หอยเชอรี่ใช้ทำอาหารสัตว์


หอยเชอรี่ Pomacea canaliculata (Lamarck )มีชื่อเรียกได้อีกว่า “หอยโข่งอเมริกาใต้” หรือ “เป๋าฮื้อน้ำจืด” และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า  Golden apple snail เป็นหอยทากน้ำจืด (freshwater snail) มีฝาเดียว ในประเทศไทยพบสองชนิดคือ พวกที่มีเปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล เนื้อและหนวดสีเหลือง และพวกมีเปลือกสีเขียวเข้มปนดำ และมีสีดำจางๆ พาดตามความยาว เนื้อและหนวดสีน้ำตาลอ่อน


หอยเชอรี่เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ ได้เร็ว โดยที่ลูกหอยอายุประมาณ 2-3  เดือน ก็สามารถผสมพันธุ์ได้ และเพียง 1-2 วัน หลังจากผสมพันธุ์ ตัวเมียจะวางไข่ในบริเวณที่แห้งเหนือน้ำ เช่น บนกิ่งไม้ ต้นไม้ ต้นหญ้าริมน้ำ ซึ่งไข่จะมีลักษณะสีชมพูเกาะกันเป็นกลุ่ม และจะฟักตัวหลังจากวางไข่ได้ 7-12 วัน หอยเชอรี่เป็นสัตว์ที่กินพืชหลายชนิด เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักตบชวา และโดยเฉพาะต้นกล้าข้าว จึงจัดได้ว่า หอยเชอรี่เป็นศัตรูข้าวที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย

การกำจัดโดยวิธีกล ได้แก่ การกำจัดเห็บและทำลายเมื่อพบตัวหอยและไข่ทันที่ หรือใช้ตาข่ายกั้นดักจับหอยเชอรี่บริเวณทางน้ำไหล หรือใช้ไม้หลักปักในนาข้าวเพื่อล่อให้หอยเชอรี่มาวางไข่แล้วจึงนำไปกำจัด บางส่วนก็มีการนำไปทำปุ๋ยชีวภาพ หรือนำมาบริโภค รวมทั้งผลิตเป็นอาหารสัตว์

แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า หอยเชอรี่ที่นำมาบริโภค หรือใช้เป็นอาหารสัตว์จะมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงและคนที่บริโภคสัตว์เลี้ยงนั้น เนื่องจากอาจมีสารพิษตกค้างจากการใช้สารเคมีในการปราบศัตรูพืช ตลอดจนการสะสมของโลหะหนักจากสภาพแวดล้อม

รศ.ดร. นิตยา เลาหะจินดา ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะ จากกองสิ่งแวดล้อมประมง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงทำการตรวจโลหะหนัก จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ ตะกั่ว แคดเมียม ทองแดง สังกะสี แมงกานีส และเหล็ก ในอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ รวมทั้งตรวจวัดโลหะหนักดังกล่าวในสัตว์ด้วยอาหารที่มีส่วนผสมของหอยเชอรี่

ซึ่งสารที่พบเกินมาตรฐานคือ “ตะกั่ว” โดยในอาหารสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงไก่ไข่  และเป็ดไข่ พบตะกั่วสูงกว่ามาตรฐาน 4-8 เท่า ดังนั้นการใช้หอยเชอรี่ผสมกับอาหารสำเร็จรูปให้น้อยลงได้ และจากการนำอาหารผสมที่ประกอบด้วยอาหารสำเร็จรูป และเนื้อหอยเชอรี่อบแห้งไปเลี้ยงเป็ดไข่ ไก่ไข่ นกกระทา และปลา พบว่ามีผลทำให้เนื้อเป็ด ไข่เป็ด เนื้อนกกระทา และเนื้อปลา มีปริมาณโลหะหนักทุกชนิดต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ในเนื้อไก่ไข่ และไข่ไก่ มี ปริมาณตะกั่วที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่เล็กน้อย

นอกจากนั้นยังพบว่า วิธีการเลี้ยงเป็ดอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพคือ การเลี้ยงโดยให้ทั้งอาหารสำเร็จควบคู่กับวิธีไล่ทุ่ง ซึ่งจัดเป็นการเลี้ยงแบบผสมผสานแทนการใช้อาหารสำเร็จรูปอย่างเดียว เนื่องจากการตรวจสอบไข่ เนื้อ และเครื่องในเป็ด พบว่ามีประมาณโลหะหนักต่ำมาก ทำให้สามารถนำมาใช้บริโภคได้อย่างปลอดภัย

การใช้หอยเชอรี่มาผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์ นับว่าเป็นการช่วยกำจัดปริมาณหอยเชอรี่ได้อีกทางหนึ่ง แต่ก็ต้องระวังในเรื่องของสารตกค้าง เนื่องจากสารพิษในอาหารที่บริโภคแม้จะมีในประมาณน้อย แต่สารเหล่านี้สามารถสะสมได้ในผู้บริโภคระดับสูง ดังนั้นการตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบที่นำมาทำอาหารเลี้ยงสัตว์จึงจำเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อสัตว์เพื่อการบริโภค รวมทั้งผู้บริโภคด้วย

อ้างอิงจาก : หนังสือสาส์นไก่ ปีที่ 59 ฉบับที่ 9 ประจำเดือนกันยายน 2554  สมาคมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย

พุทรานมสด


สำหรับ “พุทรานมสด” ต้องบอกว่าเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เป็นพุทราที่ใช้เทคนิคการใช้นมสดมาใส่ ทำให้เนื้อพุทรานั้นหอมหวานกรอบอร่อย ซึ่งทีม “ช่องทางทำกิน” ร่วมคณะของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปเยี่ยมชม “ไร่ชัยชนะ&ชลลดา” ไร่พุทรานมสดที่ขึ้นชื่อว่าอร่อย และปลอดสารเคมี ซึ่ง “พิชัย ดอนกลาง” เจ้าของไร่ ก็ได้แบ่งปันเคล็ดลับความรู้การปลูกพุทรานมสดที่อร่อยมาให้ลองพิจารณากัน  เกษตรบ้านอะลาง

พิชัย เจ้าของไร่ผู้ปลูกพุทรานมสด เล่าว่า ก่อนที่จะทำไร่พุทรานั้นเคยทำงานเป็นพนักงานโรงแรมอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ในเมืองหลวงค่าครองชีพสูงทำให้เงินเดือนไม่ค่อยเหลือ จึงตัดสินใจเดินทางมาที่ อ.วังนํ้าเขียว มาทำการเกษตร ในที่ดินของพ่อตา ในช่วงแรกก็ปลูกข้าวโพด ปลูกดอกเบญจมาศ ปลูกผักสลัด แต่ปัจจุบันเลิกปลูกพืชเหล่านี้แล้ว หันมาปลูก “พุทรานมสด” จากการที่มีคนนำพันธุ์พุทราที่เป็นพันธุ์จากไต้หวันมาให้ทดลองปลูก บอกว่าปลูกง่าย จึงลองปลูกในพื้นที่ 3 ไร่ โดยได้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. สนับสนุนเงินกู้ 130,000 บาท ในการลงทุน

การลงมือปลูกพุทรานมสด ก็เริ่มจากศึกษาวิธีการปลูกการดูแลพุทราอย่างจริงจัง มีการอบรมที่ไหนก็ไปฟัง เรียนรู้ศึกษาด้วยตัวเอง จนสามารถพัฒนาการปลูกพุทรานมสดในไร่ ทำให้ผลผลิตนั้นมีคุณภาพ หอมหวานกรอบ ไร้สารเคมี ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ซึ่งในการปลูกครั้งแรก 3 ไร่ สามารถผลิตพุทราขายได้ 500,000 บาท หลังจากนั้นจึงเริ่มขยายพื้นที่ปลูกขึ้นมาอีก 2 ไร่ เป็น 5 ไร่

การปลูกพุทรานมสดนั้น เริ่มจากการขุดหลุมประมาณ 50x50 ซม. ใช้ปุ๋ยคอกโรยรองก้นหลุม นำต้นพันธุ์ลงปลูก โดยปลูกระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 5x5 เมตร หากเป็นที่ลุ่มให้ทำการยกร่องตรงกลางเพื่อป้องกันนํ้าท่วม ในการปลูก 1 ไร่ สามารถปลูกต้นพุทราได้ประมาณ 64 ต้น ค่าต้นพันธุ์ก็อยู่ที่ต้นละประมาณ 150 บาท

การปฏิบัติดูแลรักษา การดูแลให้นํ้าควรให้วันละ 1 ครั้ง จนถึง 3 เดือน ก็ให้นํ้าวันเว้นวัน หรือจะให้ 3 วันครั้งก็ได้ ให้ดูที่สภาพดิน การให้ปุ๋ยนั้นให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15x15x15 ใส่เดือนละครั้ง ทั้งปี ส่วน “นํ้าหมักนมสด” ที่ทำให้เป็น “พุทรานมสด” นั้นจะรดทุก 10 วัน ตอนที่ต้นพุทราเริ่มออกลูก โดยนํ้าหมักนมสดนี้จะเป็นตัวเสริมแคลเซียมให้กับพุทรา  ทำให้พุทราเนื้อแน่น กรอบ และหอม

สูตรนํ้าหมักนมสดนั้น ใช้ส่วนผสมคือ...นมวัว 60 ลิตร (ต้องใช้นมวัวสดที่มีคุณภาพถ้าต้องการให้พุทรามีคุณภาพ โดยซื้อจากฟาร์มในราคาลิตรละประมาณ 25 บาท) กากนํ้าตาล 30 ลิตร และเชื้อจุลินทรีย์ 10 ลิตร นำมาผสมรวมกันในถังหมักทิ้งไว้ 30 วัน การใช้ ก็ใช้นํ้าหมัก 1 ลิตร ผสมนํ้า 100 ลิตร แล้วทำการรดต้นพุทรา

เพื่อที่จะทำให้พุทราหวาน ก็จะต้องทำการเด็ดผลพุทราที่ออกใน 1 ต้น ออกไป 50% เช่นพุทรา 1 ต้น ออกลูกประมาณ 100 กิโลกรัม ก็ให้เด็ดพุทราลูกที่ไม่สวยออกไป 50% ถ้าปล่อยให้ปริมาณลูกพุทราเยอะเกินไป จะทำให้ไม่หวาน
 แล้วพอผลพุทรานั้นเริ่มโตประมาณเท่าเหรียญ 10 บาท ก็ให้ ใช้ถุงพลาสติกห่อ ถุงละ 1 ผล โดยเลือกผลที่ดูสวยไม่บิดเบี้ยว วิธีนี้เป็นวิธีการป้องกันแมลง ซึ่งสามารถป้องกันได้ 100% โดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมีฆ่าแมลง และการป้องกันแมลงอีกวิธีหนึ่งของไร่ชัยชนะก็คือ การนำ ลูกเหม็น มาผูกติดไว้ตามปลายกิ่ง

หลังจากห่อผลพุทราแล้วก็ให้ดูแลรดนํ้า ใส่ปุ๋ย รดนํ้าหมักนมสด ตามปกติ นอกจากนั้นก็คอยดูแลตัดแต่งกิ่ง จนประมาณ 7 เดือน ก็สามารถเก็บผลขายได้ ซึ่งจะเก็บลูกที่แก่ประมาณ 70% โดยดูจากขั้วพุทราจะยุบลงไปในผลพุทรา  กษตรบ้านอะลาง

“พุทรานมสดจะให้ผลผลิตหลังจากปลูกประมาณ 6 เดือน ซึ่งในระยะแรกไม่ควรเก็บผลผลิต ควรปลิดทิ้ง เพราะต้นพุทราอายุน้อยเกินไป ต้นยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ควรตัดแต่งรอผลผลิตรุ่นที่ 2” ผู้สันทัดกรณีแนะนำ

และยังบอกว่า หลังจากที่ต้นพุทรานมสดนั้นให้ผลผลิตแล้วใน 1 รอบ ประมาณ 7-8 เดือน ก็ทำการตัดแต่งกิ่ง โดยตัดกิ่งต้นพุทราออกให้เหลือความยาวประมาณ 1 คืบ แล้วก็ดูแลปกติ ประมาณ 4 เดือน ต้นพุทราก็เริ่มเจริญเติบโต และออก ลูกในรอบใหม่ พอได้ระยะ 7 เดือน ก็สามารถเก็บขายได้การลงทุนทำไร่พุทรานั้น ใช้เงินทุนประมาณ 90,000 บาทต่อไร่ (ไม่รวมที่ดิน) ซึ่งสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 3,300 กิโลกรัม/ไร่/ปี โดยพุทรานมสดจะขายในราคากิโลกรัมละประมาณ 50 บาท

รายได้ 1 ปี ก็อยู่ที่ประมาณ 165,000 บาท หักทุนต่อไร่แล้วก็จะเหลือรายได้ประมาณ 75,000 บาท /ไร่/ปี ซึ่งเป็นรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ

“พุทรานมสดปลูกได้ทุกที่ ทั้งในที่ดอนและที่ราบลุ่ม ตั้งแต่ดินเหนียว ดินทราย จนถึงดินลูกรัง” พิชัย บอก

ผู้ที่สนใจ “พุทรานมสด” อยากซื้อรับประทาน หรืออยากศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมจากพิชัย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ “ไร่ชัยชนะ&ชลลดา” อยู่ที่ อ.วังนํ้าเขียว จ.นครราชสีมา เบอร์โทรศัพท์ติดต่อคือ 08-7239-2004 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบ “ช่องทางทำกิน” ทางด้านการเกษตร ที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเลย


บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
แหล่งที่มา : เดลินิวส์
ภาพจาก   : Google

การปลูกผักโสภณ หรือผักกาดเขียวปลี


ผักกาดเขียวปลี  เป็นพืชตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และคะน้า ก้านและใบมีสีเขียว อ่อนกรอบ โคนก้านยึดติดกับราก และพื้นดิน ปลีสีเขียวอ่อนมีใบอ่อนหุ้มโดนรอบ...ผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่ไม่นิยมบริโภคสด แต่ถ้านำมาหั่นแล้วลวกกับน้ำมันและน้ำเดือดพอประมาณ ๓๐ % เสร็จแล้วนำพักในกระชอน จากนั้นใส่น้ำมันลงกะทะ พอน้ำมันกำลังเดือดใส่กระเทียมกับพริกขี้หนูบุบ แล้วนำกาดเขียวปลีที่พักไว้  เกษตรบ้านอะลาง

ในกระชอนลงใส่ในกะทะตาม ใส่ผงชูรส น้ำปลา หรือโรยเกลือป่น แล้วผัดกลับไปกับมา ๒-๓ ครั้งนำตักใส่จานรับประทานได้อร่อยมาก ....การผัดผักกาดเขียวปลี หรือผักอื่นไม่ควรผัดเกิน ๖๐% เพราะถ้าผัดมากไปกว่านั้น น้ำในผักทุกชนิดที่เป็นวิตามินจะออกมาอยู่ก้นกะทะหมด...และผักกาดเขียวปลีที่นิยมมาบิโภคคือการดอง ซึ่งเทคนิคการดองไม่ได้ซับซ้อนเหมือนกับการดองทั่วๆ ไปสามารถทำเพื่อรับประทานได้เอง  ผักกาดเขียวปลีนั้นปลูกง่าย ชอบดินร่วน หรือดินที่มีระบบระบายอากาศได้ดี

 ขั้นตอนการปลูก                                                                               
และดูแล ตลอดดินที่ปลูกก็ชอบขึ้นที่ดินในลักษณะเดียวกันกับผักกวางตุ้ง

พันธุ์ผักกาดเขียวปลีที่นิยมปลูกแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ...พันธุ์ปลีกลม จะมีลักษณะใบกว้างหนา น้ำหนักผลิตผลดีกว่า แต่...ก็มักจะเกิดอาการปลีแตกทำให้คุณภาพผลิตด้อยลง.....พันธุ์ปลีแหลม มีลักษณะหัวปลีแหลม น้ำหนักผลิตผลต่ำกว่าพันธุ์ปลีกลม แต่ ไม่ค่อยเกิดปัญหาในเรื่องปลีแตก

การเตรียมดิน  ให้ขุดดินเป็นร่อง เอาดินขึ้นมาตากไว้สองข้างแปลง โดยควรให้ได้แดดสัก ๓-๔ แดดเป็นพอแล้ว ใส่ปุ๋ยคอกลงในร่องแล้วนำดินที่ขุดขึ้นมากลบแล้วโรยเมล็ดใส่หลุม หรือนำต้นกล้าที่เพาะไว้ก่อนมาปลูกใสหลุม กดลงในหลุมให้แน่นเล็กน้อย เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าถึงกับแฉะ

ขณะที่ถึงเวลาแยกระวังอย่าให้ช้ำ หลังจากปลูกแล้วประมาณ ๔-๕ วัน ควรหาที่กำบังแดดให้ เพราะเมื่อโดนแดดมากๆ จะทำให้ต้นเหี่ยวเฉา ควรรดน้ำทั้งเช้าและเย็น ในช่วงกลางคืนก็เปิดที่บังแดดออก เพื่อให้ได้รับน้ำค้างพอสมควร เมื่อผักตั้งตัวได้แล้ว ก็ให้เอากำบังแดดออก...เมื่อผักมีอายุได้ ๑๕-๒๐ วัน ก็เริ่มลงมือพรวนดิน ต่อไปก็พรวนดินทุกๆ สัปดาห์

การให้ปุ๋ย  ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี แต่...ไม่มีก็ใช้ปุ๋ยยูเรียก็ได้ เมื่อปลูกได้ประมาณ ๕๕-๗๕ วัน ก็เก็บรับ
ประทานได้ ข้อควรจำ คือ ควรเก็บผักในช่วงตอนเช้าจึงจะได้ผักสดและคุณภาพดี นอกจากนี้ควรเลือกคัดหัวปลีที่แน่นได้ขนาดที่ต้องการ โดยใช้มีดสะอาดตัดทีเดียวให้ขาดเก็บใส่ภาชนะรีบนำเข้าร่ม

สำหรับเรื่องผักกาดเขียวปลีนี้ ขอแถมในเรื่องการแปรรูปผักกาดเขียวปลีด้วย เนื่องจากการนำผักกาดเขียวปลีไปดองนั้นเพื่อเพิ่มผลกำไร เพราะเป็นที่นิยมการบริโภคในการดองมากกว่ารับประทานสด

เริ่มต้นจากการเตรียมผักกาดเขียวปลี ๑ กิโลกรัม น้ำเกลือร้อยละ ๑๐-๑๕ ( ละลายเกลือ ๑๐๐-๑๕๐ กรัมในน้ำสะอาด ๑ ลิตร ) น้ำตาลทรายขาว ๑ ช้อนโต๊ะ ล้างผักให้สะอาด แล้วนำผึ่งแดดเพื่อให้ผักเหี่ยวประมาณ ๑ วัน แล้วเรียงผักใส่ไห หรือภาชนะที่ใส่น้ำหมักดองได้ แล้วเทน้ำเกลือที่ผสมกับน้ำตาลแล้วเทลงไปให้ท่วม และหาของหนักๆ ทับไว้ตอนบน หมักทิ้งไว้แล้วชิมดูว่าเปรี้ยวดีพอรับประทานได้.....ซึ่งระยะเวลาที่หมักนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณเกลือที่ใช้ ถ้าใช้น้อยจะเปรี้ยวเร็วกว่า แต่ในส่วนในของผักจะกระด้างอยู่สักหน่อย   เกษตรบ้านอะลาง


แหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/014plukphakraksthiy
ภาพจาก   : google.com
วีดีโดจาก   :  http://www.youtube.com/watch?v=itYAgZXaaT4

การปลูกมะเขือเปราะ


       ประโยชน์ของมะเขือเปราะ           
การแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้รากมะเขือเปราะ รักษาอาการไอ หอบหืด อาการหลอดลมอักเสบ ขับปัสสาวะ และขับลม  ผลใช้ขับพยาธิ ลดไข้ ลดอักเสบ ช่วยการขับถ่าย ช่วยย่อยอาหาร และกระตุ้นทางเพศ   ประชากรในแคว้นโอริสสา ของประเทศอินเดียใช้น้ำต้มผลมะเขือเปราะรักษาโรคเบาหวาน  งาน วิจัยนานาชาติระหว่างปี พ.ศ.2510-2538 พบว่าผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด  เกษตรบ้านอะลาง


  ผลมะเขือเปราะ               
มีไกลโคอัลคาลอยด์โซลามา ร์จีน โซลาโซนีน และอัลคาลอยด์โซลาโซดีนที่ปราศจากโมเลกุลน้ำตาล การทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสารเหล่านี้พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่พบว่า ฤทธิ์ของไกลโคอัลคาลอยด์สูงกว่าโมเลกุลไร้น้ำตาล ราก ต้นและผลแก่มีสารอัลคาลอยด์เหล่านี้ต่ำ แต่ผลเขียว (เหมือนที่คนไทยกิน) มีสารที่มีประโยชน์เหล่านี้ในปริมาณสูงกว่าส่วนอื่นของพืชดังกล่าว  สารโซลาโซดีนใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สเตียรอยด์คอร์ติโซนและฮอร์โมนเพศได้  ผลตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งใช้ปรุงยาแก้ไอ

  ด้านงานวิจัย                 
ที่แคว้นโอริสสา ประเทศอินเดีย ใช้สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของหนูเบาหวานอะล็อกซาน พบว่าได้ผลลดน้ำตาลในเลือดดีเท่ากับการใช้ยากลิเบนคลาไมด์ (glibenclamide)  การทดสอบเพิ่มเติมพบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะไม่มีพิษต่อสัตว์ทดลองแต่อย่างใด

*   มะเขือเปราะเป็นพืชผักที่มีอายุยืน สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี*   

  การเพาะกล้ามะเขือเปราะ                         
1.ให้เตรียมดินละเอียดพร้อมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 2:1 และใส่ดินผสมดังกล่าวลงในถาดพลาสติกเพาะกล้า

2.ใช้เศษไม้เล็กๆ (ขนาดเท่าไม้จิ้มผลไม้) กดลงไปในดินที่บรรจุอยู่ในถาดพลาสติกเพาะกล้า   ขนาดความลึก 0.5 ซม.

3.นำเมล็ดมะเขือเปราะหยอดลงในหลุมปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด
4.กลบดินผิวหน้าเมล็ดไปจากถาดพลาสติกเพาะกล้าโดยใช้ปูนขาวโรยเป็นเส้นล้อมถาดเพาะไว้

5.หลังเพาะนาน 7-10 วัน มะเขือเปราะเริ่มงอก หมั่นรดน้ำต้นกล้ามะเขือเปราะทุกวันๆ ละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเข้าและเย็นจนกระทั่งต้นกล้ามะเขือเปราะมีอายุ 25-30 วัน จึงย้ายกล้ามะเขือเปราะลงปลูกในกระถางหรือในแปลงปลูก


        การเตรียมในแปลงหรือในกระถาง        


1.ถ้าปลูกในแปลงควรเตรียมดินปลูก โดยใช้จอบขุดย่อยดินหน้าดินลึก 15-20 ซม.
  และย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอกหรือใส่ปุ๋ยหมัก หว่านและคลุกเคล้าให้เข้ากับดินในแปลง

2.ในกรณีปลูกในกระถาง ให้ผสมดินปลูกในกระถาง โดยใช้ดินร่วนละเอียดผสมกับปุ๋ยคอก
   หรือปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2:1


 การดูแลรักษา                                                                                         
1. ย้ายกล้ามะเขือเปราะลงปลูกในแปลง หรือในกระถาง
2. รดน้ำทุกวัน และในช่วงการติดผลต้องระมัดระวังในน้ำอย่างสม่ำเสมอ
3. หลังย้ายปลูกแล้ว 7-10 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตราต้นละ 1/4 ช้อนชา
4. ควรโรยปุ๋ยห่างโคนต้นประมาณ 2-3 เซนติเมตรและรดน้ำทันที
5. ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราต้นละ 1/4 ช้อนชาทุกๆ 15 วัน
6. หลังย้ายปลูกนาน 45-60 วัน มะเขือเปราะเริ่มทยอยผลผลิต สามารถเก็บผลผลิตไปบริโภคได้
7. หลังจากที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมะเขือเปราะไปแล้วประมาณ 2 เดือน ควรตัดแต่งกิ่งออกบ้าง เพื่อทำให้ลำต้นมะเขือเปราะเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านใหม่ที่มีความแข็งแรง จะให้ผลผลิตรุ่นใหม่ได้อีก และควรทำการตัดแต่งและบำรุงต้นมะเขือเปราะด้วยฮอร์โมนช้อนเงินเช่นนี้ทุกๆ 2-3 เดือน เกษตรบ้านอะลาง


ที่มาของรูปภาพ
www.monmai.com
www.worldvision.or.th
www.rakbankerd.com
www.phlapphlachai.buriram.doae.go.th
ที่มาของวีดีโอ : http://www.youtube.com/watch?v=ohzptA_Wovo

การปลูกดาหลา


ลักษณะทั่วไปเกี่ยวกับดาหลา
ดาหลา เป็นไม้ดอกที่มีการปลูกมาเป็นระยะเวลานานแล้ว  ทางภาคใต้ของไทย ซึ่งเดิมได้มีการนําหน่ออ่อนและดอกมาใช้เป็นผักประกอบอาหารบางประเภท ปัจจุบันได้มีการนํามาปลูกเป็นไม้ตัดดอกมากขึ้น เนื่องจากดาหลา เป็นไม้ดอกที่ให้ดอกดกในฤดูร้อนขณะที่ไม้ดอกชนิดอื่นๆ ไม้ค่อยจะมีดอกประกอบกับดอกมีขนาดใหญ่ สีสดใส รูปทรงแปลกตาทําให้เป็นที่สนใจของผู้พบเห็นและเป็นที่ต้องการของตลาด เกษตรบ้านอะลาง


ดังจะเห็นได้จากความต้องการซื้อขายดอกที่ตลาดปากคลอง มีปริมาณถึง 200-500 ดอกต่อสัปดาห์ มีมูลค่า3,000 - 7,500 บาท นอกจากนี้ยังสามารถส่งออกต้นพันธุ์ได้บ้างแหล่งผลผลิตที่สํ าคัญ ได้แก่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร อ.บางกรวยจ. นนทบุรี อ.ด่านมะขามเตี้ย จ. กาญจนบุรี อ. เมือง จ.กระบี่

อนุกรมวิธาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Etlingera elatior (Jack) R.M. Smith
ชื่อพ้อง : Phaeomeria magnifica, Nicolaia elatior
ชื่อสามัญ : ดาหลา
วงศ์ : Zingiberales
ชื่ออื่นๆ : กาหลา, กะลา
ถิ่นกํ าเนิด : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ลักษณะทางพฤษศาสตร์
ลําต้น : ดาหลาเป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายข่า มีลําต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า (rhizome) เหง่านี้จะเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อต้น ดาหลา 1 ต้น สามารถให้หน่อใหม่ได้ประมาณ 7 หน่อ ในเวลา 1 ปี ส่วนลําต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่น เช่นเดียวกับพวกกล้วย ส่วนนี้คือลําต้นเทียม (pseudostem) ลําต้นเหนือดินสูง 2-3 เมตร มีสีเขียวเข้ม  เกษตรบ้านอะลาง



 ใบ                                                                                               
มีรูปร่างยาวรี กลางใบกว้างแล้วค่อยๆเรียวไปหาปลายใบและฐานใบ ใบไม้มีก้านใบผิวเกลี้ยง ทั้งด้าน
บนและด้านล่าง ใบยาว30-80 เซ็นติเมตร กว้าง 10-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลมฐานใบเรียวลาดเข้า
หาก้านใบ เส้นกลางใบปรากฏชัดทางด้านล่างของใบ

ดอก
ดอกดาหลา เป็นดอกช่อมีลักษณะดอกแบบ (head)ประกอบด้วย กลีบประดับ (Bracts) มี 2 ขนาด ส่วนโคนประกอบด้วย กลีบประดับขนาดใหญ่ มีความกว้างกลีบ 2-3 ซ.ม.จะมีสีแดงขลิบขาวเรียงซ้อนกันอยู่และจะบานออก ประมาณ 25-30 กลีบ และมีกลีบประดับขนาดเล็กอยู่ส่วนบนของช่อดอกความกว้างกลีบประมาณ 1ซ.ม. ซึ่งมีสีเดียวกับกลีบประดับขนาดใหญ่ กลีบประดับเล็กนี้จะหุบเข้าเรียงเป็นระดับ

มีประมาณ 300-330 กลีบ ภายในกลีบ ประดับขนาดใหญ่ที่บานออกจะมีดอกจะมีขนาดเล็กกลีบดอกสีแดง ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศอยู่จํ านวนมาก ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดความกว้างดอกประมาณ 14-16 เซนติเมตรความยาวช่อ 10-15 เซนติเมตรมีก้านช่อดอกยาว 30-150 เซนติเมตร ลักษณะก้านช่อดอกแข็งตรงดอก จะออกตลอดปีแต่จะให้ดอกดกที่สุดในช่วงฤดูร้อน คือ เดือนมีนาคม - พฤษภาคม ดอกจะพัฒนามาจากหน่อดอกที่แทงออกมาจากเหง้าใต้ดินลักษณะของหน่อจะมีสีชมพูที่ปลายหน่อ


พันธุ์ : ปัจจุบันพันธุ์ดาหลาที่ปลูกตัดดอกมีอยู่ 2 พันธุ์ด้วยกันคือ พันธุ์สีชมพู และพันธุ์สีแดง

การขยายพันธุ์
ดาหลาสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. การแยกหน่อ ควรแยกหน่อที่มีความเหมาะสมนําไปปลูก คือ สูงประมาณ 60-100 ซ.ม. ขึ้นไปและมีกิ่งอ่อน กึ่งแก่ประมาณ 4-5 ใบ ใช้มีตัดให้มีเหง้า และรากติดอยู่ด้วย ซึ่งหน่อชนิดนี้จะมีหน่อดอกอ่อนๆ ดมาด้วยประมาณ 3 หน่อ นําไปชําในถุงพลาสติก 1 เดือน เพื่อให้หน่อแข็งแรงก่อนนําไปปลูก

2. การแยกเหง้า โดยการแยกเหง้าที่เกิดใหม่ที่โคนต้น แล้วนําไปชําในแปลงเพาะชํา วิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงจะเริ่มให้ดอก

3. การปักชําหน่อแก่ โดยนําไปชําในแปลงเพาะชําให้แตกหน่อใหม่แข็งแรง แล้วจึงค่อยย้ายมาปลูก    ลงแปลง

ปัจจัยการผลิต
แสง : ดาหลาเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในที่มีแสงแดดรําไรหรือที่ร่มไม้ยืนต้น ถ้าหากโดนแดดจัดเกินไปสีของกลีบประดับจะจางลง และทําให้ใบไหม่

ฤดูปลูก
การปลูกดาหลาสามารถปลูกได้ทุกฤดู แต่ฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุด คือ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งดาหลาจะมีการเจริญเติบโตทางด้านลําต้นและแตกหน่อ ช่วงที่ดาหลาแตกหน่อได้มากคือ เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนสิงหาคม แต่ในที่ๆ มีนํ้าเพียงพอไม่จํ าเป็นต้องรอฤดูฝน

การเตรียมแปลง
พื้นที่ดอนทําการพรวน ตากดินไว้ประมาณ 5 - 7 วัน และย้อยดินให้ละเอียดเก็บวัชพืชออกให้หมด
พื้นที่ลุ่มทําการขุดยกร่องสวนมีคูนํ้าลึก 1 เมตร กว้าง 1 เมตร แปลงปลูกกว้าง 2-3 เมตร ความยาวตาขนาดของพื้นที่ และมีการไถพรวนตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน เก็บวัชพืชออกให้หมด



การเตรียมดิน
 การเตรียมดินโดยไถพรวนดินแล้วขุดหลุมปลูก จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกรองก่นหลุมในกรณีที่ปลูกดาหลาแบบไม้ยกร่องสวนจะทํ าการไถปรับดินให้สมํ่ าเสมอ เพิ่มปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 ในอัตรา 1 : 25แล้วขุดหลุมปลูกแบบเดียวกับการปลูกแบบยกร่องสวนนี้อาจปลูกแซมในไม้หลัก เช่น ไม้ผล

ระยะปลูก
 การปลูกดาหลาจะไม้มีระยะปลูกที่แน่นอน แต่จะขึ้นอยู่กับความต้องการและความสะดวกของเกษตรกรเอง โดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะปลูกในระยะ 2 x 2 เมตร

การปลูก
 โดยใช้หน่อที่มีเหง้าและรากติดมาด้วย เหง้าที่ตัดมาควรมีความยาวประมาณ 5 นิ้ว โดยสังเกตให้หน่อนั้นๆ มีใบติดมาประมาณ 4 คู่ใบ ปลูกลงในหลุมที่เตรียมไว้ แล้วทําการกลบดินให้สูงประมาณ 6 นิ้ว รดนํ้าให้ชุ่มอาจใช้ดินเลนจากท้องร่องพอกทับโคนต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้น นอกจากนี้ควรหาไม้หลักมาผูกติดกับลําต้นกันต้นโยก

การปฏิบัติดูแลรักษา
การให้ปุ๋ย : จะให้ปุ๋ยดาหลาประมาณ 2 - 3 เดือนต่อครั้ง ซึ่งจะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ (16-16-16) ในอัตรา 96 กก./ไร่/ปี และให้ปุ๋ยคอกในอัตรา 15 กก./ต้น/ปี นอกจากนี้อาจใช้อินทรีย์วัตถุที่ผุพังแล้ว เช่น ใบไม้ต่างๆ หรือลําต้นแก่ของดาหลา, วัชพืชที่ขึ้นตามท้องร่องมาเป็นปุ๋ยหมัก หรืออาจใช้ดินเลนจากท้องร่องพูนใส่ตามโคนต้นซึ่งดินแลนนี้จะมีอินทรีย์วัตถุสูง

การให้นํ้า
ดาหลาเป็นพืชที่ต้องการนํ้าในปริมาณที่มากพอสมควร โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกของการปลูก ควรรดนํ้าให้ชุ่ม โดยใช้แครงสาดวันละ 1 ครั้ง เมื่อต้นดาหลาตั้งตัวได้อาจเว้นระยะห่างของการให้นํ้าจากวันละครั้งออกไปเป็นประมาณ 2-3 วันต่อครั้ง แต่ต้องคํานึงถึงสภาพอากาศ ถ้าเป็นฤดูร้อนควรเพิ่มการให้นํ้ามากขึ้นโดยใช้ระบบการให้นํ้าแบบพ้นฝอย (springkler) บนแปลงที่ไม้ยกร่อง

การป้องกันกําจัดวัชพืช
 ดาหลาเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็ว แตกหน่อได้มากทาให้กอแน่นใบบังแสงซึ่งกันและกัน การกําจัดวัชพืชจะต้องกระทํามากในช่วงแรกของการปลูก เมื่อดาหลาโตมากๆ จะทําให้แสงที่ส่องผ่านมากระทบพื้นดินน้อย วัชพืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จึงไม่ต้องทําการกําจัดวัชพืชมากนัก


โรคและแมลง
ยังไม่พบโรคที่เป็นปัญหาสําคัญกับดาหลา แต่มีแมลงสําคัญดังนี้  หนอนเจาะลําต้นลักษณะการทําลาย เข้าทําลายต้นแก่ โดยไปเจาะบริเวณลําต้น ทําให้ต้นดาหลาหยุดชะงักการเจริญเติบโตและไม้สามารถให้ออกดอกได้

การป้องกันกําจัด
ใช้ฟูราดาน 3% โรยบริเวณรอบๆโคนต้น หรืออาจใช้เซฟวิน  มดแดง  ลักษณะการทําลาย กรดจากสิ่งขับถ่ายของมดแดงจะทําให้กลีบดอกเกิดรอยขาวเป็นจุดๆ  การป้องกันกําจัด เก็บรังมดแดงออกจากต้น และใช้ยาฆ่ามด

การเก็บเกี่ยว                                                                                                                                 
ดอกดาหลาที่มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้มีอายุประมาณ 2 อาทิตย์ นับตั้งแต่เริ่มแทงหน่อดอก ตัดดอกในช่วงเช้าโดยการตัดก้านดอกให้ยาวชิดโคนต้น แล้วแช่ก้านดอกลงในถังที่มีนํ้าบรรจุอยู่การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวดอกดาหลาที่ตัดมาแล้วจะนํามาแช่ในนํ้าสะอาด เพื่อป้องกันการเหี่ยวใช้ถุงพลาสติกใส่ห่อดอกแต่ละดอก เพื่อป้องกันไม่ให้กลีบดอกห้อยและชํ้า จากนั้นจึงนําถังที่บรรจุดอกไม้ขึ้นไปส่งให้แก่พ่อค้า อายุการปักแจกัน ดอกดาหลาเมื่อตัดจากต้นแล้วนํามาปกแจกันในนํ้าสะอาจจะมีอายุอยู่ได้ ประมาณ 3 - 7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ต้นทุนการผลิตต่อไร่
 ต้นทุนการผลิตดาหลาเบื้องต้นโดยทั่วไปจะมาจากค้าใช้จ่ายตามรายละเอียด ดังนี้
1. ค่าหน่อพันธุ์ต่อไร่ ในปีแรก (หน่อละ 100) 32,000 บาท
2. ค่าเตรียมดินไร่ละ 1,000 บาท
3. ค่าแรง 3,200 บาท
4. ค่าปุ๋ยคอก 2,000 บาท
5. ค่าปุ๋ยเคมี 800 บาท
6. ค่าสารเคมี 1,500 บาท
รวม 40,500 บาท

ผลผลิต
ผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับ มีดังต่อไปนี้
ปริมาณดอกต่อปี 32,000 ดอก
ปริมาณหน่อต่อปี (1 ต้นให้ 7 หน่อ) 2,240 บาท

การจําหน่ายผลผลิต
 ส่งดอกดาหลาให้แก่ร้านดอกไม้ โรงแรมฯ หรือส่งขายให้กับพ่อค้าตลาดปากคลองตลาด  ราคาผลผลิต
 ดอกดาหลามีราคาสูงหรือตํ่าต่างกันขึ้นกับปัจจัยหลายด้าน เช่น แหล่งปลูกผู้รับซื้อ และผู้ปลูกเอง ดอก
ดาหลามีราคาตั้งแต่ 8-50 บาท ต่อดอก นอกจากนี้ยังมีการขายหน่อพันธุ์ซึ่งราคาขายก็ต่างกัน เช่นเดียว
กับดอก คืออยู่ในช่วง 50 - 300 บาทต่อหน่อ

ปัจจุบันราคาหน่อพันธุ์ดาหลายังคงสูงอยู่ เกษตรกรผู้ปลูกดาหลาปัจจุบันจึงได้รายได้จากการขยาย
หน่อพันธุ์ด้วย แต่เนื่องจากดาหลาขยายพันธุ์ได้ไม่ยากนัก และมีเกษตรกรบางรายขยายพันธุ์ดาหลา โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จึงคาดว่าต่อราคาพันธุ์จะตํ่าลง และมีการขยายพื้นที่ปลูกเป็นการค้าเพื่อการตัดดอกมากขึ้น

การตลาดในปัจจุบันเป็นปัญหาสําคัญของเกษตรกรผู้ปลูกดาหลา เพราะเกษตรกรขาดข้อมูลเรื่องความ
ต้องการของตลาด ทําให้ขาดความมั่นใจในการลงทุน ดังนั้น เกษตรที่ประสบผลสําเร็จในการปลูกดาหลาในปัจจุบันจึงเป็นเกษตรกรที่มีการโฆษณาตนเอง และสามารถหาตลาดได้เอง




เขียนโดย : คุณสุรวิช วรรณไกรโรจน์ 
แหล่งที่มา : http://www.eto.ku.ac.th/neweto/e-book/plant/flower/dahla.pdf
ภาพประกอบจาก Google.com 

สูตรการทำลูกชิ้นหมู


ลูกชิ้นหมูเป็นอีกหนึ่งลูกชิ้นที่เป็นที่นิยมอย่างมากไม่ว่าจะนำมายำ, ทอด, นึ่ง หรือแม้กระทั่งเป็นเครื่องสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยทุกอย่าง ทำง่ายและอร่อยด้วย พร้อมปรุงได้ที่บ้านคุณเอง  เกษตรบ้านอะลาง

  ส่วนประกอบหลัก                                                                               
1. เนื้อแดง              800   กรัม
2. มันหมู                 200   กรัม
3. น้ำแข็งเกล็ด       200   กรัม
4. เกลือป่น             5   กรัม
5. พริกไทยป่น        5   กรัม
6. ผงแอกดอด        5   กรัม
7. แป้งมัน              160   กรัม
8. น้ำตาลทราย      10   กรัม
9. ผงรสดี               20   กรัม

 วิธีทำลูกชิ้นหมู                                                                                    
1. หมูเนื้อเลาะเอามัน พังผืด และมันติดออก
2. หั่นหมูเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1x2 นิ้วบาง ๆ ใส่เกลือ คลุกให้ทั่วแล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 3 ชั่วโมง
3. นำมาบดด้วยเครื่องบดเนื้อรูใหญ่ก่อน แล้วบดด้วยตะแกรงรู เล็กอีกทีหนึ่ง
4. นำออกใส่เครื่องสับเนื้อ สับจนเหนียว เติม ผลแอกคอด และน้ำแข็งเกล็ด
5. เติมเครื่องปรุง ตีไปเรื่อย ๆ และเติมน้ำแข็งไปเรื่อย ๆ จนได้ลักษณะมวลเหนียว
    ระหว่างตีควรรักษาอุณหภูมิ ไม่ให้เกิน 14-16 c

6. ปั้นลูกชิ้นเป็นก้อนกลม ด้วยมือขนาด ตามต้องการใส่ลงไปในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 60 c
    พอลูกชิ้นสุกจะลอยขึ้นมาตักขึ้น นำไปแช่ในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 80 c เวลา 10 นาที
7. ตักลูกชิ้นขึ้นให้สะเด็ดน้ำ บรรจุถุงพลาสติก มัดให้แน่ นำไปน็อกเย็น โดยใช้น้ำแข็งผสมน้ำ
    เล็กน้อยและเก็บในตู้เย็น  เกษตรบ้านอะลาง

ที่มาของสูตรhttp://www.krunid.com
รูปภาพจาก   : http://chillchew.blogspot.com
วีดีโอลูกชิ้นหมูhttp://www.youtube.com/FoodTravelTVchannel

ไข่เยี่ยวม้า



 ประวัติศาสตร์ 
เล่ากันว่า ไข่เยี่ยวม้า มีเกิดมากว่าห้าศตวรรษแลัว ตามตำนานที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ บอกว่าไข่เยี่ยวม้าค้นพบเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนในมณฑลหูหนานในสมัย ราชวงศ์หมิง เมื่อเจ้าของบ้านพบไข่เป็ดในบ่อปูนขาวที่ใช้ในระหว่างการก่อสร้างบ้านของเขา เมื่อได้ลองชิมแล้วรู้สึกว่ามันมีกลิ่นรส

เฉพาะตัวและสามารถนำมารับประทาน เขาจึงริเริ่มการผลิตเพื่อขาย โดยนำไข่ดิบมากลบอยู่ในบ่อปูนขาวประมาณ 2 เดือน และเติม เกลือลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงพัฒนามาเป็นวิธีทำไข่เยี่ยวม้าในปัจจุบัน และนอกจากนี้ยังเป็นอาหารโปรดของคนในปัจจุบัน

             ส่วนผสมไข่เยี่ยวม้า                                                                
ไข่เป็ด                         15 ฟอง
ปูนขาว                       300 กรัม
เกลือ                               200 กรัม
โซดาแอช                       120 กรัม
ใบชาดำ (ชาจีน)                30 กรัม
สังกะสีออกไซด์                  1 กรัม
น้ำสะอาด                          2 ลิตร

วัสดุ/อุปกรณ์  เตา หม้อต้มน้ำ ภาชนะพลาสติกแช่ไข่ ผ้าขาวบาง ไม้ไผ่สาน  เกษตรบ้านอะลาง  

 วิธีทำไข่เยี่ยวม้า                                                                                  
 1. นำไข่มาล้างเปลือกให้สะอาด ตั้งทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ เรียงไข่ลงภาชนะพลาสติกที่สะอาดปลอดภัย
 2. ต้มน้ำสะอาด เติมปูนขาว เกลือ โซดาแอช ใบชาดำ พอเดือด ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น แล้วกรองเอา
    เศษตะกอนออกทิ้งไป เติมสังกะสีออกไซด์  คนให้ทั่ว
 3. เทส่วนผสม ตามข้อ 2 ลงในภาชนะที่ใส่ไข่ ใช้ไม้ไผ่สานขัดแตะปิดไว้เหนือไข่ เพื่อไม่ให้ไข่ลอย
     (ถ้าไข่ลอยจะเสีย) ปิดฝาภาชนะด้วยผ้าขาวบาง แช่ทิ้งไว้ประมาณ 25-30 วัน
 4. เอาไข่ขึ้นล้างน้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้ผิวแห้ง แล้วเคลือบเปลือกไข่ด้วยดินขาวผสมผสมแป้งเปียก
     ในอัตราส่วน 5 : 1 เก็บไว้ 10 วัน จึงนำออกจำหน่ายหรือรับประทานได้

 เงินลงทุน                               
เป็นค่าอุปกรณ์ประมาณ 1,000 บาท ไข่เป็ดประมาณ 3 บาท/ฟอง (เงินลงทุนสำหรับไข่ และส่วนผสมต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับไข่ที่จะซื้อ)  รายได้ประมาณ 4-5 บาท/ฟอง  ตลาด/แหล่งจำหน่าย ตลาดทั่วไป หรือติดต่อขายส่งพ่อค้า-แม่ค้า หรือร้านขายอาหาร

 ข้อแนะนำในการทำไข่เยี่ยวม้า 
1. ต้องเลือกไข่เป็ดที่ใหม่ สด และไม่มีตำหนิมาทำ เพื่อจะได้ไข่เยี่ยวม้าที่มีคุณภาพดี ไม่เสีย
2. ภาชนะที่ใช้แช่ไข่ อาจใช้ภาชนะเคลือบก็ได้ แต่ต้องสะอาดและปลอดภัย









รูปภาพจาก www.wongnai.com
รูปภาพจาก www.dumenu.com
ขอบคุณแหล่งที่มาhttp://www.archeep.com/food/egg.htm

สูตรการทำปลาร้า




การทำปลาร้าสูตรที่ 1 
วัสดุอุปกรณ์  ขาดการทำ 1 โอ่ง
1.ปลาสด  ปลาแม่น้ำ จำนวน 150 กิโลกรัม
2.เกลือ 15 กิโลกรัม
3.ข้าวคั่ว 15 กิโลกรัม
4.ไม้ไผ่ขนาดยาวกว่าปากโอ่งเล็กน้อย 2 ชิ้น
5.ตาข่ายพลาสติก ขนาดเท่าปากโอ่ง
6.โอ่งมังกรขนาดใหญ่ 1 ใบ


 ขั้นตอนการทำ 
1.นำปลาสดที่ได้มาล้างทำความสะอาด นำมาผ่าท้องควักใส้และขี้ปลาออก สับปลาให้มีขนาด 2 นิ้ว
 หากเป็นปลาตัวเล็กล้างทำความสะอาดไม่ต้องสับ แล้วจึงนำไปล้างน้ำเปล่าให้สะอาดอีกที

2.นำปลาที่สับและล้างแล้วมาใส่ในโอ่งที่เตรียมไว้ นำเกลือ จำนวน 15 กิโลกรัม ใส่ในโอ่ง คลุกเคล้าให้เข้ากันกับเนื้อปลา หมักทิ้งไว้ 1 สัปดาห์

3.เมื่อหมักปลากับเกลือทิ้งไว้ 1 สัปดาห์แล้วให้นำข้าวคั่ว จำนวน 15 กิโลกรัม มาคลุกเคล้าลงในโอ่ง เสร็จแล้วก็นำตาข่ายพลาสติกมาปิดปลาไว้ ใช้ไม้ไผ่กลัดให้แน่น และใส่น้ำเปล่าให้เต็มโอ่งเพื่อป้องกันแมลงวันมาวางไข่

4.หมักทิ้งไว้ จำนวน 3 เดือน ถึง 1 ปี ก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้  แต่ไม่ควรเกิน 1 ปี

เทคนิคการทำปลาร้าให้อร่อย
คุณป้าพะเยาว์  ผู้มีอาชีพการทำปลาร้ามายาวนานถึง 47 ปี กล่าวว่า หากจะทำปลาร้าให้อร่อยต้องมีเทคนิคในการเลือกปลาคือ ปลาที่นำมาทำปลาร้านั้น จะต้องเป็นปลาไทย เท่านั้น เช่น ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาช่อน ฯลฯ แต่อย่านำปลา ทะเล ปลาเขมร มาทำปลาร้า เพราะจะมีรสชาติไม่อร่อย แต่หากเป็นปลาไทยก็ไม่ควรนำปลาเลี้ยงมาทำเพราะจะมีกลิ่นของอาหารปลาออกมา หากนำมาทำปลาร้าก็จะไม่อร่อยเช่นกัน


สูตรที่ 2 ปลาร้าปลาสร้อย
วัตถุดิบ 
1. ปลาขาวหรือปลาสร้อย จำนวน 30 กิโลกรัม
2. เกลือ จำนวน 10 กิโลกรัม
3. รำข้าว จำนวน 5 กิโลกรัม

วิธีการทำ 
1. ทำความสะอาดปลา ล้างเครื่องใน ให้สะอาด ใช้ปลาทั้งตัว
2. คั่วเกลือ คั่วรำ ให้สุกมีกลิ่นหอม ก่อนนำมาใช้ปรุงรสปลาร้า เพื่อจะได้ช่วยให้ปลาร้ามีกลิ่นหอมและสี
    น้ำปลาร้าจะออกเป็นสีแดงสวยน่ารับประทาน
3. นำปลาที่ทำความสะอาดแล้วไปหมักเกลือคั่วเป็นเวลา 3 วัน
4. หมักครบ 3 วัน นำรำที่คั่วแล้วมาคลุกกับปลาที่หมักเกลือ แล้วบรรจุลงโอ่ง หมักต่ออีก 8 -10 เดือน
    ก็สามารถนำมารับประทานได้  เกษตรบ้านอะลาง

สูตรการทำมะยมดอง


การใช้ประโยชน์ : มะยมใช้รับประทานเป็นผลไม้สดและแปรรูป เช่น แช่อิ่ม ดอง น้ำมะยม แยม หรือกวน ใช้ทำส้มตำ ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสด กินกับน้ำพริก ลาบส้มตำ ขนมจีน ในฟิลิปปินส์ใช้ทำน้ำส้มสายชู หรือกินดิบหรือดองในเกลือและน้ำส้มสายชู ในมาเลเซียนิยมนำไปเชื่อม ในอินเดียและอินโดนีเซียนิยมนำใบมะยมไปประกอบอาหาร

ผลมะยมมีฤทธิ์กัดเสมหะและเป็นยาระบาย ใบเป็นส่วนประกอบของยาเขียวตำราไทยใช้ รากแก้ไข รักษาโรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน ใบ ต้มน้ำอาบแก้คัน แก้ไข้ เหือด หิด อีสุกอีใส ในผลมีแทนนิน เดกซ์โทรส เลวูโลส ซูโครส วิตามินซี ในรากมี beta-amyrin, phyllanthol, แทนนิน ซาโปนินกรดแกลลิก สารสกัดจากมะยมที่สกัดด้วยเอทานอลมีประสิทธิภาพดีทในการยับยั้งการเจริญของ E. coli O157:H7 และ Propionibacterium acnes

มะยม (ชื่อวิทยาศาสตร์: Phyllanthus acidus) ภาคอีสานเรียกว่า หมากยม ภาคใต้เรียกว่า ยม เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 3 – 10 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกต้นขรุขระสีเทาปนน้ำตาล แตกกิ่งที่ปลายยอด กิ่งก้านจะเปราะและแตกง่าย ใบประกอบ มีใบย่อยออกเรียงแบบสลับกันเป็น 2 แถว แต่ละก้านมีใบย่อย 20 – 30 คู่ ใบรูปขอบขนานกลม



    มะยมดอง   
การดองเพื่อเก็บรักษามะยมเอาไว้กินนานๆ ส่วนมากนิยมดองใส่โหลเก็บไว้กินหรือเพื่อจำหน่าย ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 วันก็สามารถนำมารับประทานและจำหน่ายได้ โดยจะนิยมดองเมื่อวัตถุดิบนั้นๆ มีราคาถูกและหาได้ง่าย มะยมนั้นทุกๆครัวเรื่อนจะมีปลูกไว้เพราะเป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่ง ที่ปลูกได้ง่ายไม่ต้องรกษาอะไรก็สามารถงอกงามได้เองตามธรรมชาติ

ส่วนผสม
1.มะยม           1 กิโลกลัม
2.น้ำสะอาด     3 ถ้วยตวง
3.เกลือ            1/2  ถ้วยตวง

วิธีการทำมะยมดอง
1.นำมะยมมาล้างทำความสะอาดและคัดเลือกผลที่ช้ำออกไป

2.เตรียมน้ำสำหรับดองมะยม โดยผสมเกลือ น้ำตาลและสะอาดนำไปต้มให้พอเดือดตั้งไว้ให้อุ่น
  แล้วนำไปใส่ในขวดโหลที่จะดอง

3.นำมะยมใส่ขวดโหลใช้ของหนักๆทับไว้ให้มะยมจมลงไปในน้ำเกลือ

4.ปิดฝาทิ้งไว้ 2 วันขึ้นไป สามารถนำมารับประทานเป็นของขบเคี้ยวหรือของว่างได้อย่างดี
  แต่ต้องทานกับพริกเกลือจะได้รสชาติที่ดีมากยิ่งขึ้น

สูตรการทำมะม่วงดอง


เคล็ดลับเพื่อความปลอดภัยในการทำมะม่วงดอง
วิธีการดองเริ่มจากการล้างทำความสะอาดมะม่วงก่อน เพื่อลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมากับมะม่วง ภาชนะที่เหมาะสมในการดองควรเป็นพลาสติกเกรดเอที่มีปากแคบ เพื่อความสะดวกในการควบคุมปริมาณอากาศเหนือผิวน้ำเกลือ ลดการเน่าเสียของมะม่วงดอง ส่วนของน้ำเกลือที่ใช้ในการดองสัดส่วน 1:1 คือ ถ้าใช้มะม่วง 10 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำเกลือในการดอง 10 กิโลกรัมเช่นกัน

และส่วนผสมของน้ำเกลือจะมีความเข้มข้นของเกลือ 10 % ในการผลิตปริมาณมากและต้องมีอายุการเก็บนาน จะต้องมีการเติมสารเคมีซึ่งไม่เป็นอันตรายคือ แคลเซียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นตัวทำให้มะม่วงดองมีเนื้อแน่นและกรอบ และโปตัสเซียมเบต้าซัลไฟด์ เพื่อช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่อาจหลุดรอดมาได้และทำให้มะม่วงมีสีเหลืองสวย อย่างไรก็ตามสารทั้ง2 ชนิดนี้ จะต้องใส่ในปริมาณที่เหมาะสม


สูตรที่ 1 มะม่วงดอง
ส่วนผสมมะม่วงดอง :
1.  มะม่วงดิบ                        120     ลูก
2. ปูนแดง                             1        ถ้วยตวง
3. เกลือ                                11       กิโลกรัม
4. กรดมะนาว                        1         ขวด(แม่โขง)
5. สีผสมอาหาร (สีเหลือง)      1        ช้อนโต๊ะ

วิธีทำมะม่วงดอง
1.  นำมะม่วงมาล้างน้ำให้สะอาดไม่ต้องปอกเปลือก แล้วผึ่งไว้
2.  นำโอ่งมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมะม่วงใส่ลงไปในโอ่ง เติมน้ำสะอาดลงไปให้เต็มใส่ปูนแดง
     กวนให้ละลายเข้ากันกับน้ำ ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 1 คืน
3.  ตอนเช้านำมะม่วงที่ได้จากข้อ 2 มาล้างน้ำให้สะอาด  เทน้ำในโอ่งทิ้ง ทำความสะอาดโอ่ง  แล้วนำมะม่วงมาเรียงลงในโอ่ง เติมน้ำให้เต็ม แล้วใส่เกลือ กรด  มะนาว   สีผสมอาหารลงไปคนให้ละลายจนทั่ว ใช้ไม้ขัดให้มะม่วงจมน้ำปิดปากโอ่งด้วยถุงพลาสติกให้แน่นทิ้งไว้ 25 วัน ก็จะได้มะม่วงดอง


สูตรที่ 2 ส่วนผสมมะม่วงแช่อิ่ม
1.  มะม่วงดอง              10   กิโลกรัม
2. น้ำตาลทราย             3     กิโลกรัม
3. น้ำ                           3     ลิตร

วิธีทำมะม่วงแช่อิ่ม
1. นำมะม่วงดองออกมาล้างน้ำให้สะอาด ปอกเปลือก แล้วนำมาฝานเป็นชิ้น ๆ หรือตกแต่งให้เป็นรูปต่าง ๆ นำมาล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้ง มะม่วง 10 กิโลกรัม ปอกเปลือกแล้วฝานจะเหลือน้ำหนักประมาณ 7 กิโลกรัม

2. นำน้ำตาลทราย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 1.5 กิโลกรัม ส่วนแรกนำไปเคี่ยวกับน้ำ 2 ลิตร จนเป็นน้ำเชื่อมนาน 20 นาที  เสร็จแล้วเทใส่ภาชนะเคลือบหรือสเตนเลสทิ้งไว้ให้เย็น

3. นำมะม่วงลงแช่ในน้ำเชื่อมให้ท่วม แช่ทิ้งไว้ 1 คืน วันรุ่งขึ้นตักมะม่วงขึ้นมาใส่ตะแกรงผึ่งให้แห้ง นำน้ำเชื่อมที่เหลืออยู่ไปต้มให้เดือดเพิ่มน้ำตาลส่วนที่ 2 อีก 1.5 กิโลกรัม ไม่ต้องใส่น้ำเพิ่มเคี่ยวจนน้ำเชื่อมเหนียวทิ้งไว้ให้เย็นเทใส่หม้อเคลือบใบ เติม แล้วนำมะม่วงลงไปแช่อีกครั้ง ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจึงนำมาบรรจุใส่โหลพร้อมน้ำเชื่อม ปิดฝาให้สนิท ส่งจำหน่ายลูกค้า ตลาด/แหล่งจำหน่าย : ตลาดในท้องถิ่น มินิมาร์ท ห้างสรรพสินค้า

 ข้อแนะนำ 
1.  มะม่วงที่นำมาทำมะม่วงดอง ควรเลือกมะม่วงแก้ว มะม่วงพันธุ์โชคอนันต์  เพราะเนื้อจะแน่น
2.  น้ำที่นำมาดองห้ามใช้น้ำฝนเด็ดขาดเพราะมีความเป็นกรมจะทำให้มะม่วงเน่า
3.  เคล็ดลับความอร่อยของมะม่วงแช่อิ่มอยู่ที่ความสะอาด ในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการดองต้องล้าง
     น้ำมากกว่า 5 ครั้ง หรือจนกว่าจะไม่มีกลิ่น และการทำน้ำเชื่อม  ต้องกรองให้สะอาด
4.  น้ำที่เหลือจากการดองมะม่วงอย่าเททิ้งลงในแหล่งน้ำธรรมชาติเพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย

สูตรการทำมะดันแช่อิ่ม


ส่วนประกอบในการทำมะดันแช่อิ่ม
มะดันผลใหญ่ 1 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 3 ถ้วย
เกลือป่น 3/4 ถ้วย
น้ำ 2 ถ้วย
น้ำปูนใส 4 ถ้วย
น้ำอุ่น 4 ถ้วย

วิธีทำมะดันแช่อิ่ม
1. ตัดขั้วมะดัน ล้างให้สะอาด ผสมน้ำอุ่นกับเกลือ นำมะดันลงแช่ไว้ 1 วันจนเปลี่ยนสี
2. ใช้มีดคลึงผลมะดันเบา ๆ ดึงเอาเมล็ดออกให้หมด
3. แช่มะดันในน้ำปูนใส 3 ชั่วโมง นำขึ้นบีบเบา ๆ ให้สะเด็ดน้ำ เรียงใส่หม้อ พักไว้
4. ใส่น้ำตาล น้ำ ลงในหม้อ ตั้งไฟ พอน้ำตาลละลายยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น
    แล้วใส่ลงในหม้อมะดันปิดฝาทิ้งไว้
5. วันรุ่งขึ้นรินน้ำมะดันออก นำมาต้มให้เดือด ปล่อยให้เย็นแล้วเทลงหม้อมะดันอีก ทำซ้ำเช่นนี้ 3 วัน
    มะดันจึงจะอมน้ำตาลได้เต็มที่ แล้วจึงนำมาบรรจุถุงหรือขวด

สูตรการทำฝรั่งดอง


ส่วนผสมในการทำฝรั่งดอง

1. ฝรั่งสด(ชนิดลูกใหญ่) 5 กิโลกรัม
2. เกลือ 700 กรัม
3. น้ำเปล่า 6.3 ลิตร
4. กรดมะนาว 20 กรัม
5. แคลเซียมคลอไรด์
6. น้ำส้มสายชู 280 มิลลิลิตร



วิธีทำการฝรั่งดอง
1. ฝรั่งสดล้างให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
2. เตรียมน้ำเกลือ 10% ตามส่วน เติมแคลเซียมคลอไรด์ และกรดมะนาว ต้มพอเดือด ปิดไฟ
    แล้วจึงเติมน้ำส้มสายชู ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น
3.เตรียมขวดโหลดปากกว้างขนาดใหญ่ พอใส่ฝรั่งได้ทั้งหมด ล้างให้สะอาด และคว่ำไว้ให้แห้ง
4.นำฝรั่งใส่ขวดโหลด เทน้ำเกลือลงจนหมด ปิดปากขวดโหลให้ฝรั่งจมในน้ำเกลือ หรือนำถุงพลาสติก
5.ใส่น้ำเกลือทับเพื่อให้ฝรั่งจมอยู่ในน้ำเกลือดองประมาณ 3-5 วัน รับประทานกับพริกเกลือ หรือนำมาทำแช่อิ่ม โดยแช่ในน้ำเชื่อม 35%-55% เป็นเวลา 3 วัน หรือออกจากน้ำเชื่อม ใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ นำมาวางบนตะแกรงตากแห้ง แล้วนำมาคลุกพริกกับเกลือ จะเป็นฝรั่งหยีตามต้องการ

สูตรกระท้อนดอง


 วัตถุดิบในการทำกระท้อนดอง 
1. กระท้อน 1 กก.
2. เกลือป่น 1 ถ้วยตวง
3. น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง


อุปกรณ์เครื่องมือที่สำคัญ
1. โต๊ะปฏิบัติการสแตนเลส
2. ถังสแตนเลสปากกว้าง
3. เครื่องชั่ง
4. ถังหมักพลาสติก
5. หม้อต้มสแตนเลส
6. เครื่องวัดความดัน
7. เครื่องวัดความหวาน


 ขั้นตอนการทำกระท้อนดอง 
1. ปอกเปลือกกระท้อนแล้วสับมีดให้ถี่ ๆ จนรอบผลกระท้อน บีบให้แบนเล็กน้อย
    แล้วนำไปใส่ขวดโหลที่ต้มฆ่าเชื้อแล้ว

2. ผสมน้ำลอยดอกมะลิ และเกลือป่นลงในหม้อเคลือบยกขึ้นตั้งไฟ พออุ่น
   กรองให้สะอาดด้วยผ้าขาวบาง

3. นำส่วนผสมน้ำกับเกลือที่กรองแล้วลงขวดโหลที่บรรจุกระท้อนปิดฝาตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 1 วัน
    นำมารับประทานได้

ข้อเสนอแนะ
1. กระท้อนดอง ถ้าไม่ทานจิ้มกับพริกเกลือ ก็ทำเป็นกระท้อนทรงเครื่องได้ โดยราดน้ำเชื่อม แล้วโรยด้วยกุ้งแห้ง สามารถเก็บไว้ได้นาน 2 3 สัปดาห์

สูตรการทำขิงดอง


วิธีทำขิงดองสูตรที่ 1

เครื่องปรุงขิงดอง
1. ขิงอ่อน 1 กิโลกรัม
2. น้ำส้มสายชู 5 % 2 ถ้วย
3. น้ำ 1 ถ้วย
4. น้ำตาล 11/2 ถ้วย
5. เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ



วิธีทำขิงดอง
1. ปอกเปลือกขิงบาง ๆ ( ให้เป็นแง่ง ) หั่นตามขวางบาง ๆ ไม่ให้ขาดจากแง่ง โดยหั่นให้เข้าเนื้อ
    เพียงครึ่งหนึ่งของแง่งขิง
2. แล้งจึงกลับอีกด้านหั่นแบบเดียวกันแต่หั่นสลับทางกันเพื่อไม่ให้ขาด แช่ขิงลงในน้ำที่ใส่มะนาว
    เพื่อไม่ให้ขิงดำ
3. บีบขิงให้สะเด็ดน้ำวางเรียงลงในขวดผสมน้ำส้ม น้ำ น้ำตาล เกลือ ใส่หม้อตั้งไฟจนน้ำตาลละลาย
    กรองแล้วนำขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง
4. พอเดือดยกลง เทใส่ขวดปิดฝาขวดให้สนิทเก็บไว้ ใช้รับประทานกับน้ำพริก หรือแกงเผ็ดต่าง ๆ ได้

5.เลือกขิงอ่อนสัก 3-4 แง่ง ล้างให้สะอาดแล้วปอกเปลือก ฝานขิงให้เป็นแว่น แต่อย่าให้ขาดจากกัน
   นำขิงที่ฝานแล้วแช่ลงในน้ำเกลือพักไว้

6. นำน้ำตาลไม่ฟอก น้ำส้ม เกลือป่นผสมกัน ตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนละลาย ชิมรสให้กลมกล่อมทั้งสามรส
    ยกลงพักไว้ให้เย็น

7. บีบขิงที่แช่ในน้ำเกลือเบาๆ พอให้นิ่ม เอาขึ้นเรียงลงขวดแก้ว

8. เทส่วนผสมที่เย้นแล้วลงในขวด ปิดฝาให้แน่น  วันรุ่งขึ้นจะมีฟองลอยอยู่ ช้อนฟองเหล่านั้นทิ้งให้หมด
    เทน้ำขิงดองออกมาแล้วนำมาเคี่ยวไฟอ่อนๆ อีก

9. ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วค่อยเทลงขวดแก้วใหม่ปิดฝาให้แน่น ทำเช่นนี้ทุกวันจนกว่าจะไม่มีฟองลอยขึ้นมา
    เก็บไว้สัก 10 วัน ก็นำมารับประทาน


ขิงดอง 3 รส  สูตรที่ 2 
1. ขิงอ่อน  1 กิโล
2. น้ำส้มสายชูกลั่น  2 ถ้วย
3. น้ำตาลทรายขาว  3 ถ้วย
4. เกลือป่น
5. น้ำมะนาว  2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำขิงดอง 3 รส
1. นำขิงอ่อน  มาเกลาเปลือกออกให้หมด  เอามีดขาวบาง  มาทำการ “ จัก ”  ลงไปทั้ง 2 ด้านแบบสลับฟันปลา การจัก  คือการที่เราเอามีดมาหั่นลงไปในขิงแค่ครึ่งเดียว ทำทีละด้าน พลิกอีกข้างมาทำแบบเดียวกันเรียกว่าจักแบบสลับฟันปลา

2. เอาขิงใส่ในกาละมังพลาสติคหรือสแตนเลส  แล้วโรยเกลือป่นลงให้ทั่ว ๆ   ใช้มือขยำ ๆ นวดให้น้ำขิงออกมา  บีบน้ำออกไป  เราจะได้ขิงอ่อนที่เหี่ยว ๆ มา

3. นำหม้อมา 1 ใบ ใส่น้ำส้ม น้ำตาลลงไป  ตั้งไฟให้เดือด  คนจนละลายทั้งหมด  แล้วปล่อยให้เย็น
เอาขิงมาแผ่ ๆ ออกให้เป็นวงกว้าง  เราเอาน้ำมะนาว  มาใส่ในฝ่ามือ  แล้วพรม ๆ น้ำมะนาวนั้น  ให้ทั่วขิง ไม่จำเป็นต้องโดนทุกชิ้น

4. เทน้ำปรุงที่เย็นแล้ว  ให้ท่วมขิง ใช้ทัพพีหรือพาย  คนให้เข้ากัน  ขิงของเราจะสีชมพูสวยแบบธรรมชาติ  ด้วยฤทธิ์ของมะนาว นี่คือเคล็ดของครัวไทยโบราณ



5. ย้ายขิงลงในหม้อเคลือบหรือหม้อสแตนเลส  ปิดฝาไว้ 1 คืน  รุ่งขึ้น  เราจะเอาขิงมาบีบเอาน้ำออกมาจนเหี่ยว  เหมือนเมื่อวานนี้

6. เอาน้ำดองขิง ไปตั้งไฟให้เดือด  และเคี่ยวให้น้ำงวดลงด้วย  เราต้องการรสที่เข้มข้นขึ้น ทิ้งไว้ให้เย็น

7. นำขิงมาใส่ขวดที่ต้องการ  พอน้ำปรุงเย็นแล้วก็นำมาเทใส่ลงไป  เก็บในตู้เย็นไปเป็นปี  ถ้าชอบแบบญี่ปุ่น  ก็นำขิงมาฝานเป็นชิ้น  อย่าให้บางนัก ประมาณ 3 ม.ม. กำลังดี

สูตรการทำหอมดอง



ต้นหอมดองทั้งต้น
- หอมแบ่ง ทั้งต้น ตัดรากออก
   ล้างน้ำให้สะอาดทั้งใบทั้งหัว  1 กิโล
- เกลือทะเลป่น 1 ถ้วย
- น้ำมะพร้าวแก่ 5 ถ้วย
- น้ำต้มสุก 2 ถ้วย

*ในกรณีหาน้ำมะพร้าวไม่ได้ให้ใช้น้ำซาวข้าวแทน*

ขั้นตอนวิธีการทำหอมดอง 
1. นำต้นหอมใส่กาละมัง ใส่เกลือลงเคล้าให้ทั่ว พักไว้ซักชั่วโมง
2. นำหอมนั้นใส่ในหม้อเคลือบหรือภาชนะที่เป็นดินเผา / แก้ว / อนุโลมถึงกล่องพลาสติค
    แต่ดีที่สุดคือโหลแก้วครับ
3. เติมน้ำมะพร้าวที่ผสมกับน้ำต้มสุกลงไปให้ท่วม เอาสากหรือครกเล็ก ๆ หรืออะไรก็ได้ที่หนัก ๆ
    ทับให้หอมจมในน้ำ ปิดฝาให้สนิท  3 - 5 วันก็ทานได้แล้วครับ



สูตรหัวหอมดองสามรส
- หัวหอมแดง เลือกเม็ดเล็ก ๆ ก็ดี  1  กิโล
  ปอกเปลือกล้างน้ำ
- เกลือทะเลป่น  2 ชต.
- น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
- น้ำส้มสายชูหมัก 1 ขวด




ขั้นตอนวิธีการทำหัวหอมดองสามรส
1. ตั้งน้ำให้เดือด  กะให้ท่วมหัวหอมให้ได้
2. นำหัวหอมลงไปลวกซัก 1 นาที  ก็ช้อนมาใส่ในน้ำเย็น
3. ช้อนขึ้นมาพักไว้ให้หมาดแห้ง
3. นำหม้อเคลือบ / หม้อสแตนเลสมา 1 ใบ ใส่น้ำส้มลงไป ใส่น้ำตาล ใส่เกลือ  ตั้งไฟให้เดือด
   และทุกอย่างละลายเข้ากันหมด  ทิ้งไว้ให้เย็น  ปิดฝาให้สนิท  3 - 5 วันก็ทานได้


สูตรกระเทียมดอง


ส่วนผสมกระเทียมดอง
1. กระเทียมสด
2. น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
3. น้ำส้มสายชู 5% 1 ถ้วยตวง
4. เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำสะอาด 1 ถ้วย

วิธีทำกระเทียมดอง
1. กระเทียมจะใช้กระเทียมโทน หรือกระเทียมกลีบ หรือกระเทียมสดทั้งหัวก็ได้
2. นำมาปอกเปลือก ตัดราก ถ้าเป็นกระเทียมสดตัดให้เหลือก้านยาวประมาณ 2 นิ้วเอาใส่กระชอนผึ่งไว้
3. เตรียมน้ำปรุงโดยผสมน้ำตาลทราย เกลือและน้ำลงในหม้อ ต้มพอเดือด ปิดไฟ  แล้วจึงเติมน้ำส้ม
    สายชู กรองทิ้วไว้ให้เย็น
4. บรรจุลงในขวดที่สะอาดฆ่าเชื้อแล้วปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ 15 วัน นำมารับประทานได้


สูตรการทำหน่อไม้ดอง


หน่อไม้ดองนั้นถือว่าเป็น อาหารอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยนิยมรับประทานและนิยมนำมาประกอบอาหาร เพราะสามารถประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น ต้ม ผัด แกง นึ่ง ซุป ฯลฯ ถึงหน่อไม้จะไม่มีคุณค่าทางอาหารมากนัก แต่คนก็นิยมรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้สด หน่อไหมถุง หน่อไม้ดอง หน้อไม้อัดปีป ล้วนแต่ เพรามีรสชาติที่อร่อย ทานกับน้ำพริกแซบถึงใจ และสามารถหาได้ง่ายในฤดูฝน หน่อไม้จะขึ้นเองตามธรรมชาติจะแตกหน่อเพื่อที่จะเป็นลำต้นไผ่ต่อไป


หน่อไม้ลวก หน่อไม้คาย หน่อไม้หก หน่อไม้บั้ม หน่อไม้ซาง และหน่อไม้อื่นๆ หน่อไม้จะแตกหน่อ เพื่อขยายพันธุ์ และปัจจุบันมีการปลูกหน่อไม้ไว้รับประทานเองแทนที่จะไปหาตามแนวป่า อีกด้วย ซึ่งหากนอกฤดูฝนหรือฤดูที่หน่อไม้จะแตกหน่อแล้ว เราไม่สามารถหามารับประทานได้ นอกจากการ ทำหน่อไม้ดองเอาไว้รับประทานนอกฤดู และเป็นการถนอมอาหาร เอาเก็บไว้รับประทานได้นานๆอีกด้วย วันนี้จะมาแนะนำวิธีการทำหน่อไม้ดอง หน่ออัดถุง หน่อไม้ส้ม ให้นำเอาไปปฏิบัติได้


 วิธีการทำหน่อไม้ดอง
ส่วนผสมในการทำหน่อไม้ดอง
1. หน่อไม้สดสะอาด 10 กิโลกรัม
2. เกลือเม็ด 1 กิโลกรัม
3. แป้งข้าวเจ้า 1/2 กิโลกรัม

 ขั้นตอนการทำหน่อไม้ดอง 
1. นำหน่อไม้ที่เราเตรียมเอาไว้ มาปอกเปลือก และล้างให้สะอาด
2. หลังจากนั้นให้สับหรือหั่นหน่อไม้บางๆ หรือสับให้เป็นเส้นๆ
3. เมื่อเตรียมหน่อไม้เรียบร้อยแล้ว ให้เรานำหน่อไม้ไปแช่น้ำสะอาดในภาชนะที่สะอาดเช่นกัน
    และทำการปิดฝาให้มิดชิดกันแมลงหรือสิ่งแปลกปลอมตกลงไป แล้วทิ้งไว้ 1 คืน
4. เมื่อแช่นน่อไม้เอาไว้ได้ 1 คืนแล้ว ให้ตักขึ้นมาให้สะเด็จน้ำ
5. ให้นำเกลือเม็ด มาละลายกับน้ำต่างหากเตรียมเอาไว้
6. นำหน่อไม้มาที่สะเด็จน้ำแล้วมาเคล้ากับแป้งให้ทั่ว แล้วอัดลงในปิ๊บให้เต็ม เสร็จแล้วเทน้ำเกลือ    ที่เตรียมไว้ ลงไปให้ท่วมหน่อไม้ เคล็ดลับ ใส่น้ำส้มสายชูลงไปด้วย เพื่อให้หน่อไม้ขาวสวยน่ากิน   เสร็จแล้วปิดให้มิดชิด หมักเอาไว้ 2 อาทิตย์ก็จะได้หน่อไม้ดองแล้ว