเขียวมีผลสีเขียว  น้อยหน่าหนังทองเกิดจากการเพาะเมล็ดแล้วกลายพันธุ์ผลมีสีเหลืองทอง  และน้อยหน่าหนังครั่งเกิดจากการเพาะเมล็ดแล้วมีการกลายพันธุ์เช่นเดียวกับหนังทองแต่มีผลสีม่วงเข้มคล้ายน้อยหน่าฝ้ายครั่ง  ลักษณะภายในผล เนื้อมากเหนียวละเอียด สีขาวในน้อยหน่าหนังเขียว สีขาวอมชมพูในน้อยหน่าหนังครั่ง และสีขาวอมเหลืองในน้อยหน่าหนังทอง    เมื่อผลสุกเปลือกล่อนเป็นแผ่นลอกจากเนื้อได้  กลิ่นหอมรสหวาน

3.  น้อยหน่าลูกผสมหรืออะติมัวย่า
เป็นลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างน้อยหน่า ( A. squamosa Linn.) กับ เชริมัวย่า (A. cherimola Mill.)  มีชื่อสามัญว่า atemoya  ปัจจุบันสถานีวิจัยปากช่อง ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสม  และได้คัดเลือกลูกผสมที่ตรงตามวัตถุประสงค์รวบรวมไว้ในแปลงฯ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ขนาดของลำต้น ขนาดใบ  ขนาดผล ผิวผล และลักษณะเนื้อเป็นต้น

4.  ลูกผสมอื่นๆ 
เป็นกลุ่มพันธุ์ที่กลายพันธุ์เองจากธรรมชาติที่พบในแปลงเกษตรกร  ไม่สามารถทราบชื่อพ่อแม่พันธุ์หรือที่มาของพันธุ์ได้  ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับกลุ่มน้อยหน่าลูกผสมหรืออะติมัวย่า

  แนวทางการผลิตน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม(GAP)              
ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ  ได้ให้ความสนใจในการผลิตทางการเกษตรดีที่เหมาะสม GAPเป็นอย่างมาก  การปฏิบัติตามข้อกำหนดของ GAP จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิตและยังช่วยเพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้อีกด้วย  พืชหลายชนิดที่มีข้อกำหนดของ  GAP แล้ว  เช่น มะม่วง  ทุเรียน  เงาะ  มังคุด  ลำไย  ลิ้นจี่  ส้มโอ  ส้มเขียวหวาน มะละกอ  และกล้วยไม้เป็นต้น   แต่ในน้อยหน่ายังไม่มีรายงานการเสนอแนวทางการผลิตตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม(GAP)  ดังนั้นการนำเสนอในครั้งนี้จึงเป็นเพียงแนวทางการปฏิบัติ  โดยการนำเอาแนวทางการปฏิบัติในการผลิตพืชคุณภาพตามระบบ GAP ของพืชอื่นๆ  และจากรายงานที่มีผู้เสนอไว้มาปรับใช้  สร้างเป็นแนวทางการผลิตน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม  เพื่อให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติได้จริง  อันที่จะส่งผลให้ได้ผลผลิตที่ได้มีทั้งปริมาณและคุณภาพ  แต่การทำ GAP ในพืชชนิดเดียวกันที่ปลูกต่างสถานที่ก็อาจแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและวิธีการดูแลรักษาที่ต่างกัน  การนำวิธีการในแหล่งหนึ่งไปใช้ในแหล่งปลูกอื่นจึงควรมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและการดูแลรักษาของแหล่งปลูกนั้นๆ  แนวทางการผลิตน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสมนี้ จึงเป็นแนวทางการผลิตเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพดี ตรงตามมาตรฐาน ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน ขบวนการผลิตปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ไม่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีความยั่งยืนทางการเกษตร  ดังมีรายละเอียดสามารถสรุปได้ดังนี้คือ บ้านะอะลาง

   1.  แหล่งปลูกและสภาพพื้นที่ปลูก       
น้อยหน่าชอบอากาศร้อนแห้งไม่หนาวจัด  ปริมาณน้ำฝน 800 – 1,300 มิลลิเมตร/ปี อุณหภูมิ 10-40  องศาเซลเซียส  มีแสงแดดจัดส่องได้ทั่วถึง พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลไปจนถึงที่ระดับความสูง 1,000  เมตร ดินและสภาพดินปลูกมีความอุดมสมบูรณ์สูง หน้าดินลึกตั้งแต่ 40 เซนติเมตรขึ้นไปชอบดินร่วนทราย  หรือดินร่วนเหนียว มีการระบายน้ำดีไม่มีน้ำท่วมขัง  ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินระหว่าง  5.5 - 7.4  มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูกาลหรือในช่วงฝนทิ้งช่วงสะอาดปราศจากสารพิษปนเปื้อน



 2.  การเลือกพันธุ์เพาะปลูก
ควรเลือกปลูกพันธุ์ที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์และตลาดต้องการเช่น น้อยหน่าควรปลูกน้อยหน่าหนังเขียวและฝ้ายเขียวที่ผ่านการคัดพันธุ์แล้ว  และน้อยหน่าลูกผสมปลูกพันธุ์การค้าเช่นพันธุ์เพชรปากช่อง  เพราะเจริญเติบโตได้ดีเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ของประเทศไทยต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกได้จากการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการไม่ใช้เพศเช่น การต่อกิ่งบนต้นตอน้อยหน่าเพาะเมล็ด  มีความสมบูรณ์  อายุอยู่ระหว่าง 6 - 12 เดือน


 3.  ขึ้นตอนการการปลูก
ก่อนปลูกควรนำดินไปวิเคราะห์เพื่อปรับสภาพดิน หลังจากนั้นไถตากดินทิ้งไว้อย่างน้อย  7 วัน   ระยะปลูก 4 x 4  เมตรจำนวน 100  ต้น/ไร่   วิธีการปลูก ตัดยอดออกเล็กน้อยเพื่อเร่งให้แตกพุ่มใหม่และลดการคายน้ำแล้วตั้งต้นให้ตรงปักไม้ค้ำยันกลบดินให้แน่นใช้ฟาง แกลบ เศษหญ้าแห้งคลุมหน้าดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพราะจะทำให้ต้นน้อยหน่าเจริญเติบโตและตั้งตัวได้เร็ว




4.  การดูแลรักษาน้อยหน่า
การให้ปุ๋ยควรใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยวิทยาศาสตร์ร่วมกัน  การให้น้ำ   ควรรักษาความชื้นในสวนให้อยู่ระหว่าง 70 - 80 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้การผสมเกสรติดผลสูงขึ้นให้ผลเจริญเติบโตดีเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าปกติ  ขนาดของผล จำนวนผล และคุณภาพของผลดีกว่าปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ  มีการปลิดผลอ่อนให้เหลือผลที่สมบูรณ์  สำหรับน้อยหน่า 2 ผล/กิ่ง  และน้อยหน่าลูกผสม 1 ผล/กิ่ง  แล้วห่อผลก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย  1 เดือนเพื่อป้องกันแมลงวันทอง

5.  สุขลักษณะและความสะอาด 
มีการกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการสะสมโรคและแมลง  สะดวกต่อการเข้าไปเก็บเกี่ยว และไม่ให้เศษวัชพืชติดไปกับผลผลิต  สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ห่างไกลจากอาหาร แหล่งน้ำ สัตว์เลี้ยงและที่อยู่อาศัยของเกษตรกร  เครื่องมือและอุปกรณ์เครื่องทุ่นแรงต่างๆ  ควรทำความสะอาดและเก็บให้เรียบร้อยหลังใช้งาน  หากพบว่าชำรุดควรซ่อมบำรุงให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ในครั้งต่อไป และกำจัดวัสดุและภาชนะบรรจุสารเคมีที่เหลือใช้อย่างถูกวิธี


6.  ศัตรูและการป้องกันกำจัด
แมลงและการป้องกันกำจัด  แมลงที่สำคัญคือ  แมลงวันผลไม้  หนอนเจาะกิ่ง  ด้วงกินใบหรือแมลงค่อมทอง   ด้วงทำลายดอก  หนอนผีเสื้อเจาะผล  เพลี้ยแป้ง  ควรหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอโดยเฉพาะแมลงวันทองระบาดในช่วงผลแก่เริ่มสุก  ถ้าหากมีการระบาดควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน หรือถ้าใช้สารเคมีควรเก็บผลผลิตหลังการใช้สารเคมีอย่างน้อย  30 วัน



โรคและการป้องกันกำจัด   โรคที่สำคัญคือ โรคกิ่งแห้ง  โรคมัมมี่  โรครากเน่า โรคผลเน่าดำ และโรคแอนแทรคโนส    หากพบการระบาดโดยเฉพาะโรคแอนแทรคโนสฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดรา ร่วมกับการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง ลมและแสงแดดส่องได้ทั่วถึงวัชพืชและการป้องกันกำจัด  วัชพืชที่สำคัญมีทั้งชนิดฤดูเดียวและชนิดข้ามปี การป้องกันกำจัด เช่นใช้จอบดาย  เครื่องตัดหญ้า  สารควบคุม หรือใช้ทั้งสามวิธีร่วมกัน

7.  คำแนะนำการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสม
ควรตรวจซ่อมอุปกรณ์เครื่องพ่นสารเคมีอย่าให้มีรอยรั่ว  สวมเสื้อผ้าและอุปกรณ์การป้องกันอันตรายจากสารพิษ  อ่านสลากคำแนะนำเพื่อทราบคุณสมบัติและการใช้สารเคมีก่อนการปฏิบัติงานทุกครั้ง   ฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ  เตรียมสารเคมีให้ใช้ให้หมดในคราวเดียวกัน   ปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิทเมื่อเลิกใช้แล้วเก็บไว้ในที่มิดชิด  อาบน้ำ สระผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีทุกครั้งหลังฉีดพ่นสารเคมีเรียบร้อยแล้ว ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย  ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้วทำลายโดยการฝังดินให้ลึกมากพอที่สัตว์ไม่สามารถขุดคุ้ยขึ้นมาได้และห่างจากแหล่งน้ำ  และไม่ใช้เครื่องฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช ร่วมกับสารป้องกันและกำจัดโรคและแมลง

8. การเก็บเกี่ยวน้อยหน่า
ควรเลือกเก็บผลที่ได้ขนาดและอายุใกล้เคียงกัน ประมาณ 110-120  วัน  โดยใช้กรรไกรตัดขั้วผลให้ชิดกับไหล่ผล แล้วรวบรวมผลผลิตใส่ในภาชนะบรรจุที่สะอาดป้องกันการบอบช้ำ แล้วเก็บไว้ในที่ร่มอย่าให้โดนแดดก่อนการคัดแยกหรือคัดเกรด

 9.   การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว
คัดขนาดคุณภาพน้อยหน่าตามความต้องการของตลาด  บรรจุลงภาชนะที่แข็งแรงรองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ซ้อนกันหลายๆชั้นก่อนการบรรจุผลลงไปโดยต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเช่นอาจห่อด้วยโฟมตาข่าย การเก็บรักษาควรเก็บในอุณหภูมิระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส   ปริมาณและออกซิเจนต่ำ  คาร์บอนไดออกไซด์  10 เปอร์เซ็นต์   และความชื้นสัมพัทธ์  85 - 90 เปอร์เซ็นต์   สามารถเก็บน้อยหน่าไว้ได้นานถึง  13  วัน และควรขนส่งให้ถึงมือผู้บริโภคให้เร็วที่สุด

10. การบันทึกข้อมูล  ควรบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานขั้นตอนการผลิตที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบได้หากมีข้อบกพร่องเกิดขึ้น  สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที

        น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสม         
เป็นไม้ผลที่ปรับตัวได้ดีนิยมปลูกในเขตร้อนและเขตอบอุ่นในส่วนต่างๆของโลก  มีรสชาติดีนิยมบริโภคทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ  พื้นที่ปลูกน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมของประเทศไทยโดยรวมปี 2546 เท่ากับ 232,579 ไร่ ปลูกกันมากในเขตพื้นที่อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา   ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  ปลูกน้อยหน่าพันธุ์หนังและพันธุ์ฝ้ายมากที่สุด   ปัจจุบันน้อยหน่าลูกผสมเป็นพันธุ์ใหม่ที่เกษตรกรให้ความสนใจและปลูกกันเพิ่มมากขึ้นในทั่วทุกภาคของประเทศ  เป็นพันธุ์ที่ทำรายได้สูงให้กับเกษตรกรเนื่องจากให้ผลผลิตสูง   ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกประเทศใกล้เคียงเช่น จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนามและฮ่องกงเป็นต้น  การปลูกน้อยหน่าในอดีต   นิยมปลูกด้วย ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพของผลไม่ตรงตามพันธุ์ เช่นผลมีขนาดเล็กลง เนื้อน้อย และเมล็ดมากกว่าพันธุ์เดิม ส่งผลให้การส่งออกไปขายยังต่างประเทศมีปริมาณลดลง  สาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการที่เกษตรกรขาดการใช้พันธุ์ดีที่ได้จากการคัดเลือกหรือปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งวิธีการขยายพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม  บ้านอะลาง

การปลูกโกโก้



โกโก้  ลักษณะทางธรรมชาติ เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดใหญ่  อายุยืนนับร้อยปี  กำเนิดในป่าชื้นเขตอเมริกาใต้ (บราซิล.  แม็กซิโก.  โคลัมเบีย.  ให้ผลผลิตตลอดปีแบบไม่มีฤดูกาล เจริญเติบโตได้ดีในเขตภาคใต้ของประเทศไทย ชอบแสงแดดรำไรหรือมีร่มเงาบ้าง ฝนชุก ต้องการไม้พี่เลี้ยงตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงตลอดไป  การปลูกโกโก้แซมแทรกในสวนมะพร้าวโดยมีมะพร้าว (อายุต้นมากกว่า 10 ปี) ช่วยบังแดด และมีกล้วยแซมแทรกบ้างเพื่อสร้างความชื้นในดินและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะช่วยให้ต้นโกโก้เจริญเติบโตดี  บ้านอะลาง
             
อายุต้นหลังปลูก 3 ปี  เริ่มให้ผลผลิตและให้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 50 ปี ออกดอกติดผลตามลำต้นและใต้ท้องกิ่งแก่  ทุก 2-3 สัปดาห์ อายุผลตั้งแต่ออกดอก ถึง เก็บเกี่ยว 5-6 เดือนเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมน หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยวผลอ่อนมีสีเขียว  ผลแก่มีสีเหลืองอมส้ม  ผลแก่จัดสีเหลืองอมแสด

การเก็บเกี่ยว  ให้เลือกเก็บเฉพาะผลที่แก่สุกพอเหมาะ ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป เปลือกผลสีเหลือง  วิธีเก็บเกี่ยวให้ใช้กรรไกคมๆตัดขั้วผล หลังจากเก็บเกี่ยวผลชุดแรกไปแล้ว อีก 2-3 สัปดาห์โกโก้จะออกดอก ณ บริเวณใกล้เคียงอีก ถ้าใช้วิธีดึงผลจนเปลือกฉีกเป็นแผลบริเวณนั้นจะไม่ออกดอกหรือต้องใช้ระยะเวลานาน
             
หมายเหตุ : ธรรมชาติของโกโก้ออกดอกติดผลตลอดปีแบบไม่มีรุ่นอาจไม่จำเป็นต้องบำรุงตามขั้นตอน หากต้นมีความสมบูรณ์อยู่เสมอจะออกดอกติดผลเอง.....การปลูกโกโก้แซมแทรกในสวนมะพร้าวซึ่งพืชทั้งสองชนิดนี้มีธรรมชาติ  การออกดอกติดผลเหมือนกันจึงใช้วิธีบำรุงร่วมกันได้หากต้องการผลผลิตเป็นรุ่นเดียวกันทั้งต้นทั้งแปลง เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตมาก และคุณภาพดีตามที่ตลาดต้องการก็จำเป็นต้องปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนเช่นเดียวกันกับไม้ผลทั่วๆไป

สายพันธุ์       
1. เวสแอฟริกัน อมิโลนาโด :เป็นพันธุ์นิยมปลูกมากที่สุดเพราะผสมเกสรในตัวเองได้ดี
    และคุณภาพเมล็ดเป็นที่ต้องการของตลาด              
2. ครีโอโล : ป็นพันธุ์ผลค่อนข้างใหญ่  กลิ่นจัด  เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมโกโก้
3. อั๊พเปอร์ อเมซอน : เป็นพันธุ์ให้ผลผลิตสูงและเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ              
4. ทรินิ ตาริโอ : เป็นพันธุ์ต้านทานโรคดีที่สุดแต่ให้ผลผลิตต่ำ

การขยายพันธุ์ 
เพาะเมล็ดโดยการเลือกเมล็ดจากผลแก่จัดคาต้น สมบูรณ์  คุณภาพดี  ไม่มีโรคและแมลง  ต้นแม่ให้ผลผลิตดกดี  ออกดอกติดผลประจำทุกปี  อยู่ในดงหรือสวนโกโก้ขนาดใหญ่เมล็ดไม่มีระยะพักตัว  เมื่อได้มาจากต้นแล้วขยำเนื้อและเปลือกเหลือแต่เมล็ดใน  ผึ่งลมแห้งแล้วนำลงเพาะในวัสดุเพาะทั่วไปได้ทันทีโดยให้ส่วนตายอดอยู่ด้านบนและตารากอยู่ด้านล่างเสมอทั้งนี้จะวางเมล็ดแบบแบนราบหรือตั้งขึ้นก็ได้  ภายใน 7 วัน รากจะงอกถ้าไม่งอกแสดงว่าเมล็ดนั้นใช้การไม่ได้ บ้านอะลาง      

ระยะปลูก
เลือกพื้นที่ปลูกแซมแทรกในสวนมะพร้าวจึงให้พิจารณาตามความเหมาะสม  3 X 3 ม.
หรือ  3 X 2.5 ม. กรณีปลูกแซมแทรกในสวนมะพร้าว  ให้ห่างจากต้นมะพร้าว  3-4 ม.
อยู่ด้านร่มเงาของมะพร้าว

เตรียมดินและอินทรีย์วัตถุ             
    - ใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา (แห้งเก่าข้ามปี) ปีละ 2 ครั้ง
    - ให้ยิบซั่มธรรมชาติ  ปีละ 2 ครั้ง              
    - ให้กระดูกป่น  ปีละ 1 ครั้ง                
    - คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆเต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่มล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิงหรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง
    - ให้มูลค้างคาว 1-2 กำมือ/ต้น/3 เดือน              

หมายเหตุ :   
    - การฝังซากสัตว์ เช่น หอยเชอรี่  ปลาสด  เป็นชิ้นเท่าลูกมะนาวหรือบดละเอียด ที่ชายเขตทรงพุ่ม 4-5   หลุม/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. ฝังปีเว้นปี เพื่อให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องหลายๆปีจะทำให้    ต้นมีความสมบูรณ์สูงพร้อมต่อการบำรุงทุกขั้นตอน
          
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ (ทางใบ-ทางราก) บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต ไม่แตกใบอ่อน
ผลหยุดขยายขนาดแล้วกลายเป็นผลแก่   การให้ทางใบอาจเป็นแหล่งอาศัยและแพร่ระบาดของเชื้อราได้      
  
    - ให้กลูโคสหรือนมสัตว์สดเฉพาะช่วงสำคัญ เช่น เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่  สะสมอาหาร  บำรุงผลกลาง       ช่วงละ 1-2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 20-30 วัน.....ถ้าให้บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นเกิดอาการนิ่ง ไม่ตอบสนอง       ต่อสารอาหารหรือฮอร์โมนใดๆทั้งสิ้น

   - ฮอร์โมนธรรมชาติและฮอร์โมนวิทยาศาสตร์จะให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยก็ต่อเมื่อ ต้นมีสภาพความ      สมบูรณ์สูง
             
เตรียมต้น 
ตัดแต่งกิ่ง : ปกติโกโก้ที่ปลูกจากเมล็ดจะเจริญเติบโตทางสูงเป็นลำต้นเดี่ยวๆโดยอายุต้น 1 ปี-1 ปีครึ่งหลังปลูกจะสูงประมาณ 1.5-2 ม.  จากนั้นจะหยุดการเจริญเติบโตทางสูงแล้วเจริญเติบโตทางข้าง  มีกิ่งแขนงแตกออกทางข้าง 4-5 กิ่งเรียกว่า เรือนยอด จากนั้นก็จะแตกกิ่งกระโดงจากตาของกิ่งเรือนยอดเป็นกิ่งกระโดง เรียกว่า ชูพอน เมื่อชูพอนโตขึ้นก็จะสร้างเรือนยอดขึ้นมาอีก และตาของกิ่งเรือนยอดก็จะแตกกิ่งกระโดงออกมาอีก  เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนต้นมีขนาดทรงพุ่มสูงและใหญ่

     -โกโก้ต้นที่ให้ผลผลิตแล้วให้ตัดแต่งกิ่งโดยตัดกิ่งแห้ง  กิ่งเป็นโรค  กิ่งชี้เข้าในทรงพุ่ม กิ่งไขว้  เพื่อให้ภายในทรงพุ่มโปร่ง  แสงแดดและลมพัดผ่านสะดวก  ต้นที่ความสูงน้อยกว่า 1.5ม. ให้เลี้ยงกิ่งกระโดงที่เกิดใหม่ไว้ก่อน เพื่อให้สร้างเรือนยอดสำหรับเพิ่มความสูงให้แก่ต้น

     -ต้นที่สมบูรณ์มากๆจะมีหน่อแทงออกมาจากโคนลำต้นเหนือผิวดินเล็กน้อย ถ้าต้นมีความสูงพอเพียงแล้วให้ตัดหน่อทิ้งไปทั้งหมดตั้งแต่เริ่มแทงออกมาโดยตัดให้ชิดเปลือกลำต้น แต่ถ้าต้นยังได้ความสูงไม่พอเพียงก็ให้คงหน่อที่แข็งแรงไว้ 1-2 หน่อ เพื่อให้เป็นลำต้นใหม่แล้วสร้างเรือนยอดต่อไป

    - หลังจากตัดยอดประธานเพื่อควบคุมความสูงหรือยอดประธานหักเองจะมีหน่อเกิดใหม่ที่ใต้รอยตัดนั้นให้บำรุงหน่อใหม่จนเป็นต้นสำหรับทดแทนได้

    - การตัดแต่งกิ่งโกโก้ต้องทำทุก 1-2 เดือนเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งอยู่เสมอซึ่งจะส่งผลดีต่อการออกดอกติดผล
              

ตัดแต่งราก : 
โกโก้ช่วงต้นอายุยังน้อยไม่ควรตัดแต่งรากแต่ถ้าต้องการสร้างรากใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการหาอาหารดียิ่งขึ้นใช้วิธีล่อรากด้วยการพูนโคนต้นด้วยดิน 3 ส่วนกับอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน ต้นอายุหลายปี  ระบบรากเก่าและแก่มาก  ให้พิจารณาตัดแต่งรากส่วนปลายออก 1 ใน 4 ด้วยการพรวนดินรอบทรงพุ่มลึก 10-15 ซม. หลังจากให้ฮอร์โมนบำรุงรากไปแล้วต้นจะแตกรากใหม่จำนวนมากขึ้น  และมีประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหารได้ดีกว่าเดิม  ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อโกโก้          


หลักการและเหตุผล :              
    1.โกโก้ต้องปลูกแบบแซมแทรกระหว่างมะพร้าวเพื่ออาศัยมะพร้าวเป็นไม้พี่เลี้ยงตลอดชีวิตโกโก้จึงจะให้ผลผลิตดี  ระยะห่างระหว่างต้นมะพร้าวกับมะพร้าว หรือโกโก้กับโกโก้  หรือมะพร้าวกับโกโก้  จึงเอาแน่นอนไม่ได้
             
    2.โกโก้กับมะพร้าวมีนิสัยออกดอกติดผลตลอดปีแบบไม่มีรุ่น ตราบเท่าที่ต้นสมบูรณ์เหมือนกันต่างกันก็แต่อายุของผลผลิตเท่านั้น  จากหลักการและเหตุผลทางธรรมชาติของไม้ผลทั้งสองที่ต้องอยู่ร่วมกันนี้ แนวทางการปฏิบัติบำรุงให้ใช้วิธีการเดียวกันเป็นหลัก  จากนั้นจึงเลือกให้สารอาหารบางอย่างสำหรับมะพร้าวหรือโกโก้โดยเฉพาะเสริมด้วยการให้ทางใบหรือทางรากโดยตรง        


1.ระยะกล้า - ยังไม่ให้ผลผลิต          
      ทางใบ :          
    - ให้น้ำ 100 ล.+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. โดย
    -การฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น  ทุก 15-20 วัน            
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน
            ทางราก :       
    - ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7(200-500 กรัม)/เดือน/ต้น/เดือน
    - ให้น้ำเปล่าปกติ  ทุก 2-3 วัน              

หมายเหตุ :  เริ่มให้ปุ๋ยทั้งทางใบและทางรากหลังจากต้นแตกใบใหม่ได้แล้ว 2-3 ใบ  โดยช่วง
                                ระยะต้นเล็กให้แต่น้ำเปล่าก็พอ              


2.ระยะต้นโตให้ผลผลิตแล้ว          
ทางใบ : ในรอบ 15-20 วัน ให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1 ครั้งกับให้น้ำ100 ล. + ฮอร์โมนไข่ 100ซีซี.+ เอ็นเอเอ 25 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.อีก 1ครั้ง ฉีดพ่นทางใบพอเปียกใบ ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน
ทางราก :           
ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 (1-1/2 กก.)/เดือน/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน ให้น้ำเปล่าปกติ  ทุก 2-3 วัน              

หมายเหตุ :  ระยะต้นโตให้ผลผลิตแล้วถ้าขาดน้ำจะทำให้ต้นชะงักไม่ออกดอกและผลทั้งใน
                                ฤดูกาลปีนี้และฤดูกาลเดียวกันของปีต่อไป
   

3.บำรุง  “ดอก + ผล”  หลายรุ่น              
ทางใบ :              
สูตร 1.....ให้น้ำ 100 ล. + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + ฮอร์โมนสมส่วน 100 ซีซี.+ เอ็นเอเอ. 25 ซีซี.+ ฮอร์โมนไข่ 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 2.....ให้น้ำ 100 ล. + 0-42-56(200-250 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + ฮอร์โมนไข่ 50 ซีซี. + เอ็นเอเอ.25 ซีซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ ไคโตซาน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.

      เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งหรือใช้ทั้งสองสูตรสลับครั้งกัน ฉีดพ่นพอเปียกใบทุก 15-20 วัน
      ทางราก :              
    - ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 (200-250 กรัม)/เดือน/ต้น
    - ให้น้ำเปล่าทุก 2-3 วัน              
    - ช่วงก่อนเข้าหน้าหนาว (ฝนต่อหนาว) และช่วงหน้าแล้งต้องให้น้ำทุกวันหรือวันเว้นวันจะ
       ช่วยให้หน้าแล้งปีถัดไปผลโกโก้จะไม่ขาดต้น              

หมายเหตุ :           
    - ให้ไคโตซาน 2-3 เดือน/ครั้ง จะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้น
    - ถ้าติดผลดกมากควรให้ฮอร์โมนน้ำดำ กับ แคลเซียม โบรอน 2-3 เดือน/ครั้ง โดยแบ่งให้ตลอดระยะ
       เวลาที่มีผลผลิตอยู่บนต้นจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น
    - ให้สังกะสีคีเลต 2-3 เดือน/ครั้งจะช่วยให้เนื้อหนาและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 
เรียบเรียงใหม่โดยเกษตรบ้านอะลาง