Showing posts with label การเกษตร. Show all posts
Showing posts with label การเกษตร. Show all posts

การปลูกถั่วแปบ



        การเพาะปลูกถั่วแปบ       
ชื่อที่เรียก               ถั่วแปบ
ชื่ออื่นๆ               ถั่วแปะยี มะแปบ
หมวดหมู่ทรัพยากร    พืช


ลักษณะทั่วไป  ถั่วแปบเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีแหล่งกระจายพันธุ์มาจากประเทศอินเดีย แล้วจึงกระจายพันธ์ไปทางภูมิประเทศแบบเขตร้อนหรือร้อนชื้น ถั่วแปบมีโครโมโซมเป็นดิพลอยด์ (2n=22) จำนวน 11 คู่ ที่มีอายุข้ามปี โดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือถั่วแปบเขียว (สีฝักจะมีสีเขียวเข้ม) และถั่วแปบขาว (ลักษณะฝักจะมีสีเขียวซีดขาว)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้นถั่วแปบมีลำต้นเป็นไม้เลื้อยลำต้นบิด มีขนเล็กน้อย สูงประมาณ 1.5 เมตร - 3 เมตร บางพันธ์อาจสูงได้ถึงประมาณ 9 เมตร ลักษณะของใบ เป็นใบประกอบ 3 ใบ คล้ายรูปไข่ปลายเรียวแหลม ดอกมี 2 ชนิดคือ ชนิดดอกสีขาว และชนิดดอกสีม่วง เมล็ดอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลเข้ม หรือเป็นสีดำเมื่อแก่จัด

  การใช้ประโยชน์  
-ใช้ฝักอ่อน เมล็ด ใช้ประกอบอาหาร เช่นแกงส้ม ผักลวกจิ้มกับน้ำพริก
-ใช้เป็นสมุนไพลบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้อาการแพ้
-ใช้ปลูกเป็นพืชอาหารสัตว์
-ใช้ปลูกเป็นพืชสำหรับทำปุ๋ย หรือเป็นพืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

แหล่งที่พบ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ (เขาค้อ)
ตำบล สะเดาะพง
อำเภอ เขาค้อ
จังหวัด เพชรบูรณ์

                    คุณค่าสารอาหาร                  
ถั่วแปบเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้สารอาหารทางโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรท (กลูโคส กาแลคโตส และกลูตามิเนส) ไขมันชนิดฟอสฟาไทด์ แร่ธาตุ ได้แก่ แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี รวมไปถึงวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดแพนโรทีนิค

ถั่วแปบยังพบว่ามีสาร ไฟโตฮีแมคกลูตินิน (Phytohemagglutinine)ที่ช่วยในการเร่งการผลิตเม็ดเลือดขาวของร่างกาย ลำต้นของถั่วแปบยังพบว่ามีสารแคโรทีน หรือเบต้าแคโรทีน และสาร ลูเทียน (Lutein) ในส่วนของรากถั่วแปบมีเอนไซม์ชนิดหนึ่ง และกรดอะมิโนแยกอิสระอีกหลายชนิด จึงเหมาะแก่การปลูกถั่วแปบเพื่อบำรุงรักษาดิน
           การปลูกเดี่ยว          
ถั่วแปบเป็นพืชที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนวได้ง่าย เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเท่ากับข้าวโพด สามารถปลูกโดยใช้เครื่องปลูกข้าวโพดได้ การปลูกเพื่อบำรุงดินให้ได้ผล ต้องมีจำนวนต้นประมาณ 25,000 ต้นต่อไร่ จะต้องระยะปลูกระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ระหว่างต้น 12.5 เซนติเมตร (ปริมาณเมล็ดที่ใช้ 10 กิโลกรัมต่อไร่)


เนื่องจากถั่วแปบเป็นพืชที่ไวต่อช่วงแสง เช่นเดียวกับไมยราบไร้หนาม คือถั่วแปบมีการเจริญเติบโตทางลำต้นตลอดช่วงฤดูฝน และจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ดังนั้นถ้าจะปลูกถั่วแปบเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ควรปลูกในช่วงวันยาวคือปลายมีนาคมเป็นต้นไป แล้วไถกลบในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฝนทิ้งช่วง เพื่อทำการปลูกข้าวโพดต้นเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าต้องการรวบรวมเมล็ดไว้ใช้ ควรปลูกตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม และเพื่อให้การเจริญเติบโตดีขึ้นและลดปริมาณเมล็ดหญ้าในแปลงปลูก ควรใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P2O5) ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อไร่ และฉีดยาคุมหญ้าอาลาคลอร์หรือแลสโซ


การปลูกร่วมกับพืชอื่น 
ถั่วแปบปลูกร่วมกับข้าวโพดหวานได้ดี โดยปลูกถั่วแปบแซมระหว่างต้นข้าวโพด เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้ว ตัดต้นข้าวโพดพร้อมถั่วแปบนำไปเลี้ยงโคได้ หรือปล่อยให้ถั่วแปบเจริญเติบโตอีก ประมาณ 1 เดือน แล้วไถกลบลงไปในดินเพื่อบำรุงดินต่อไป


เห็ดโคนหิมะ


                        เห็ดโคนหิมะ                     
สองวันหนึ่งคืนในการเข้าแคมป์เรียนรู้เทคนิคการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น-โคนหิมะที่ "สวนเห็ดจิรวุฒิ" อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ในระหว่าง วันที่ 23-24 พฤษภาคม นี้ ตามโครงการ "คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ สัญจร" ซึ่งจะมีการจัดขึ้นในลักษณะนี้ไม่บ่อยนักและครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สาม ที่ยกพลไปเรียนกันถึงฟาร์มเห็ดแบบครบวงจร

   ถึงแม้จะมีเวลาน้อยเพียงแค่ 2 วัน แต่ก็คุ้มค่า ซึ่งคุณจิรวุฒิ อินทรานุกูล เจ้าของสวนยืนยันว่าเรียนจบหลักสูตรแล้วจะสามารถเปิดฟาร์มเห็ดได้เลย เพราะกระบวนการเรียนรู้จะเน้นการเพาะเห็ดแบบครบวงจร มีทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน  ตลอดจนวิธีการเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาดอกเห็ดให้อยู่ได้นาน ที่สำคัญมีการสอนคำนวณต้นทุนจริงให้ด้วย เหมาะสำหรับเกษตรกรที่สนใจและผู้ที่ทำทั้งในเชิงธุรกิจ

 "ตอนนี้เรามีเห็ดตัวใหม่ออกมาคือเห็ดโคนหิมะ มีลักษณะคล้ายกับโคนญี่ปุ่น แต่จะมีสีขาวทั้งดอกคล้ายหิมะ แต่ขณะนี้ยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เพราะอยู่ระหว่างการเตรียมขยายพันธุ์ให้เครือข่าย ส่วนราคาซื้อขายเริ่มตั้งแต่ 200 บาทต่อกิโลกรัมขึ้นไป ขณะที่โคนญี่ปุ่นปัจจุบันจะอยู่ที่ 150-180 บาทต่อกิโลกรัม"

คุณจิรวุฒิย้ำว่า จุดเด่นของโคนหิมะรสชาติจะดีกว่าโคนญี่ปุ่น กรอบกว่า เนื้อแน่นว่าและเก็บได้ยาวนานกว่า เพราะมีความแข็งแรงมากกว่า แล้วก็มีสรรพคุณทางยาที่เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีนสูงกว่าโคนญี่ปุ่น ที่สำคัญราคาดีกว่าโคนญี่ปุ่นมาก เนื่องจากเป็นเห็ดสายพันธุ์ใหม่ทำให้ตลาดมีความต้องการสูง โดยขณะนี้ฟาร์มสามารถผลิตเห็ดชนิดนี้ได้เพียง 400 กิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้น  ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

 "วิธีการเพาะก็เหมือนกับโคนญี่ปุ่นทุกประการ แต่ปัญหาก็คือจะให้ดอกน้อยมาก ฉะนั้นจะทำอย่างไรที่จะให้โคนหิมะนั้นสามารถเปิดดอกให้ได้ในปริมาณมากเท่ากับโคนญี่ปุ่น ซึ่งเราจะมาเรียนรู้กันในตรงจุดนี้ด้วย" คุณจิรวุฒิกล่าว

 ฉะนั้นคำถามที่หลายคนสงสัยว่าโคนหิมะคืออะไร เป็นเห็ดสายพันธุ์ไหน เกษตรกรสามารถจะเพาะเลี้ยงได้หรือไม่ วิธีบริหารจัดการยากไหม มีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีประโยชน์ต่อร่างกายมากน้อยแค่ไหน แล้วทำไมถึงราคาซื้อขายแพงจัง ข้อสงสัยเหล่านี้จะได้รับการเฉลยจากคุณจิรวุฒิอย่างละเอียดยิบในทุกประเด็น สำหรับผู้ที่เข้าร่วมในโครงการ "คมชัดลึก ฝึกอาชีพ สัญจร"

 สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2338 -3356-7 ค่าลงทะเบียน 3,745 บาท/ท่าน พร้อมรับสิทธิสมาชิก นสพ.คมชัดลึก ฟรี 1 เดือน รับเพียง 40 ท่านเท่านั้นครับ!
"สุรัตน์ อัตตะ"

วิธีการปลูกมะพร้าวกะทิ


มะพร้าวกะทิ เป็นมะพร้าวที่ผลมีเนื้อหนา ฟู อ่อนนิ่ม รสหวานมันอร่อย เป็นที่นิยมบริโภค  โดยทั่วไปจะพบมะพร้าวกะทิเกิดร่วมกับมะพร้าวผลปกติในต้นมะพร้าวธรรมดาบางต้นเท่านั้น ปริมาณที่พบมีน้อย และหายาก จึงทำให้มะพร้าวกะทิมีราคาแพง ประมาณผลละ 30-50 บาท แพงกว่ามะพร้าวธรรมดา 5-10 เท่า

        ลักษณะเนื้อมะพร้าวกะทิ         
เนื้อมะพร้าวกะทิ  จะแตกต่างจากเนื้อมะพร้าวธรรมดา  ทั้งนี้เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ละลายน้ำได้ที่เรียกว่ากาแลคโตแมนนัน (Galactomannan) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเนื้อมะพร้าวธรรมดา  ถูกเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แอลฟ่า-ดี-กาแลคโตซิเดส เปลี่ยนกาแลคโตแมนนัน เป็นคาร์โบไฮเดรตอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แมนนัน (Mannan) ซึ่งสามารถละลายน้ำได้แต่ในมะพร้าวกะทิไม่มีเอนไซม์ตัวนี้ ทำให้กาแลคโตแมนนัน ซึ่งมีลักษณะนิ่มคล้ายวุ้นยังคงลักษณะเดิม แทนที่จะเปลี่ยนเป็นเนื้อมะพร้าวธรรมดา


เนื้อมะพร้าวกะทิที่พบจะแบ่งได้ 3 แบบ คือ
1.  เนื้อหนาเล็กน้อย และนุ่มเล็กน้อย (นุ่มคล้ายข้าวสุก) น้ำข้นเล็กน้อย
2.  เนื้อหนาปานกลาง และนุ่มปานกลาง
3.  เนื้อหนามาก และฟูเต็มกะลา
การจำแนกลักษณะเนื้อมะพร้าวกะทิ  ดังกล่าวข้างต้นอาศัยจากประสบการณ์ทางสายตา

          แหล่งมะพร้าวกะทิในธรรมชาติ          
พบมะพร้าวกะทิกระจายทั่วไปในประเทศที่ปลูกมะพร้าวที่สำคัญของโลกและมีชื่อเรียกเฉพาะถิ่นที่ปลูกมะพร้าวกะทิ  นอกจากประเทศไทยแล้ว ได้แก ฟิลิปปินส์ เรียกว่า มาคาปูโน (Makapuno) อินเดีย เรียกว่า ไทรุเธนไก (Thairu Thengai) อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เรียกว่า คอร์ปิยอร์ (Korpyor) ศรีลังกา เรียกว่า ดิกิริโปล (Dikiri Pol)

ในประเทศไทยจะพบกระจายตามแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น

          การเกิดมะพร้าวกะทิ         
ซูนิก้า (Zunica) ชาวฟิลิปปินส์ได้ทำการศึกษา โดยการควบคุมการผสมเกสรมะพร้าวต้นที่ให้ผลมะพร้าวกะทิ  และมะพร้าวธรรมดา ให้ผสมตัวเอง ผลปรากฎว่าได้ผลมะพร้าวธรรมดา 3 ส่วน และมะพร้าวกะทิ 1 ส่วน จึงสรุปได้ว่าการเกิดมะพร้าวกะทิเป็นเรื่องของพันธุกรรม ลักษณะการเกิดมะพร้าวกะทิถูกควบคุมโดยยืนเพียงคู่เดียว และถ่ายทอดตามกฎของเมนเดลทุกประการ ลักษณะกะทิเป็นลักษณะด้อย  ส่วนลักษณะธรรมดาเป็นลักษณะข่ม  และต้นมะพร้าวที่ให้ลูกเป็นกะทิอยู่ในสภาพฮีทธีโรไซโกท (Heterozygote)หรือลักษณะที่เป็นพันธุ์ทาง  เมื่อมะพร้าวธรรมดาผสมกับมะพร้าวพันธุ์ทาง  จึงให้ผลผลิตออกมาเป็นมะพร้าวธรรมดา 3 ส่วน มะพร้าวกะทิ 1 ส่วน

ปัจจุบันฟิลิปปินส์ได้พบมะพร้าวต้นที่ให้ผลมีเนื้อเหมือนมะพร้าวธรรมดาไม่ฟู  เมื่อเคี้ยวจะมีลักษณะนุ่มอร่อย  ฟิลิปปินส์เรียกมะพร้าวพันธุ์ดังกล่าวว่า “โลโน” (Lono) ผลมะพร้าวโลโนไม่สามารถเพาะให้งอกเป็นต้นเช่นเดียวกับมะพร้าวกะทิ

การสังเกตผลมะพร้าวกะทิ
การเก็บเกี่ยวมะพร้าวจากต้นที่เป็นกะทิในทะลายหนึ่ง  จะพบผลที่เป็นกะทิประมาณ 1 หรือ 2 ผล ใน 10 ผล  ข้อสังเกตผลที่เป็นกะทิอายุ 11-12 เดือน เมื่อเขย่าผลจะไม่ได้ยินเสียงดอนน้ำ  ถ้าเป็นมะพร้าวปกติจะได้ยินเสียงดอนน้ำ ชาวสวนมะพร้าวบางคนมีความชำนาญจากการฟังเสียง  เมื่อปอกเปลือกออกเหลือแต่กะลาแล้วใช้นิ้วดีดเสียงดังจะแตกต่างกันระหว่างมะพร้าวกะทิและมะพร้าวปกติ

ปรากฏการณ์การเกิดมะพร้าวกะทิในธรรมชาติ
มะพร้าวกะทิที่พบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในมะพร้าวกลางและมะพร้าวใหญ่  ซึ่งเป็นมะพร้าวพันธุ์ต้นสูง  ที่มีช่วงการบานของดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย ไม่คาบเกี่ยวกันเนื่องจากต้นมะพร้าวที่ให้ผลมะพร้าวกะทิอยู่ในสภาพฮีทธีโรไซโกต(Heterozygote) หรือพันธุ์ทาง โอกาสจะเกิดมะพร้าวกะทิบางผลในมะพร้าวต้นนั้นจะเกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ

1.  มะพร้าวที่ให้ผลกะทิ ปลูกอยู่เพียงต้นเดียวท่ามกลางมะพร้าวที่ให้ผลปกติ การจะเกิดมะพร้าวกะทิได้จะต้องเกิดจากการผสมเกสรระหว่างเกสรตัวเมียของจั่นพี่กับเกสรตัวผู้ของจั่นน้องภายในต้นเดียวกัน

2.  มะพร้าวที่ให้ผลกะทิ ปลูกอยู่หลายต้นในบริเวณเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน การเกิดมะพร้าวกะทิจะเกิดจากการผสมข้ามต้น หรือผสมภายในต้นเดียวกันแต่คนละจั่น

นอกจากพบมะพร้าวกะทิ  ในมะพร้าวพันธุ์ต้นสูงแล้วยังพบมะพร้าวกะทิในพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม หรือหมูสีเขียว ซึ่งเป็นพันธุ์เตี้ย  โอกาสที่จะพบมะพร้าวกะทิในมะพร้าวน้ำหอมมีน้อยมาก  เพราะส่วนใหญ่จะเก็บผลอ่อนขาย  จะพบได้ในกรณีที่เจ้าของสวนเก็บผลไว้ทำพันธุ์  ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น  จึงเป็นแนวทางในการพัฒนาพันธุ์มะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ยพันธุ์แท้ต่อไป

การเพิ่มประชากรมะพร้าวกะทิ
จากปรากฏการณ์การเกิดมะพร้าวกะทิในธรรมชาติ  สามารถที่จะนำความรู้ที่เกิดขึ้นนั้นมาพัฒนาเพื่อสร้างสายพันธุ์ที่ให้มะพร้าวกะทิที่มีคุณภาพ  และมีปริมาณมากพอเพียงกับความต้องการของตลาดภายในประเทศ และนำไปสู่การส่งออกตลาดต่างประเทศ ทั้งในรูปเนื้อสดและแปรรูป

การเพิ่มประชากรมะพร้าวกะทิมีวิธีดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1.  เก็บผลมะพร้าวที่ผลปกติในทะลายที่มีมะพร้าวกะทิมาเพาะ เป็นวิธีที่เกษตรกรดำเนินการมาเป็นเวลานานแล้ว  โอกาสที่จะได้ต้นมะพร้าวกะทิมีเพียงครึ่งเดียว

2.  ควบคุมการผสมเกสรต้นมะพร้าวกะทิให้ผสมตัวเอง โดยการตัดดอกตัวผู้ไปผลิตเป็นละอองเกสรที่มีความชื้นไม่เกิน 15% เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้นาน 2 สัปดาห์  ใช้ถุงผ้าใบคลุมจั่นที่มีดอกตัวเมีย เมื่อบานก็นำละอองเกสรผสมกับแป้งดินสอพอง อัตราส่วน 1:20 ไปพ่นทุกวันจนกว่าดอกตัวเมียจะบานหมด ทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ แล้วจึงเปิดถุงออก วิธีการนี้จะมีโอกาสได้ต้นมะพร้าวกะทิ 2 ใน 3 แต่ต้นมะพร้าวกะทิส่วนใหญ่จะสูงมาก  จึงลำบากในการปีนขึ้นไปตัดดอกตัวผู้และผสมพันธุ์

3.  การนำคัพภะมะพร้าวกะทิไปเพาะเลี้ยงในอาหารวิทยาศาสตร์  ในห้องปฏิบัติการสภาพปลอดเชื้อ บุคคลที่เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ จนเป็นผลสำเร็จเป็นคนแรกคือ ดร. เดอ กูซแมน (Dr.de Guzman) อาจารย์มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์แห่งลอส บันยอส (Los Banos)เมื่อปี 2503 และในปี 2533 ทีมงานของศูนย์วิจัยฟิลิปปินส์ได้พัฒนาการเพาะเลี้ยงคัพภะมะพร้าวกะทิจำหน่ายให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้า  ต้นมะพร้าวกะทิที่ได้มะพร้าวกะทิพันธุ์แท้แต่เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์ ปลูกมะพร้าวพันธุ์ปกติอยู่ทั่วไป จึงหาที่ปลอดจากมะพร้าวพันธุ์อื่นได้ยาก  การปลูกมะพร้าวกะทิใกล้กับมะพร้าวพันธุ์ปกติ  ทำให้ผลผลิตที่ได้จะเป็นกะทิประมาณ 50-75% ที่เป็นเช่นนี้เพราะอิทธิพลของละอองเกสรมะพร้าวธรรมดาปลิวมาผสมพันธุ์กับดอกเกสรตัวเมียของมะพร้าวกะทิทำให้มะพร้าวผลนั้นเป็นมะพร้าวปกติ

(คัพภะ คือ ส่วนที่เป็นเมล็ดสีเหลืองอ่อนที่อยู่ในเนื้อมะพร้าวตรงบริเวณตานิ่ม ซึ่งจะพัฒนาเป็นจาว และต้นมะพร้าว)

สำหรับประเทศไทย ในปี 2530 ดร.อุทัย  จารณศรี  แห่งบริษัทบางกอกฟลาวเวอร์เซ็นเตอร์  จำกัด  ได้ทำการเพาะเลี้ยงมะพร้าวกะทิที่ได้จากพันธุ์มะพร้าวใหญ่และมะพร้าวกลางในอำเภอทับสะแก  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  มะพร้าวกะทิมี 3 ลักษณะ คือ ผลใหญ่ กลาง และเล็ก เริ่มปลูกตั้งแต่ปี 2531-2533 รวมต้นที่ปลูก 2,150 ต้น ที่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม  ในพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ที่อำเภอทองผาภูมิ  จังหวัดกาญจนบุรี และพื้นที่ที่ปลูกมะพร้าวอยู่ห่างไกลจากมะพร้าวพันธุ์อื่นประมาณ 10 กม.  เนื่องจากมะพร้าวกะทิที่ได้เป็นพันธุ์กะทิแท้อยู่ในสภาพรีเซสสิฟ โฮโมไซโกต (Recessive Homozygote) จึงพบลักษณะที่ผิดปกติในต้นพันธุ์มะพร้าวกะทิค่อนข้างสูง ลักษณะที่ผิดปกติที่พบ ได้แก่ ปล้องห่าง ก้านทางทำมุมแหลมกับลำต้น ใบย่อยแคบ และเรียงกันห่าง ๆ จั่นสั้น ระแง้จั้นหยิกไม่มีดอกตัวเมีย ผลบิดเบี้ยว เป็นต้น  อย่างไรก็ตามสวนมะพร้าวกะทิ ดังกล่าวจัดว่าเป็นสวนมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ผลผลิตที่ได้มะพร้าวกะทิ 100% และเป็นแหล่งพันธุกรรมมะพร้าวกะทิที่มีประโยชน์ในด้านการปรับปรุงพันธุ์  ปัจจุบันดำเนินการโดย คุณจิตติ  รัตนเพียรชัย และ ดร.อุทัย  จารณศรี  แห่งบริษัท อุติ จำกัด  ซึ่งได้ให้ความเอื้อเฟื้อกับกรมวิชาการเกษตร โดยให้ผู้เขียนไปศึกษาพันธุ์มะพร้าวกะทิและคัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีลักษณะที่ดี นำดอกตัวผู้มาผลิตละอองใช้ในการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวกะทิ

4.  ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์มะพร้าวธรรมดากับมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้เพื่อหาสายพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด  และมะพร้าวธรรมดามีเนื้อหนา เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการผสมพันธุ์มะพร้าวระหว่างมะพร้าวธรรมดากับมะพร้าวกะทิ  โดยใช้พันธุ์ธรรมดาเป็นต้นแม่ ได้แก่ พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย มลายูสีแดงต้นเตี้ย ทุ่งเคล็ด น้ำหอม และเวสท์อัฟริกันต้นสูง และคัดเลือกพันธุ์มะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ ที่สวนริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี  เก็บดอกตัวผู้มาผลิตละอองเกสรผสมกับต้นแม่พันธุ์ทั้ง 5 พันธุ์และปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ 2 แห่ง คือ สถานีทดลองพืชสวนคันธุลี ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เมื่อเดือนตุลาคม 2540 พันธุ์ลูกผสมระหว่างทุ่งเคล็ดและกะทิต้นแรกออกจั่นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 อายุประมาณ 2 ปี 1 เดือน แห่งที่ 2 คือ ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เริ่มปลูกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542  คาดว่าประมาณ 3 ปี สามารถที่จะทราบในเบื้องต้นว่าพันธุ์ลูกผสมที่จะใช้เป็นพันธุ์ส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นการค้าเป็นพันธุ์ลูกผสมคู่ใด  ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการทำสวนเพิ่มขึ้น  ถ้าหากเปรียบเทียบระหว่างการทำสวนมะพร้าวธรรมดา  เมื่อขายผลผลิต ราคาผลละ 4 บาท จำนวน 100 ผล เกษตรกรจะได้เงิน 400 บาท  ถ้าปลูกมะพร้าวกะทิลูกผสม  จะได้ผลผลิตมะพร้าวกะทิประมาณ 25% ผลผลิต 100 ผล จะได้มะพร้าวกะทิ 25 ผล ราคาผลละ 20 บาท เป็นเงิน 500 บาท มะพร้าวธรรมดา 75 ผล ๆ ละ 4 บาท เป็นเงิน 300 บาท เกษตรกรจะขายมะพร้าวจำนวน 100  ผล ได้เงิน 800 บาท  มากกว่าการทำสวนมะพร้าวธรรมดา เป็นเงิน 400 บาท

5.  การผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์มะพร้าวกะทิเพื่อให้ได้พันธุ์กะทิต้นเตี้ยมีรสหอมหวานอร่อย โดยใช้มะพร้าวน้ำหอมเป็นต้นแม่พันธุ์ และละอองเกสรมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ผสมพันธุ์  เมื่อได้ลูกผสมชั่วที่ 1 นำไปปลูกและควบคุมการผสมตัวเอง ในลูกชั่วที่ 2 จะมีโอกาสที่ได้มะพร้าวกะทิ 1 ใน 6 ส่วน ในขั้นตอนต่อไปต้องอาศัยเทคนิคการเพาะเลี้ยงคัพภะมาช่วย  เมื่ได้ต้นมะพร้าวกะทินำไปปลูกคัดเลือกต้นที่มีลักษณะที่ต้องการ ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเลี้ยงคัพภะ เพื่อเป็นพันธุ์การค้าต่อไป  ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้เริ่มดำเนินผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมกับพันธุ์กะทิเมื่อต้นปี 2544

               ตลาดการค้ามะพร้าวกะทิ             
การขายมะพร้าวกะทิส่วนใหญ่จะขายเป็นผล มีเพียงบริษัท อุติ จำกัด ที่จำหน่ายเฉพาะเนื้อมะพร้าวกะทิ และผลผ่าซีก ผลผลิตที่ได้จากสวนของบริษัทฯ  ในฤดูที่มีผลผลิตมากจะผ่าและแล่เนื้อมะพร้าวแช่แข็งไว้ และนำออกมาขายในฤดูกาลที่มีผลผลิตน้อย  ตลาดส่วนใหญ่คือกรุงเทพฯ เนื่องจากผลผลิตยังมีไม่มาก  ทั้งนี้เพราะแหล่งมะพร้าวกะทิมีอยู่กระจัดกระจาย  ยุ่งยากต่อการรวบรวมผลผลิตจึงไม่สามารถส่งขายต่างประเทศ  ทั้ง ๆ ที่ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป  ซึ่งมีคนเอเซียจากแหล่งปลูกมะพร้าวและรู้จักบริโภคมะพร้าวกะทิอพยพไปอยู่ยังคงมีกำลังซื้อและมีส่วนแบ่งในตลาดที่ไทยสามารถส่งออกได้  ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ส่งออกมะพร้าวกะทิทั้งในรูปเนื้อสดและแปรรูปมากที่สุด ในปี 2534 ส่งออกจำนวน 420 ตัน เป็นเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2537 ส่งออก 643 ตัน เป็นเงิน 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในอนาคตการเพิ่มประชากรมะพร้าวกะทิให้มากขึ้นจะทำให้การเพิ่มผลผลิตของมะพร้าวกะทิพอเพียงสำหรับตลาดภายในประเทศ และเพื่อการส่งออกตลาดต่างประเทศ  งานวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์และการแปรรูปมะพร้าวกะทิเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการพร้อมกันไป  การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อมะพร้าวกะทิ  โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต  กาแลคโตแมนนัน (Galactomannan) ที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อมะพร้าวกะทิ ถ้าหากพบว่าเป็นกาแลคโตแมนนัน ชนิดเดียวกับที่เป็นส่วนประกอบของบุก การบริโภคมะพร้าวกะทิจะเป็นการเพิ่มสารที่เป็นกากใยช่วยให้ระบบการขับถ่ายของเสียจากลำไส้ได้ดีขึ้น

ผู้เขียนขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.อุทัย  จารณศรี และคุณจิตติ  รัตนเพียรชัย ที่เอื้อเฟื้อให้ใช้ประโยชน์สวนมะพร้าวกะทิในการศึกษาวิจัย

เอกสารอ้างอิง
1.ณรงค์  โฉมเฉลา  2530  เชื้อพันธุ์มะพร้าว ผู้แต่งจัดพิมพ์เอง หน้า 73-83

2.  อุทัย  จารณศรี จิตติ  รัตนเพียรชัย นภดล  ไกรพานนท์ และฐิติภาส  ชิตโชติ 2536  การทำสวนมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ขนาดใหญ่ การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 31 หน้า 25-31

เลี้ยงด้วงสาคู


เลี้ยงด้วงสาคูแบบประยุกต์ในกะละมัง

การ เลี้ยงด้วงสาคูแบบประยุกต์ โดยใช้การเลี้ยงในกะละมัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) แนะนำนว่า อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วย

1. กะละมัง พร้อมฝาปิด

2. กิ่งทางปาล์มสด

3. เครื่องบดสับทางปาล์ม

4. ถังหมัก

5. สูตรอาหารเสริม

6. พ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคู

7. อุปกรณ์อื่นๆ

ส่วนขั้นตอนการจัดการเลี้ยงด้วงสาคู มีขั้นตอนดังนี้

นำกิ่งทางปาล์มสดปลอดเปลือกและเข้าเครื่องสับบด

นำกิ่งทางปาล์มสดสับละเอียดแล้วนำมาหมักในถังหมัก ไม่น้อยกว่า 3 วัน

นำกิ่งทางปาล์มสดสับที่หมักแล้ว ผสมกับสูตรอาหารเสริมพอประมาณ คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุใส่กะละมังอัดให้แน่นพอประมาณ

ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคู 5 คู่ อัตรา ตัวผู้ 5 ตัว ตัวเมีย 5 ตัว

หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูแล้ว ทิ้งไว้ 25-30 วัน ก็สามารถจับหนอนด้วงสาคูออกจำหน่ายได้

สำหรับในส่วนของสูตรอาหารเสริมผสมทางปาล์มสด ทางศูนย์ได้ให้ข้อแนะนำในการเตรียมอาหารสำหรับการเลี้ยง ใน 1 กะละมัง โดยจะประกอบด้วย

EM 1 ช้อนโต๊ะ

กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

อาหารหมู 0.5 กิโลกรัม

น้ำ 2 ลิตร

รำข้าว 0.5 ลิตร

ขั้นตอนการผสมอาหารเลี้ยงด้วงสาคู

เตรียมทางปาล์มสดสับหมัก 1 กะละมัง

เตรียม สูตรอาหารเสริมคือ EM กากน้ำตาล น้ำ อาหารหมู และรำข้าว ตามอัตราส่วนที่กำหนด ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทั้งนี้อาหารหมู และรำข้าว ต้องแช่น้ำทิ้งไว้ก่อน ประมาณ 20-30 นาที

นำทางปาล์มสดสับหมักตาม ข้อ 1 มาผสมกับสูตรอาหารเสริม ตาม ข้อ 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน

นำส่วนผสมที่ได้ใส่กะละมัง อัดให้แน่นพอประมาณ

ก็จะได้อาหารผสมเลี้ยงด้วงสาคูที่มีประสิทธิภาพ 1 กะละมัง

อีก เทคนิคที่เกษตรกรผู้สนใจต้องรับรู้ นั่นคือ การผลิตพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคู ซึ่งทางศูนย์ได้ให้ข้อแนะนำถึงขั้นตอนการผลิตพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูว่า

เตรียมอาหารผสม คือ ทางปาล์มสดสับหมักผสมกับสูตรอาหารเสริม 1 กะละมัง

นำอาหารผสมรองก้นกะละมัง หนาประมาณ 1 นิ้ว

นำเปลือกมะพร้าวปอกแช่น้ำมาวางเรียงในกะละมังและใส่อาหารผสมลงไป ทำอย่างนี้ให้ได้ 2 ชั้น ใน 1 กะละมัง

ปล่อยตัวหนอนด้วงสาคู อายุ 35-40 วัน ใส่ในกะละมังที่เตรียมไว้ ประมาณ 100 ตัว

ปล่อยทิ้งไว้รอให้ตัวหนอนเข้าฝักดักแด้ ประมาณ 20- 30 วัน

เก็บฝักดักแด้ออกมารวมกันอีกกะละมัง เพื่อรอให้ตัวด้วงเจาะออกจากฝักดักแด้ 5-10 วัน

จับตัวด้วงรวบรวมอีกกะละมัง คัดแยกเพศเพื่อรอผสมพันธุ์ก่อนนำไปปล่อยในกะละมังเลี้ยงต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างการรวบรวมตัวด้วง เพื่อรอการผสมพันธุ์ให้กล้วยและน้ำเป็นอาหาร

สำหรับ ในส่วนของผลตอบแทน ผลผลิตด้วงสาคูที่นิยมนำไปบริโภคเป็นด้วงที่อยู่ในระยะหนอนวัยสุดท้ายก่อน เข้าดักแด้ โดย 1 กิโลกรัม มีประมาณ 200 ตัว จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 200-250 บาท ส่วนดักแด้จำหน่ายกิโลกรัมละ 250-300 บาท

การนำมาบริโภค ก่อนนำมาปรุงอาหารบริโภค ให้นำตัวหนอนด้วงสาคู เลี้ยงในอาหาร กากมะพร้าวขูด 1-2 วัน แล้วนำตัวหนอนมาล้างน้ำและแช่เกลือทิ้งไว้ 10-30 นาที เพื่อล้างสิ่งสกปรกทั้งภายในและภายนอกตัวหนอนออก และล้างด้วยน้ำปูนใสอีกครั้ง

จากนั้นจึงนำมาลวกน้ำร้อนก่อนนำไปผัด โดยไม่ต้องใส่น้ำมัน ให้น้ำมันสีดำๆ ในตัวหนอนด้วงออกให้หมด จนกว่าน้ำมันจากตัวหนอนด้วงเป็นสีใส แล้วนำไปล้างน้ำอีกครั้ง จึงค่อยนำไปปรุงอาหารได้ตามใจชอบ เช่น คั่วเกลือ ทอดน้ำมัน ผัดขี้เมา เป็นต้น และถ้าปรุงอาหารเสร็จแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น จะได้ตัวหนอนด้วงที่มีรสชาติดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำที่ควรระวังในการเลี้ยงด้วย เนื่องจากแมลงชนิดนี้เป็นศัตรูพืชที่เข้าทำลายต้นปาล์ม มะพร้าว ลาน และสาคู จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเต็มวัยเล็ดลอดสู่ธรรมชาติโดยเด็ดขาด

หากสนใจ และต้องการข้อมูลการเลี้ยงเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) เลขที่ 22/1 หมู่ที่ 6 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โทร. (077) 574-519

ผักกะหล่ำดอกเจดีย์


ชื่อไทย : กะหล่ำดอกเจดีย์
ชื่ออังกฤษ : Cauliflower Chedi, Romanesco broccoli, Roman cauliflower
   
คุณลักษณะ : กะหล่ำดอกเจดีย์ หรือกะหล่ำดอกโรมาเนสโก มีลักษณะที่แตกต่างจากกะหล่ำดอกโดยทั่วไปคือ
  ดอกจะมียอดคล้ายทรงเจดีย์จีนโบราณ เป็นยอดแหลมซ้อนกันในดอกเดียวกัน  และมีลักษณะ
อัดตัวกันแน่น ดอกมีสีเขียวอ่อน สวยงาม สะดุดตา นอกจากนี้ยังมากไปด้วยสารอาหารที่มี
ประโยชน์ เช่น วิตามินบี วิตามินซี โพเลท ธาตุเหล็ก โพแทสเซียมและกรดอะมิโน พืชในวงศ์นี้
ยังรวมไปถึง บร็อคโคลี คะน้า และกะหล่ำต่าง ๆ
 
สรรพคุณ : กะหล่ำดอกเจดีย์ เป็นผักที่มีสารพิเศษสามารถดึงสารก่อมะเร็งซัลโฟราเฟนออกจากเซลล์ได้
  ทำให้มีการผลิตเอนไซม์-phase II มากขึ้น ซึ่งเอมไซม์ตัวนี้สามารถไปลดการผลิตเอนไซม์
-phase I ที่เป็นอันตราย เนื่องจากเอนไซม์ชนิดนี้สามารถไปทำอันตรายต่อสารพันธุกรรมภายในเซลล์ได้

สารประกอบที่พบในดอกกะหล่ำสามารถต้านอนุมูลอิสสระได้ดี คือ
สารอินโตลส์ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและต้านมะเร็งบางชนิดได้ดี
สารอินโดล-3 คาร์บินอล ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม หรือคั้นเอาแต่น้ำอมช่วยรักษา
แผลในปาก กลั้วคอแก้คออักเสบ
สารซัลโฟเรเฟน ช่วยเพิ่มปริมาณเอนไซม์ที่เป็นหลักในการต่อสู้กับเซลมะเร็งได้ดีมาก
ควรกินเป็นประจำจะสามารถช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม และมะเร็งสำไส้ใหญ่ได้ดี
มีสารโพแตสเซี่ยมสูงซึ่งช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและความดันโลหิต กรดโฟลิค
ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม

เรารู้คุณประโยชน์ของกะหล่ำดอกเจดีย์กันแล้วนะครับ  และช่วงนี้เป็นเทศกาลกินเจ จึงเหมาะกับการ
รีบหามารับประทานกันมากๆ เพื่อประโยชน์ของสุขภาพของเรานะครับ



ราคา : 55 - 60 บาท/กก
สถานที่จำหน่าย : อาคารผัก ตลาดไท   

กล้วยเทพพนม

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Musa BBB cv. Thep phanom
ชื่อวงศ์:    MUSACEAE

ลักษณะทั่วไป:
ต้น    สูง 3-3.50 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 ซ.ม. กสบลำต้นด้านนอกสีเขียวไม่มีปื้นดำ

ใบ    ก้านใบสีเขียวไม่มีร่อง

ดอก    ก้านดอกสีเขียวไม่มีขน กาบดอกค่อนข้างป้อมกว้างมาก ปลายมน ด้านบนจะมีสีแดงอมม่วง สีนวล ส่วนด้านล่างจะมีสีแดงเข้มสดใส

ฝัก/ผล   เป็นกล้วยที่มีเครือสวยแปลกตา คล้ายพนมมือ ผลลักษณะเป็นเหลี่ยม ในการติดผลจะมี 6-10 หวี แต่ละหวีจะมีจำนวน 10-20 ผล ผลเรียงชิดติดกัน ผลสุกมีสีเหลือง    

การขยายพันธุ์:    ใช้หน่อปลูก

การดูแลรักษา:   ชอบดินร่วน, ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี ชอบมีแสงแดดจัด

การใช้ประโยชน์:    - รับประทานสดและแปรรูป  ผู้คนส่วนใหญ่นิยมไปบูชาพระ  ราคาที่เคยเห็น ขายกันถึงหวีละ 60 บาท

เล็บครุฑโชค

  รวยเป็นล้าน "เล็บครุฑโชค"
เล็บครุฑโชค - เล็บครุฑผักชี
อาชีพเกษตรที่ใครๆ ว่าทำไปมีแต่จนกับหนี้ แต่ถ้าไม่แห่ทำตามคนอื่นและรู้จักเอาเทคโนโลยีวิชาการมาใช้ประโยชน์ โอกาสรุ่งพุ่งได้ไม่ยาก อย่าง...อุดม ฐิตวัฒนะสกุล นายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย  บ้านอะลาง

ก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครรู้จัก ยิ่งช่วงปี 2540 ไม่มีใครอยากคบ ด้วยวิกฤติต้มยำกุ้งพ่นพิษ ถูกปลดออกจากตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายขายวัสดุภัณฑ์ทางการเกษตรชีวิตตกงานก็เหมือนคนอื่นๆ หวนกลับบ้าน ปลูกมะเขือเทศ แตงโม ข้าวโพด ดาวเรือง เอามาขายตามตลาดนัด บังเอิญชีวิตให้ผกผันไปบ้านผู้ใหญ่ที่รู้จัก เห็น “ซานาดู” ไม้พันธุ์ใบสวยแปลก สอบถามราคาซื้อมาหลายพันบาท เลยซื้อต้นเล็กราคา 200-300 บาท มาเลี้ยงใส่ปุ๋ยแค่ 2-4 เดือน ขายได้ต้นละ 2,000-3,000 บาท จากนั้นชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไลน์จากปลูกพืชผักขายตลาดนัดตามอย่างคนอื่น เปลี่ยนมาเพาะไม้ประดับขาย


แต่ตลาดไม้ประดับไม่ได้ขายแค่ต้น...ตัดเฉพาะใบก็ขายได้ ตลาดนี้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป หลังปลูกซานาดูตัดใบขายป้อนตลาดขายส่ง จนเป็นที่รู้จักในวงการว่าสามารถเสาะหาไม้ประดับพันธุ์แปลกๆ และรู้ไปถึงบริษัทส่งออกไม้ประดับเดินเข้าหาด้วยต้องการพันธุ์ไม้ใหม่ๆ มาป้อนตลาดต่างประเทศพันธุ์ไม้ที่ว่า คนไทยรู้จักกันดี... เล็บครุฑผักชี
แต่สเปกที่ต่างประเทศต้องการ ใบต้องหนาหยักหยิกเขียวดำเป็นมัน กว่าพันธุ์เดิม...เป็นโจทย์ที่ให้อุดมต้องเสาะหา


เล็บครุฑโชค - เล็กครุฑผักชีเล็บครุฑเหรียญบาท - เล็บครุฑโชค - เล็บครุฑผักชีหาให้ได้หาให้เจอในธรรมชาตินั้นยาก...แต่ถ้าใช้วิชาการเทคโนโลยีช่วยน่าจะทำได้ เลย เอาต้นเล็บครุฑผักชีมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วส่งไปสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ช่วยฉายรังสีในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดการ “กลายพันธุ์”
ส่งไปครั้งแรก 50 ตัวอย่างไม่ได้ผล

ครั้งที่ 2 ส่งไปทดลองฉายรังสีอีก คราวนี้ได้ต้นที่เกิดการกลายพันธุ์ 1 ตัวอย่าง เลยเอามาทะนุถนอมเพาะเลี้ยง แต่ยังไม่หนำใจส่งตัวอย่างไปฉายรังสีเพิ่ม 4-5 ครั้ง ปรากฏว่า การกลายพันธุ์ไม่เป็นเหมือนที่ตั้งใจมีแค่หนึ่งเดียวต้นนั้น... กลายพันธุ์ดั่งใจแจ้งบริษัทส่งออกมีต้นลักษณะเช่นนี้สนใจไหม...ถ้าสนใจขอเวลาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ 2 ปี ถึงจะผลิตส่งให้ได้ ปรากฏว่าโดนใจตลาดสหรัฐฯและญี่ปุ่น มีคำสั่งซื้อเข้ามาไม่ขาดสายเลยตั้งชื่อเล็บครุฑผักชีกลายพันธุ์จากการทดลองทำเล่นๆ ว่า “เล็บครุฑโชค” เพราะช่วยทำเงินได้ไม่มากไม่มาย...แค่หลายล้านบาทเท่านั้นเอง.  ชาติชาย ศิริพัฒน์

หญ้าเนเปียร์

      หญ้าเนเปียร์ รายได้เสริม      
“หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ไม่ต่างอะไรกับสาวงามซ่อนตัวอยู่ในป่า ที่อยู่มาวันหนึ่งกระทรวงพลังงาน สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาพบเจอเข้า ถึงได้รู้ มีสรรพคุณรอบตัว เป็นอาหารสัตว์ก็ได้ ทำเป็นพืชพลังงานก็ดี” บ้านอะลาง

น.สพ.ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปรียบเทียบที่มาของหญ้าเนเปียร์ ที่กำลังได้รับความสนใจ สามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตร กรปีละ 3,500-6,000 บาท/ไร่ และผลิตเป็นพลัง งานหมุนเวียนได้

แม้คนไทยจะเห็นเป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่เยอรมันทำสำเร็จมาแล้ว ใช้หญ้าชนิดนี้ผลิตไฟฟ้ากว่า 7,000 เมกะวัตต์ ในเมื่อบ้านเรามีพื้นที่สภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่าเยอรมัน ...ทำไมไทยแลนด์ถึงจะทำไม่ได้ทำมาแล้ว ตั้งโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพนำร่องที่เชียงใหม่ พบว่ามีอัตราการผลิตก๊าซชีวภาพ 6,860-7,840 ลบ.ม./ไร่/ปี นำไปผลิตเป็นก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) คุณภาพระดับเดียวกับ NGV ได้ 3,118-3,563 กก./ปี พร้อมกับนำไปใช้กับฟาร์ม โคนมต้นแบบ จังหวัดลำพูน ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นฟาร์มโคนมดีที่สุดในเอเชียไปด้วย

สำหรับที่มาของ “เนเปียร์ปากช่อง 1” เริ่มจากกรมปศุสัตว์ได้เอาหญ้าเนเปียร์ยักษ์จากไต้หวันมาผสมข้ามพันธุ์กับหญ้าไข่มุกของไทย ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ อ.ปากช่อง  จ.นครราชสีมา เลยตั้งชื่อหญ้าพันธุ์ใหม่ว่า “เนเปียร์ปากช่อง 1”  แรกคิดทดลองตั้งเป้าแค่จะเอาไปปลูกบำบัดน้ำเสียจากโรงงานมันสำปะหลังแล้วตัดต้นมาใช้เลี้ยงสัตว์...หวังได้ประโยชน์แบบ 2 อิน 1 เท่านั้นเองแต่เมื่อเอามาวิเคราะห์คุณค่าทางอาหาร ปรากฏว่ามีสารอาหารครบถ้วนสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง และสัตว์ก็ชอบเป็นพิเศษ กรอบอร่อยกินแล้วไม่มีขนทำให้คันปาก...คนปลูกก็ชอบ เข้าไปตัดต้นแล้วไม่คันตัวปลูกได้ทุกพื้นที่ทั่วไทย ปลูก 60 วัน ตัดเอาไปเลี้ยงสัตว์ได้ ให้ผลผลิต 12–15 ตันต่อไร่ ที่สำคัญ ลงท่อนพันธุ์ปลูก เก็บเกี่ยวได้ปีละ 5–6 ครั้งตัดแล้วแตกต้นอยู่นาน 8–9 ปี ถึงจะลงมือปลูกต้นใหม่

ต้นทุนปลูกต่ำเก็บผลประโยชน์ได้นาน กรมปศุสัตว์จึงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไว้ใช้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะแกะ รวมทั้งช้างที่เพิ่งจะมารู้จักกินทีหลัง พร้อมกันนั้นนักวิจัยไม่หยุดนิ่งยังต่อยอดศึกษาไปถึงเรื่องพลังงาน เก็บข้อมูลเปรียบเทียบกับหญ้าชนิดอื่นๆพืชอาหารสัตว์ไม่ว่าพันธุ์ไหนล้วนทาบไม่ติดเนเปียร์ เพราะให้ก๊าซมีเทนสูงกว่า...และพลันที่ข้อมูลนี้รู้ถึงกระทรวงพลังงาน “เนเปียร์ปากช่อง 1” เลยถูกจับสวมมงกุฎนางงามพลังงานสีเขียวแบบไม่ตั้งใจ.

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานเสวนาหัวข้อวิกฤตไฟฟ้า-วิกฤตพลังงาน เรื่องจริงหรืออิงมายา จัดโดยศูนย์ข้อมูลและสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ ) ว่า กระทรวงพลังงานควรปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี)โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เพราะต้นทุนมีแนวโน้มต่ำลง โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุน 5-6 บาทต่อหน่วยลดลงจากในอดีตที่มีต้นทุน 16 บาทต่อหน่วย ซึ่งต้นทุนปัจจุบันอยู่ในระดับใกล้เคียงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ( Roof top ) ยังมีศักยภาพ หากติดตั้งเพียงแค่ 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 2 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 2,000 เมกะวัตต์

"แผนพีดีพีสามารถปรับปรุงได้ตลอด จึงควรเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าไปให้มากขึ้น แต่ไม่ควรเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้พิสูจน์ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลหญ้าเนเปียร์ " นายปิยสวัสดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม พบว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการยื่นขอผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กับกระทรวงพลังงาน 600 ราย กำลังผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการพิจารณาอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มีอุปสรรคจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม หากทั้ง 2 หน่วยงานไม่เป็นอุปสรรค จะทำให้มีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เข้าระบบประมาณ 1,000 เมกะวัตต์

"กระทรวงพลังงานกำหนดเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไว้ที่ 2,000 เมกะวัตต์ ทำให้มีการกำหนดโควตาปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ส่วนอุปสรรคจากกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นขั้นตอนการออกใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) ทั้งที่ในอดีตไม่เคยมีปัญหาเวลาไปขอใบอนุญาตโรงงาน "

ด้านนางชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าและพลังงาน กล่าวว่า สังคมไม่ได้คัดค้านโรงไฟฟ้าแต่ต้องการธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า เห็นจากปัญหาไฟฟ้าในเดือน เม.ย.2556 ที่เกิดจากการบริหารไม่ดี โดยผู้เกี่ยวข้องรู้อยู่แล้วว่าพม่าจะหยุดจ่ายก๊าซฯในช่วงดังกล่าวแต่ไม่มีการเตรียมการ ทำให้สถานการณ์เหมือนมีวิกฤตพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในวันที่เริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯจริงนั้น โรงไฟฟ้าโรงใดที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

สำหรับการประมูล รับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (ไอพีพี) รอบใหม่นั้น ต้องการให้เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะรับรู้และไม่ล็อกสเปก เพื่อให้มีโอกาสเกิดการลงทุนผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งอาจจะต้องมีการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ โดยส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ลดต้นทุนด้านสายส่งลงได้ และให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น และทำให้ไม่ต้องพึ่งพลังงานนิวเคลียร์

สำหรับโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานดำเนินการโดย พพ. มีเป้าหมายในช่วง 10 ปี (2556-2565) รวมกำลังผลิต 10,000 เมกะวัตต์ กำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ จะมีการปลูกพืชพลังงาน 800-1,000 ไร่ ที่จะได้รับเงินอุดหนุนที่ 3,000 บาท/ไร่ เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนมากขึ้น

นอกจากนี้ ในแต่ละโครงการยังได้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่ากับเกษตรกรในรูปของวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ และยังกำหนดโครงสร้าง Feed in tariff ที่อัตรา 4.50 บาท/หน่วย ตลอดอายุสัญญา


เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี สายพันธุ์ที่นิยมปลูก คือ หญ้าเนเปียร์แคระ (P. purpureum cv. Mott) หญ้าเนเปียร์ (ธรรมดา) และหญ้าเนเปียร์ลูกผสม (P. Purpureum x P. americanum)ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และหญ้าบาน่า หญ้าเนเปียร์แคระสูง 1-2 เมตร แตกกอดี ใบมาก ส่วนหญ้าเนเปียร์ธรรมดา และเนเปียร์ลูกผสมสูง 3-4 เมตร ทุกสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงเหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 3.0-4.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8–10 เปอร์เซ็นต์

   การปลูกหญ้าเนเปียร์   
ปลูกได้ด้วยท่อนพันธุ์ ระยะปลูก 75x75 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ท่อน ให้ข้ออยู่ใต้ดินลึก 1-2 นิ้ว ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ท่อนพันธุ์ 300-500 กิโลกรัม

    การใส่ปุ๋ย   
ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

   การกำจัดวัชพืช   
ควรกำจัดวัชพืชภายหลังจากปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

   การใช้ประโยชน์    
การตัดหญ้าเนเปียร์ไปเลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก และตัดหญ้าครั้งต่อไปทุก 30-45 วัน ช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดอายุน้อยกว่า 30 วัน โดยตัดชิดดิน หญ้าเนเปียร์เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หรือหญ้าหมัก ไม่เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง

วิธีปลูกหอมหัวใหญ่


                                วิธีปลูกหอมหัวใหญ่                              


             การเพาะกล้าหอมหัวใหญ่              
1. แปลงควรทุบดินให้ละเอียด ผสมแกลบดำ ,ทรายละเอียดและปุ๋ยดินหมักชีวภาพปริมาณเท่าๆ กัน
2. ใช้ไม้ขีดห่างประมาณ 1 นิ้ว
3. หยอดเมล็ดลงไปตามแนวขีด ประมาณ 7 เมล็ดต่อ 1 นิ้ว กลบด้วยดินข้างเคียง
4. รดน้ำด้วยบัวรดน้ำรูเล็ก หรือบัวรดน้ำกล้วยไม้
5. เมื่อต้นกล้าสูงเท่าดินสอสามารถนำไปปลูกได้

    การเตรียมแปลงปลูกหอมหัวใหญ่     
1. ทุบดินให้ละเอียด ผสมปุ๋ยหมักชีวภาพ 1-2 กก. ต่อ 1 ตร.ม. ผสมแกลบดำ 1 ถุงอาหารสัตว์
2. รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยฟางค่อนข้างหนา รดน้ำอีกครั้ง
3. แหวกฟางให้ถึงดิน ปลูกต้นกล้าลงไป จะตัดยอดใบหรือไม่ตัดก็ได้ แต่ควรตัดรากให้หมด ทำให้ต้นหอมงอรากเร็ว
4. รดน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพ  7 วันต่อ ครั้ง
5. ควรปลูกห่างกัน 5 นิ้วต่อต้น

        การดูแลรักษาหอมหัวใหญ่          
1. เติมปุ๋ยเดือนละครั้ง โรยระหว่างแถวประมาณ 1 กก.ต่อ ตร.ม.
2. ฉีดพ่นน้ำหมักสะเดาผสมน้ำหมักชีวภาพ สัปดาห์ละครั้ง
3. งดให้น้ำระยะหัวหอมโตเต็มที่ ช่วง อายุ 60 วันก็เก็บได้แล้ว
4. การเก็บรักษา ควรนำมามัดจุแขวนไว้ที่โปร่ง ลมผัดผ่านได้ ไม่ควรกองกับพื้น หัวหอมจะเน่าเสีย

  ประโยชน์ของ การปลูกหอมหัวใหญ่  
หอมชนิดนี้เป็นที่รวมตัวของสารอาหารสารพัดอย่างชนิด ที่หาผักอื่นทาบรัศมีได้ยาก ทั้งแมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม เบตาแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน มีสารอาหารอัดแน่นทุกอณูอย่างนี้นี่เอง หอมหัวใหญ่จึงเป็นผักที่รักษาโรคได้เยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการ ป้องกันมะเร็งลำไส้ สลายลิ่มเลือด ลดอาการปวดอักเสบ ทำให้เจริญอาหาร แก้หวัด คัดจมูก แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องร่วง แก้ธาตุไม่ปกติ ช่วยขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด กระจ่ายเลือด แก้บวม แก้ปวด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค แก้ลมพิษ ป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ขับพยาธิ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แก้ความดันโลหิตสูง ลดโคเลสเตอรอลในเลือด แก้ภูมิแพ้หอบหืด และเบาหวาน  เกษตรบ้านอะลาง

การปลูกสบู่ดำ

         เรียบเรียงโดย : นันทวรรณ สโรบล       

   ถิ่นกำเนิด  
สบู่ดำ (Jatropha curas Linn.)  พืชน้ำมันที่กำลังเป็นที่สมใจของผู้คนทั้งในและต่างประเทศในขณะนี้นั้น นักพฤกษศาสตร์จัดกลุ่มไว้เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเขตร้อน เป็นพืชในวงศ์ Euphorbiaceae วงศ์เดียวกับยางพารา ละหุ่ง และมันสำปะหลัง มีน้ำยางสีขาวใสลื่น ๆ เป็นฟอง มีคุณสมบัติคล้ายสบู่อยู่ในทุกส่วนของลำต้น

  ประวัติและความสำคัญ  
“สบู่” เป็นภาษาโปรตุเกส หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้น้ำมันจากเมล็ดมาเป็นส่วนผสมในการทำสบู่ สำหรับชำระล้างร่างกาย และซักล้างเสื้อผ้า ของใช้ มีบันทึกไว้ว่าค้นพบโดย พ่อค้าชาวโปรตุเกสที่เดินเรือไปทวีปอเมริกากลาง และนำเข้ามาในทวีปเอเชีย และแพร่มายังประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ราว ๆ 300 ปีก่อน โดยมีการแนะนำให้ผู้คนสมัยนั้นปลูกและพ่อค้ารับซื้อเมล็ดไปทำสบู่
         
-ในทวีปแอฟริกา สมัยก่อนปลูกกันมากที่แหลม Verde ในที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และเป็นแนวเขตรั้วบ้าน คอกสัตว์ หรือบริเวณหลุมฝังศพ เพื่อกันสัตว์ไม่ให้เข้าไปคุ้ยเขี่ย สำหรับในประเทศไทยมีรายงานว่า เคยมีการปลูกเป็นรั้วบ้าน ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยผู้เฒ่าผู้แก่ใช้ยางใส ๆ ที่หักออกจากก้านใบ หรือส่วนยอดใช้ทาแผลสด โดยเฉพาะแผลที่ปากให้เด็ก ๆ ที่เป็นโรคปากนกกระจอก หรือใช้กวาดลิ้นเด็กที่เป็นฝ้าขาว และใช้เนื้อในเมล็ดสีขาวเลียบไม้ จุดแทนเทียนไข ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันก๊าดที่ใช้จุดตะเกียง
         
-สบู่ดำ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือ เรียก มะหุ่งฮั้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก หมากเย่า, มะเยา หรือสีหลอด ภาคใต้เรียก หงส์เทศ (เพราะต้นโต) และภาคกลางเรียก สบู่ดำ ชาวเขาเรียก ไท้ยู หรือเกงยู (เพราะน้ำมันมีสีดำ) พม่าเรียก แจ้ทซู  เขมรเรียก ทะวอง จีนกลางเรียก หมาฟ่งสู้
แต้จิ๋วเรียก มั่วฮองซิว ญี่ปุ่นเรียก บูราคีรี และภาษาอังกฤษเรียก physic nut หรือ purging nut (Jatropha spp.) พืชสกุลนี้จัดเป็นไม้สกุลใหญ่ กระจายอยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อน  จเร สดากร (2527) รายงานว่า พบสบู่ดำ 175 ชนิด (Airy Show, 1978) ในอินโดจีน พบ 4 ชนิด (Lecomit, 1931) 3 ชนิด พบในพม่า (Kura, 1974) และมาเลเซีย (Burkill, 1966) ในประเทศไทยเองพบ 5 ชนิด คือ J. gossypifolia (สบู่แดง), J. podagrica (หนุมานนั่งแท่น) J. integ-gerima (ปัตตาเวีย), J. multifida (มะละกอฝรั่ง, ฝิ่นต้น) และ J. curcas (สบู่ดำ)

                1. สภาพพื้นที่ปลูกสบู่ดำ             
สบู่ดำเป็นพืชที่เพาะปลูก และขึ้นได้ง่าย จัดเป็นพืชทนความแห้งแล้ง ไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง ปลูกได้ทุกภาคในประเทศไทย สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดตั้งแต่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จนถึงความอุดมสมบูรณ์สูง อย่างไรก็ตามผลผลิตที่ได้รับก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม ดังนั้น การที่จะให้ได้ผลผลิตสูง ดินที่ปลูกควรมีความเป็นกรดเล็กน้อย ดินควรมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี และหากจะปลูกในที่ลุ่มควรทำทางระบายน้ำ จากข้อมูลและรายงานระบุว่า สบู่ดำสามารถเจริญเติบโตและอยู่รอดได้ในดินที่ไม่เหมาะสม และในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น ดินด่าง ดินเค็ม ดินทราย ดินที่มีหินมาก หรือแม้แต่ดินที่มีฝนตกน้อยปีละ 200 มิลลิเมตร (Lele, 2005) 1) ค่าจะมีการปรับตัวได้ดีในเขตร้อนที่มีปริมาณฝน 300-1000 มิลลิเมตรต่อปี (Joker and Jepen, 2003) แต่ในแหล่งที่มีน้ำฝนมากกว่า 1000 มิลลิเมตรต่อปี และดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง เกษตรกรมักปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ดังนั้น การที่เกษตรกรจะเลือกปลูกพืชอะไรในที่ดินบริเวณไหน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เกษตรกรคำนึงถึง
บ้านอะลาง




            2. การเตรียมดิปลูกสบู่ดำ                
โดยการไถพรวนในสภาพไร่ เพื่อให้ดินโปร่ง ระบายน้ำและอากาศได้ดี และเป็นการกำจัดวัชพืช และหากเป็นที่ลุ่มควรมีการยกร่อง เพื่อเป็นการระบายน้ำสำหรับการปลูกเพื่อหวังผลตอบแทนสูง ทางเศรษฐกิจในระยะยาว เกษตรกรบางส่วนจะขุดหลุมปลูกและเตรียมหลุมปลูกอย่างดี ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุมก่อนปลูก และมีการกำจัดวัชพืช และพรวนดินระหว่างแถวตามความเหมาะสม เนื่องจากสบู่ดำเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีอายุยาวนานกว่า 40 ปี หากมีการวางแผนเตรียมการที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว


                   3. วิธีการปลูกสบู่ดำ                 
การปลูกสบู่ดำ ที่นิยมปลูกทั่วไป มักทำใน 3 วิธี ดังนี้

1) โดยการหยอดเมล็ดลงในหลุมปลูกโดยตรง หลุมละ 1-2 เมล็ด หยอดลึกประมาณ 2-5 ซม. และกลบดินกรณีนี้จะต้องมีการเตรียมแปลงปลูก และหลุมปลูกให้พร้อมเวลาปลูกที่เหมาะสม ควรเป็นฤดูฝน (พฤษภาคม-กันยายน) หากไม่งอกให้ทำการปลูกซ่อม โดยใช้เมล็ดหรือต้นกล้าที่เพาะเตรียมไว้



2) ปลูกด้วยต้นที่เพาะจากเมล็ด ก่อนเพาะ นำเมล็ดไปแช่ในน้ำ 1 คืน และนำไปเพาะในถุงเพาะชำ เมื่อเมล็ดงอกเป็นต้นกล้า อายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน จึงย้ายลงแปลงปลูก การปลูกโดยวิธีนี้จะได้จำนวนต้นที่แน่นอน มักเป็นการปลูกในแปลงที่มีการเตรียมการอย่างดี

3) ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ โดยการปักชำท่อนพันธุ์ในถุงเพาะชำ ความยาวของท่อนพันธุ์ที่เหมาะสม คือ 30-60 ซม. (จากการทดลองของศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ปี 2529) เมื่อกิ่งแตกตาจนมีอายุ 45-60 วัน แล้วจึงย้ายลงแปลงปลูก การปลูกสบู่ดำโดยวิธีนี้จะได้จำนวนต้นที่แน่นอน เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตสูง
เช่นเดียวกับการปลูกวิธีที่ 2

                    4. ระยะปลูกสบุ่ดำ                  

ระยะปลูกและจำนวนต้นต่อพื้นที่จะแตกต่างกันไป แล้วแต่สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน และขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการปลูก ปัจจุบันระยะปลูกและอัตราปลูกที่เหมาะสมยังอยู่ระหว่างการทำวิจัย ในที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และปลูกในสภาพน้ำฝน อาจปลูกระยะแคบและมีจำนวนต้นต่อพื้นที่ปลูก มากกว่าในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง และมีแหล่งน้ำ เป็นไปตามคำแนะนำ "ดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง" อัตราปลูกและระยะปลูกตามสภาพพื้นที่ดังแสดงใน ตารางที่ 1 บ้านอะลาง






    การใช้ประโยชน์จากสบู่ดำ : น้ำมันสบู่ดำ  

เรียบเรียงโดย : สุปรียา ศุขเกษม
สบู่ดำเป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่ง เมล็ดสบู่ดำมีปริมาณน้ำมัน 30 - 35% (ไพจิตร, 2530)การสกัดน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำวิธีการสกัดแยกน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำที่นิยมทำกันมากคือ ใช้วิธีการบีบอัด (pressing)จะได้น้ำมันประมาณ 25-30% มีน้ำมันตกค้างในกาก 10-15% อาจใช้เครื่องอัดแบบไฮโดรลิค (hydraulic press) หรือเครื่องอัดแบบสกรู (screw press) จะได้น้ำมันประมาณการแยกด้วยวิธีนี้จะได้น้ำมันปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแรงอัดที่ใช้ ถ้าใช้แรงอัดสูงจะได้น้ำมันมาก แต่น้ำมันที่ได้จะมีคุณภาพลดลง เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจะไปเร่งปฏิกิริยาเคมีบางอย่าง ทำให้น้ำมันเสื่อมเสียได้เร็วขึ้น ดังนั้นการบีบอัดอาจทำได้ 2 แบบ คือ การบีบอัดโดยใช้แรงดันสูง เพื่อให้ได้น้ำมันมาก หรือการบีบอัดแบบ pre-press โดยบีบด้วยแรงดันต่ำก่อน แล้วจึงสกัดน้ำมันที่เหลือในกากต่อด้วยสารทำละลาย


  คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ของน้ำมันสบู่ดำ  
น้ำมันสบู่ดำจะมีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวปนเหลือง ใสและยังคงใสที่อุณหภูมิต่ำ และมีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ และองค์ประกอบกรดไขมัน (รพีพันธุ์และคณะ, 2525) ดังนี้
ปริมาณกรดไขมันอิสระ ( Free fatty acid, %as oleic acid) 4.80
ค่าสปอนนิฟิเคชั่น (Saponification value) 197.13
ค่าไอโอดีน (Iodine value, Wijs) 97.08
ดัชนีหักเห (Refractive index) ที่ 25oC 1.4670
ความถ่วงจำเพาะ (Specific gravity) ที่ 25oC 0.9136
ความหนืด (Viscosity)ที่ 25oC (Gardner) (cp) 45.68
องค์ประกอบกรดไขมัน
Palmitic acid (C 16:0) 16.17
Stearic acid (C18:0) 5.11
Total saturated fatty acid 21.28
Oleic acid (C18:1) 44.88
Linoleic acid (C18:2) 33.83
Total unsaturated fatty acid 78.71

ไนเจอร์ น้ำมันพืชชาวเขา


ไนเจอร์...ไม่ใช่ชื่อประเทศในทวีปแอฟริกา แต่เป็นชื่อพืชน้ำมัน ที่บรรดาผู้รักสุขภาพทั้งหลายอาจต้องบอกลาน้ำมันพืชเดิมๆ ที่เคยรู้จักกันมา

ด้วยอุดมไปด้วยกรดโอเลอิก โอเมก้า 3-6-9 ช่วยบำรุงสมอง-ปรับฮอร์โมนในร่างกายให้สมดุล-เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน  และมีวิตามินอีสูง ช่วยบำรุงผิวพรรณสาวๆ... คุณสมบัติคล้ายคลึงน้ำมันเมล็ดชา ที่ขายกันลิตรละเป็นพันบาท กันเลยทีเดียว

ด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเยือนต่างประเทศ ทรงเห็นน้ำมันสกัดจากเมล็ดไนเจอร์วางจำหน่ายในราคาสูงมาก จึงมีพระราช ดำริให้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำมาปลูกในบ้านเรา เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากพืชชนิดนี้ปลูกกันแพร่หลายในอินเดีย...ประเทศไทยก็น่าจะปลูกได้

ศูนย์วิจัยฯ จึงออกเสาะหาถึงได้รู้ บ้านเรามีปลูกมานานแล้ว ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่...ดอกไม้สีเหลืองคล้ายทานตะวันจิ๋ว ชาวบ้านเรียกขาน “ทานตะวันหนู” ที่แท้ชื่อดั้งเดิม “ไนเจอร์” นี่เอง

ปลูกโดยชนกลุ่มน้อยเผ่ามูเซอที่อพยพจากพม่า นำเมล็ดไนเจอร์พันธุ์อินเดียมาปลูกเพื่อสกัดเอาน้ำมันใช้บริโภคในครัวเรือนมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวดโน้นแล้ว จนฝรั่งยุโรปและอเมริการู้ ได้ติดต่อขอซื้อเมล็ดไปขายต่างประเทศ...ปีๆ หนึ่งไม่ใช่น้อยเป็น 10 ตัน

แต่คนไทยไม่รู้...บ้านตัวเองมีของดีซ่อนอยู่

“ขณะนี้การวิจัยอยู่ในขั้นคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม ระหว่างไนเจอร์พันธุ์อินเดียกับเอธิโอเปีย พันธุ์ไหนจะให้ผลผลิตสูงเหมาะกับประเทศไทย เพื่อนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรต่อไป ตอนนี้บอกได้เพียงเป็นพืชเหมาะที่จะปลูกในหน้าแล้งมาก ต้องการน้ำน้อย ให้น้ำแค่สัปดาห์ละครั้ง ปุ๋ยก็น้อยใช้ปุ๋ยคอกตอนเตรียมดินปลูกแค่ครั้งเดียว หว่านเม็ด 2 อาทิตย์เริ่มติดดอก อายุได้ 90-100 วัน ดอกเหี่ยวต้นแห้ง เก็บเกี่ยวทั้งต้นนำไปฟาดนวดเอาแต่เมล็ด”

นายสมชาย ไทยสมัคร นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ให้ข้อมูล พื้นที่ 1 ไร่ จะได้เมล็ดประมาณ 70 กก. ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน รับซื้อจากเกษตรกร กก.ละ 40 บาท เพื่อนำไปสกัดผลิตน้ำมันไนเจอร์ จำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ภัทรพัฒน์” เป็นการทดลองตลาด ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูง

ทั้งที่ราคาไม่เบา ขวด 250 ซีซี 150 บาท...ลิตรละ 600 บาท เท่านั้นเอง